เมื่อโลกไม่แน่นอน บ้านยิ่งต้อง‘มั่นคง’

7.03.26 | 10:26 น.
เมื่อโลกไม่แน่นอน บ้านยิ่งต้อง‘มั่นคง’

เมื่อโลกไม่แน่นอน บ้านยิ่งต้อง‘มั่นคง’

ในโลกที่เหตุการณ์ความขัดแย้งในอีกซีกโลกหนึ่งสามารถสะเทือนเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่งได้ภายในเวลาไม่กี่วัน “ความไม่แน่นอน” จึงกลายเป็นความจริงใหม่ของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในขณะนี้สะท้อนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก และสามารถส่งผลต่อราคาน้ำมัน เสถียรภาพของตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้ทันที

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้สามารถส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจไทยได้ ทั้งผ่านราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อของผู้บริโภค

ในขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศก็พยายามช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโดยรวม ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.25% เหลือ 1.0% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ แม้มาตรการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศโดยตรง แต่ก็มีส่วนช่วยพยุงบรรยากาศทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคย่อมระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจทางการเงินระยะยาว เช่น การซื้อบ้าน สำหรับหลายครอบครัว การตัดสินใจซื้อบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นใจในอนาคต รายได้ที่มั่นคง และความสามารถในการบริหารภาระหนี้ในระยะยาว

Advertisement

เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้คนจึงระมัดระวังมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งในด้านยอดโอนกรรมสิทธิ์และมูลค่าการซื้อขาย แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่าโจทย์สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ “ความต้องการซื้อบ้าน”

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่อยากมีบ้าน แต่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบสินเชื่อได้

ในช่วงที่ผ่านมา อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ในบางกลุ่มราคาสูงถึงประมาณ 70% ขณะเดียวกัน หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของ GDP ทำให้ทั้งผู้กู้และสถาบันการเงินต้องระมัดระวังมากขึ้น ผลลัพธ์คือ คนจำนวนมากที่อยากมีบ้าน กลับต้องหยุดอยู่หน้าประตูของระบบการเงิน

ปัญหาที่แท้จริงของตลาด…อาจไม่ใช่ “ราคา”

เมื่อพูดถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว หลายคนมักคิดว่าปัญหาอยู่ที่ “ราคา” แต่จากประสบการณ์ ดิฉันพบว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ราคาของบ้านเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่กระบวนการเข้าถึงสินเชื่อขั้นตอนที่ซับซ้อน ความไม่มั่นใจว่าจะกู้ผ่านหรือไม่ และความกังวลต่อภาระหนี้ในระยะยาว ล้วนเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้คนจำนวนมากไม่กล้าก้าวเข้ามาในตลาด

โดยทั่วไปเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ประกอบการมักใช้โปรโมชั่นระยะสั้นเพื่อเร่งยอดขาย เช่น การลดราคา หรือการให้ส่วนลดพิเศษ แต่สำหรับเสนา เรามองว่าการแก้ปัญหาตลาดต้องเริ่มจากการเข้าใจ “ต้นเหตุ” ของปัญหา เพราะหากปัญหาอยู่ที่การเข้าถึงสินเชื่อ การลดราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ

ในมุมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ความท้าทายของยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการใหม่ แต่คือการออกแบบระบบการอยู่อาศัยที่สอดคล้องกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของผู้คนในโลกความเป็นจริง

“เสนาซื้อง่าย” ไม่ใช่แค่โปรโมชั่น

แนวคิดของแคมเปญ “เสนาซื้อง่าย” เกิดจากการทำความเข้าใจ pain point ของลูกค้าจริงๆ จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็นเพียงโปรโมชั่นระยะสั้น หรือการแข่งขันด้านราคา แต่เป็นข้อเสนอที่พยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดที่อยู่อาศัย

หัวใจสำคัญของแคมเปญนี้คือการทำให้การมีบ้าน “เริ่มต้นได้จริง” ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ในระดับความพร้อมทางการเงินแบบใด โดยเสนาออกแบบโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับผู้บริโภคในแต่ละสถานการณ์ เข้ามาที่เสนาการันตีได้บ้านแน่ๆ

สำหรับลูกค้าที่มีความพร้อมในการซื้อบ้าน เสนาจัดข้อเสนอที่ช่วยให้กระบวนการซื้อบ้านง่ายขึ้นอย่างชัดเจน สามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของบ้านได้ในราคาเริ่มต้นประมาณ 1 ล้านบาท พร้อมกระบวนการทำสัญญาที่รวดเร็วภายใน 1 วัน

ขณะเดียวกัน เสนายังร่วมมือกับ 5 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย เพื่อมอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 1.6% โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

ทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่พร้อมกู้

ในขณะเดียวกัน เสนายังตระหนักว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่พร้อมสำหรับการกู้บ้านในทันทีสำหรับคนกลุ่มนี้ เสนาจึงพัฒนาอีกทางเลือกหนึ่ง คือ LivNex – เช่าออมบ้าน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที โดยมีค่าเช่าเริ่มต้นประมาณ 4,100 บาทต่อเดือน ระหว่างการอยู่อาศัย ลูกค้าสามารถค่อยๆ สร้างวินัยทางการเงินและเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าของบ้านในอนาคต

พร้อมกันนั้น เสนายังมีทีมที่ปรึกษาทางการเงิน “เงินสดใจดี” ที่ช่วยให้คำแนะนำในการวางแผนการเงิน รวมถึงการสร้างประวัติทางการเงินร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคต

แนวคิดสำคัญของโมเดลนี้คือ ไม่ปล่อยให้คนที่อยากมีบ้านต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังระบบ แต่สร้างเส้นทางให้ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้

บ้านไม่ควรเป็นความฝันของคนส่วนน้อย

ดิฉันยังเชื่อว่า ที่อยู่อาศัยไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนเพียงบางกลุ่ม แต่ควรเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจที่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่ธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด แต่คือธุรกิจที่สามารถเข้าใจความจริงของผู้คน และออกแบบทางเลือกที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเดินต่อไปได้

เพราะเมื่อโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่ผู้คนต้องการมากที่สุดคือ ความมั่นคงของชีวิต และสำหรับหลายคน ความมั่นคงนั้นยังคงเริ่มต้นจากการมีบ้านของตัวเอง