บาร์บีคิวพลาซ่า วางเกมธุรกิจปี’69 คัดกรองผู้เล่น เน้นทำกำไรมากกว่าขยายสาขา

8.03.26 | 09:47 น.

ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจร้านอาหารที่รุนแรงขึ้น และต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์และรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งแบรนด์ปิ้งย่างชื่อดัง บาร์บีคิวพลาซ่า

ปี 2569 บาร์บีคิวพลาซ่า กำลังมุ่งหน้าปรับทิศทางเน้นการสร้างกำไรต่อสาขาและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

รัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมธุรกิจบาร์บีคิวพลาซ่าในปี 2569 คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 3% จากปีที่แล้ว ซึ่งหากย้อนกลับไปดูในปี 2568 จะพบว่าภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันที่สูงมาก จากผู้เล่นรายใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการเปิดและขยายสาขาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันภาพรวมของธุรกิจอาหารก็ล้มหายไปเยอะ แต่ภาพรวมยังดูเหมือนว่ายังคงเติบโต ทั้งนี้ มองว่าการเติบโตในลักษณะนี้เป็นการเติบโตที่เปราะบาง เพราะฉะนั้น ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารในปี 2569 จึงสามารถนิยามได้ว่า “เป็นช่วงของการคัดกรองผู้เล่นตัวจริง”

รัฐ ตระกูลไทย

“ทั้งนี้ บาร์บีคิวพลาซ่าที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 39 ปี ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านอาหารที่อยู่คู่คนไทยมาหลายเจเนอเรชั่นและด้วยลักษณะที่เป็นธุรกิจปิ้งย่าง ทำให้ลูกค้ามีความคาดหวังที่สูงจึงต้องสามารถเดลิเวอร์ความคาดหวังของลูกค้าได้ ทั้งนี้ ด้วยจุดยืนของเราที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของสินค้าหรือบริการก็จะปรับให้ดีขึ้น ซึ่งจากจุดยืนนี้ทำให้เราเป็น Brand of Now และเป็น Top of Mind เพราะเราไม่เคยเลือกที่จะลดคุณภาพสินค้าเลย

“เราให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับมากกว่าราคาที่จะถูกลงขณะที่บางรายพอตลาดมีการแข่งขันสูงอาจเลือกแข่งขันที่ราคา แต่เราเลือกที่จะทำให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับดีขึ้น แบรนด์ต้องสร้างคุณค่าให้ลูกค้ามากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว” รัฐกล่าว

Advertisement

เน้นกำไรมากกว่าจำนวนสาขา
รัฐกล่าวว่า นอกจากนี้ บาร์บีคิวพลาซ่ายังมีกลยุทธ์ในการขยายสาขาใหม่ ซึ่งเป็นการขยายสาขาแบบโฟกัส โดยการทำความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำความเข้าใจในโลเกชั่นต่างๆ ให้มากขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนในการขยายสาขาใหม่จะใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 6-10 ล้านบาท บางโมเดลจะไม่แพงมากอาจจะ 6-7 ล้านก็พอเปิดได้ในโมเดลเล็กๆ และมีระยะคืนทุนเฉลี่ย 6-7 ปี ซึ่งปัจจุบันมี 159 สาขาทั่วประเทศทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง

“แต่ก่อนเราอาจจะบอกว่าจำนวนสาขาที่เปิดยิ่งเยอะยิ่งดี ปกติเราจะบอกแบบนั้น แต่ปีที่จะถึงนี้จะเป็นปีที่เราโฟกัสว่า สาขาที่เปิดต้องสามารถทำกำไรได้” รัฐระบุ

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 คาดว่าจะสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 10 สาขา โดยแต่ละสาขาจะมีโมเดลที่แตกต่างกันตามโลเกชั่นและพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านโมเดลร้าน ได้แก่ 1.Standard Model ที่อยู่ในศูนย์การค้าซึ่งเป็นรายได้หลัก 2.Smart Model ร้านขนาดเล็กใกล้แหล่งชุมชน 3.Late Night Model ที่เหมาะสำหรับคนทานมื้อดึกนอกเวลา 4.Easy Model หรือ Solo Dining ที่กินคนเดียวได้กินง่ายๆ คนออฟฟิศกินได้ และ 5.Beyond Model ที่ยกประสบการณ์ด้วยสินค้าที่มีความพรีเมียมขึ้น ทั้งนี้ ยังตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว ซึ่งในแง่ของสาขาที่เปิดใหม่เราต้องเข้าใจในพื้นที่และลูกค้าให้มากขึ้น
แล้วการเปิดสาขาของเราต้องโฟกัสที่กำไรต่อสาขามากกว่าจำนวนสาขาที่เปิดใหม่

3 ความท้าทายธุรกิจอาหารปี’69
รัฐกล่าวด้วยว่า ความท้าทายของธุรกิจอาหารในปี 2569 มองว่ามี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การแข่งขันที่สูงขึ้น จากผู้เล่นรายใหม่และการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2.ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ วัตถุดิบหรือค่าแรง และ 3.ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในปริมาณสูง ส่งผลให้คนฉุกคิดเรื่องการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ทุกมื้อในการจ่ายจะผ่านการคิดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบคนซื้อจะเล็งความ “คุ้มค่า” เป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไม่ได้กินน้อยลงแต่ใช้กินอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกตรงนี้มันชัดเจนมากในพฤติกรรมการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ผู้ประกอบการพยายามโฟกัสเรื่องนี้ให้มาก การลดราคาอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ดีที่สุดคือการทำให้คุณภาพสินค้าสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จะดีกว่า

“การใช้จ่ายที่เกิดการฉุกคิดมากขึ้นหมายความว่า ทุกบาทที่ใช้จ่ายไปต้องได้ประสบการณ์อย่างที่คาดหวัง เหมือนที่เราไปไหนก็ตาม ไม่ว่าจะกินร้านถูกหรือแพงก็จะมีความคาดหวังหนึ่ง ซึ่งเราต้องสามารถเดลิเวอร์ความคาดหวังนี้ได้ เพราะว่าเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคที่น้อยลงหมายความว่า เราต้องพยายามทำตัวเองให้ได้มาตรฐานที่เขาคิดไว้ให้ได้” รัฐระบุ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัญหาเรื่องทุนเทาแม้อาจเป็นเรื่องที่ประเมินความชัดเจนได้ยาก แต่อย่างน้อยที่สุดคาดว่าจะส่งผลให้ กลไกราคาในรวมภาพของตลาดบิดเบือนไปนิดหน่อยเพราะว่ามีต้นทุนที่ต่างกัน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแข่งขันดูไม่เป็นธรรม แต่ว่าท้ายที่สุดกลไกตลาดจะค่อยๆ ปรับตัวเอง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ซึ่งสุดท้ายตลาดจะค่อยๆ กลับเข้าสู่กรอบการแข่งขันตามกลไกปกติ

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญอีกด้านคือเรื่องของโลเกชั่น จะเห็นว่าในหลายพื้นที่ค่าเช่าจะสูงมาก สูงแบบผิดปกติซึ่งจะเห็นได้ในหลายๆ โซน ทำให้ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภาระอาจจะถูกผลักไปให้ผู้บริโภค ส่งผลให้สินค้ามีราคาสูงและหากเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ไม่สอดคล้องกับราคาก็จะทำให้แข่งขันได้ยาก

หวังรบ.ใหม่ Setup เร็ว
รัฐระบุถึงความคาดหวังในการมีรัฐบาลใหม่ ว่า รัฐบาลใหม่จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กับประเทศได้ในระดับหนึ่ง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังมี movement ที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยที่น่าจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น พอมีความเชื่อมั่นความคาดหวังของเราคือการใช้จ่ายของคน ถ้าเราสามารถ Setup รัฐบาลได้เร็ว ก็น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับประเทศ อันนี้เป็นความคาดหวังของผู้ประกอบการเลย ถ้า Setup ได้เร็วแล้วดูมั่นคงแข็งแรง ก็จะสามารถรันธุรกิจกันต่อได้อย่างราบรื่น แล้วก็การท่องเที่ยวเองก็จะเข้ามาด้วย

โดยปกติของเทศกาลไม่ว่าจะเป็นตรุษจีนหรือสงกรานต์ จะมีการใช้จ่ายที่ดีอยู่แล้วและจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากการเมืองไทยนิ่งขึ้น นอกจากนี้ เทศกาลยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย และเมื่อไม่นานมานี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านความร่วมมือระหว่าง ททท.และลิซ่า ในการโปรโมตทะเลบัวแดงที่จังหวัดอุดรธานี ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวในประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งคาดหวังว่าเทศกาลเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ purchasing power ของคนไทย น่าจะเป็นภาพรวมของการท่องเที่ยวด้วยไม่ว่าจะเป็นเมืองหลักหรือเมืองรอง ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็โฟกัสอยู่ว่าเมืองรองก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าไป

จัดโปรแรงเอาใจสายปิ้งย่าง
รัฐระบุอีกว่า เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อบริโภค บาร์บีคิวพลาซ่าจึงจัดโปรแรง “หมูสามฉ่ำ” เอาใจสายปิ้งย่าง ด้วยชุดหมูสามฉ่ำขนาด 216 กรัม ราคา 315 บาท พร้อมรายการเมนูพร้อมเสริมที่หลากหลายอาทิ หมูสันคอฉ่ำหนา เบคอนรมควันฉ่ำหนา หมูสามชั้นฉ่ำหนา เห็ดออรินจิ เบคอนชีสโรล และเบคอนหนานุ่มคอร์นชีส โดยลูกค้าสามารถเลือกทานที่ร้าน ซื้อกลับบ้าน หรือสั่งผ่านเดลิเวอรี่ได้ (ยกเว้นบางเมนูที่ไม่ร่วมเดลิเวอรี่) สำหรับสมาชิก GON member ยังสามารถใช้คูปองแลกซื้อเบคอนหนานุ่มคอร์นชีสได้ในราคาพิเศษ นับเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่แบรนด์มุ่งสร้างประสบการณ์ปิ้งย่างที่คุ้มค่าและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้บริโภคทั่วประเทศ โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขา

นอกจากนี้ บาร์บีคิวพลาซ่าเพิ่มความพิเศษด้วยดีลเอ็กซ์คลูซีฟ “หมูสามฉ่ำ” สำหรับ 23 สาขาที่ร่วมรายการ มีให้เลือกอร่อยแบบจัดเต็ม2 ชุด ได้แก่ ชุดหมูสามฉ่ำ 216 กรัม ราคา 315 บาท และชุดคอหมูสามฉ่ำ216 กรัม ราคา 329 บาท คัดสรรเนื้อหมูฉ่ำย่างบนเตาร้อนสไตล์ต้นตำรับ เสริมความฟินด้วยเมนูยอดนิยมที่หลากหลายทั้งหมูสันคอฉ่ำหนา เบคอนรมควันฉ่ำหนา หมูสามชั้นฉ่ำหนา เห็ดออรินจิ เบคอนชีสโรล และเบคอนหนานุ่มคอร์นชีส

ลูกค้าสามารถเลือกทานที่ร้าน สั่งกลับบ้าน หรือเดลิเวอรี่ (สำหรับช่องทางเดลิเวอรี่ ราคาเมนูโปรโมชั่นอาจแตกต่างกันในแต่ละช่องทางการขาย) ถือเป็นโปรลับสำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่อยากลองก่อนใคร รีบชวนแก๊งปักหมุดสาขาที่ร่วมรายการ ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อ 23 สาขาที่ร่วมรายการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของบาร์บีคิวพลาซ่า

เปิดปีก็เดินเกมรุกด้วยโปรโมชั่นฉ่ำกระตุ้นนักชิม เชื่อว่าตลอดปีนี้จะได้เห็นอีกหลายแคมเปญจากบาร์บีคิวพลาซ่าแน่นอน!!