
กําแพงภาษีทรัมป์กับความเสี่ยงที่ต้องลุ้นกับชะตาการค้าโลกและฝ่าความท้าทายของไทย ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ทุกสภาวการณ์ จากคำสั่งศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาที่จะกระทบต่อการก้าวเดินกำแพงภาษีทรัมป์ที่เข้ายึดกุมเอาอำนาจอธิปไตยเศรษฐกิจการค้าโลก ส่งผลต้นทุนการนำเข้า ค่าครองชีพพุ่งตาม คู่ค้าสหรัฐเริ่มแสวงหาตลาดใหม่และอาจนำไปสู่การให้ความสำคัญเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนเพิ่มขึ้นกับประเทศคู่แข่งขันของสหรัฐ
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้และเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของเอสเอ็มอี จากข้อมูลปี 2567 มูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปสหรัฐ 6,119.88 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 11.14% ของการส่งของไทยไปสหรัฐ จากมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐ 54,943.54 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วน 18.27% ของส่งออกทั้งหมด ปี 2568 ส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปสหรัฐ 7,871.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วน 10.86% ของการส่งของไทยไปสหรัฐ และขยายตัว 28.6 จากมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐ 72,506.39 ล้านเหรียญสหรัฐหรือสัดส่วน 21.35% ของส่งออกทั้งหมด โดยคาดหวังปี 2569 จะมีตัวเลขที่ใกล้เคียงปีก่อน
จากภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา 19% สู่มาตรการใหม่ภาษีพื้นฐาน 15% ทั่วโลก ระยะเวลา 24 กุมภาพันธ์ ถึง 24 กรกฎาคม 2569 (150 วัน) ซึ่ง สสว.ได้แบ่งกลุ่มเอสเอ็มอีตามระดับผลกระทบออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มสินค้ามูลค่าสูง (High-Value, Macro Impact) อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร เอสเอ็มอีในกลุ่มซัพพลายเออร์เสี่ยงต่อการชะลอการลงทุนและความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อ
2.กลุ่มสินค้าพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาสูง (High-Dependency) อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแต่งกาย ยางพารา อาหารแปรรูป เสี่ยงรายได้หดหายทันทีหากสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
3.กลุ่มตลาดในประเทศที่เผชิญสินค้าราคาถูก (Domestic Risk) สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน เสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในไทย
4.กลุ่มโอกาสในสมดุลใหม่ (New Opportunities) อาหารสุขภาพ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์และเทคโนโลยีเป็นโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยปรับตัวและยกระดับการผลิต
หากเจาะลึกผลกระทบจากกำแพงภาษี 15% แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า
1.สินค้าที่ได้เปรียบ (Winners) กลุ่มสินค้าที่ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีมาก่อนจะได้รับประโยชน์จากภาระต้นทุนที่ลดลง (จากภาษี 19% เหลือ 15%) อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด, ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติกอุตสาหกรรม, เครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม, เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านเป็นต้น
2.สินค้าที่ต้องเฝ้าระวัง (Warning) กลุ่มสินค้าที่เคยใช้สิทธิ GSP หรือ De Minimis (สินค้าราคาต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐผ่าน e-commerce) จะไม่ได้รับการยกเว้นอีกต่อไปและต้องเสียภาษีตามอัตราปกติ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ ของใช้ในบ้านและสินค้าแฟชั่นบางประเภท
3.สินค้าเสี่ยงสูง (High Risk) ต้องแข่งขันกับจีนที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและห่วงโซ่อุปทานครบวงจร อาทิ ของเล่น เครื่องนุ่งห่มและสินค้าอุปโภคบริโภค
ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างพลิกโฉมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของไทยสู่เวทีโลกอย่างมีศักยภาพสูงสุด ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน ฝ่าความท้าทายทุกทิศทางของโลก ด้วยยุทธศาสตร์ “5Rs” นำประเทศไทย “Quick Big Change สู่ Quick Big Win” จริงเป็นทางออก
1.Recharge การกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น, ลดต้นทุนและค่าครองชีพให้ผู้ประกอบการและประชาชน, อัดฉีดแต้มต่อและสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, การปลดล็อกกับดักหนี้ สร้างโอกาสใหม่ให้กับ “ทัพเศรษฐกิจฐานราก” การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ลดหนี้เสีย หนี้นอกระบบ พร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่โดยเพิ่มการเข้าถึงระบบกลไกการเรียนรู้ต่อเนื่องทุกช่วงวัยให้เกิดการ Re-skills, Up-skills และ Future skills เกิดงานที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงผู้ประกอบการเพิ่มการจ้างงานและค่าแรงที่เป็นธรรม เพิ่มผลิตภาพกำลังคนทักษะสูงเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจผลิตภาพสูงร่วมด้วย
2.Rebalance ปรับสมดุลพึ่งพาเศรษฐกิจ 3 ขา “Triple Helix Market” คือ มุ่งเป้ารักษาตลาดเดิมและเจาะแสวงหาช่องทางสินค้าบริการที่มีศักยภาพในตลาดเดิมการบริหารฐานข้อมูลตลาดระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการขยายตลาดใหม่ การขยายความร่วมมือ FTA ที่ครอบคลุมและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย เกษตรกรไทยให้เติบโตต่อเนื่องและที่สำคัญ คือ การมีกลยุทธ์มุ่งเน้นสนับสนุนการพึ่งพา เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยภายในประเทศทั้งวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตและแรงงานไทย ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีความเสี่ยงและผันผวนสูง เปิดประตูการค้าโลกให้ผู้ประกอบการทุกขนาดใช้ประโยชน์จาก FTA และข้อมูลการค้าตลาดระหว่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น
3.Resilience การวางพื้นฐานปลูกฝัง “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตและธุรกิจ มีขีดความสามารถในการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่นรวดเร็ว “ล้มยาก ฟื้นเร็ว โตไว”, การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ระบบการป้องกัน Transshipment และแหล่งกำเนิดสินค้าที่สร้างความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสและป้องกันจัดการปัญหาการสวมสิทธิส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพ, การสร้างแบรนด์ประเทศไทย (Thailand Brand) ด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้กับประเทศผ่านสินค้าและบริการที่ส่งผ่านคุณค่า คุณภาพ สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างมี Storytelling ที่น่าประทับใจ, การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและภาคเอกชนสินค้าและบริการไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย “วัฒนธรรมการค้าไทยช่วยไทย ไปไหนไปกัน ร่วมดันให้สุดซอย”
4.Revalue ยกระดับผู้ประกอบการสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนผ่านเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรที่พร้อมรองรับและนำการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตโลก โดยส่งเสริมทุนใช้ประโยชน์งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญาขยายสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล AI เพื่อการประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การยกระดับผู้ประกอบการทุกขนาดให้ตระหนักและพร้อมปรับตัวมุ่งสร้างธุรกิจที่ให้ความสำคัญ ESG DNA ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และแข่งขันได้ในตลาดโลกทั้งด้าน Value supply chain คุณภาพมาตรฐานและ CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดและการกักเก็บเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero, สร้างมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสากล
5.Restructure พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจ “Sustainnovation” การสร้างความยั่งยืนด้วยการใช้ความสร้างสรรค์ AI เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศที่มีสินค้าและบริการมูลค่าสูง ก้าวข้ามกับดักหนี้ กับดักรายได้ และกับดักความยากจนด้วยนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม, การส่งเสริมระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภูมิภาคและ EEC เพื่อเชื่อมโยงขยายฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ การขยายตัวของ GDP และ GDP SME ที่เพิ่มมากขึ้น โดยสร้างระบบนิเวศการลงทุนใหม่ให้กับประเทศไทยดึงดูดการลงทุน FDI และ TDI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง, ปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ ประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ การค้า การลงทุนและส่งเสริมให้เกิดการยกระดับบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างมีธรรมาภิบาล
ที่สำคัญรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งภาคประชาสังคม ต้องมีส่วนร่วมและต้องผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติพลิกโฉมหน้าประเทศไทยด้วย Quick Big Change อย่างเร่งด่วน

