สแกน ‘ศึกตะวันออกกลาง’ เขย่าโลก สะเทือนพลังงาน-ทุบเศรษฐกิจไทย

9.03.26 | 10:47 น.
สแกน‘ศึกตะวันออกกลาง’เขย่าโลก สะเทือนพลังงาน-ทุบเศรษฐกิจไทย

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เพิ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังอิสราเอลและสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การลุกลามบานปลายด้วยการโจมตีตอบโต้กลับของอิหร่านทั่วทั้งภูมิภาค ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องเร่งวางหมากรับมือ แม้จะอยู่ในช่วงที่ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ

วันที่ 2 มีนาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นั่งเป็นประธานการประชุมด่วนร่วมกับทีมเศรษฐกิจเพื่อประเมินสถานการณ์การสู้รบ พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างปราการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างเร่งด่วน ผ่านการประเมินผลกระทบ 5 ด้าน ทั้งด้านราคาพลังงาน ด้านการค้า ด้านการท่องเที่ยวด้านตลาดเงินและตลาดทุน ด้านแรงงาน

พายุความขัดแย้งลูกใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ ซึ่งประเทศไทยเองอาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องเร่งหาทางเอาตัวรอดท่ามกลางความผันผวนนี้เช่นกัน

⦁นักวิชาการชี้โอกาสเกิดสงครามโลกต่ำ

แม้เหตุการณ์ความขัดแย้งจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการพร้อมขู่โจมตีเรือทุกลำที่ล่วงล้ำเข้ามา

Advertisement

มุมมองจาก สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุ ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามจิตวิทยา” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ต้นทุนน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นทันทีจากค่าประกันภัยและการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ยาวขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสที่จะลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 นั้นถือว่ายังมีน้อยมาก เนื่องจากมหาอำนาจอย่างรัสเซียยังคงติดพันศึกยูเครนและปัญหาเศรษฐกิจภายใน

ขณะที่จีนมีนโยบายชัดเจนในการเลี่ยงสงครามนอกประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% อีกทั้งตะวันออกกลางไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์แห่งความตายสำหรับทั้งสองประเทศ การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงเปรียบเสมือนดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายอิหร่านเอง โดยเฉพาะการสร้างความเดือดร้อนให้พันธมิตรหลักอย่างจีนที่นำเข้าน้ำมันมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกโดดเดี่ยวในระดับสากลมากขึ้น

สมชายระบุ สำหรับประเทศไทย ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เพียงแค่การปิดเส้นทางเดินเรือ แต่คือความเสี่ยงที่การสู้รบอาจขยายวงไปทำลาย “โรงกลั่นน้ำมัน” ขนาดใหญ่ ซึ่งจะฉุดให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งไทยเคยพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ (High-end) จากตะวันออกกลางปีละกว่า 1 ล้านคน อาจได้รับผลกระทบในระยะสั้น แต่ในทางกลับกันก็อาจกลายเป็นโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปเบนเข็มมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้งแทน

ทั้งนี้ สมชายเสนอแนะให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการประเมินปริมาณน้ำมันสำรองและการหาแหล่งนำเข้าทางเลือกที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม รวมถึงต้องเตรียมแผนรองรับผลกระทบในตลาดส่งออกตะวันออกกลางและแอฟริกาที่มีสัดส่วนราว 4% ของการส่งออกทั้งหมด โดยหัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องไม่ประมาท ต้องประเมินสถานการณ์บนสมมุติฐานที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) และสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน โดยย้ำว่าแม้สงครามโลกจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ความผันผวนนี้ต้องบริหารจัดการด้วยสติและความรอบคอบอย่างที่สุด

⦁เอกชนหวั่นน้ำมันแพงเสี่ยงกระทบจีดีพีไทย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่จะสร้างรอยร้าวให้กับเสถียรภาพโลก แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลก จนกระทบปากท้องคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดย เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาฉายภาพความกังวลที่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569

ชนวนเหตุจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าที่จะดีดตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งนั่นหมายถึง “ต้นทุน” มหาศาลที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยต้องแบกรับ และผลกระทบนี้จะลุกลามเป็นโดมิโน ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่งทางเรือไปจนถึงเที่ยวบินพาณิชย์ ส่งผลให้ภาพรวมจีดีพี (GDP) ของไทยที่เคยวาดหวังว่าจะเติบโตอย่างสดใส เริ่มส่งสัญญาณที่น่ากังวล โดยตัวเลขล่าสุดจากสภาพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมอย่างชัดเจน ทำให้ กกร.ต้องรีบกดปุ่มเร่งทบทวนตัวเลขใหม่ พร้อมผนึกกำลังกับภาครัฐเพื่อกางแผนรับมือวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

เกรียงไกรเผยว่า แม้สถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่ กกร.มองว่า ไทยยังมีแต้มต่อ จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีเยี่ยม ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้ใช้จังหวะนี้ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่โลกกำลังต้องการ โดยเฉพาะด้าน “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” และการเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Hub)” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตโลกให้กลายเป็นโอกาสของไทย นอกจากนี้ ปัจจุบันไทยมีสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงใช้ได้นานถึง 95 วัน เพียงพอต่อการบริหารจัดการ จึงไม่จำเป็นต้องกักตุน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน “ประหยัดพลังงาน” เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน

ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.จับตาและประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดแบบรายชั่วโมง เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผันผวนสูงและพร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

โดยโจทย์ใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังคือ “ระยะเวลา” ของความขัดแย้ง หากยืดเยื้อจนกระทบห่วงโซ่อุปทานการส่งออกน้ำมันโลก อาจกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจในวงกว้าง แม้ไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะเลี่ยงผลกระทบต่อจีดีพีไม่ได้ แต่จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าผลกระทบยังอยู่ในระดับจำกัดเพียง 0.1-0.2% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีความแข็งแกร่งพอที่จะเป็น “กันชน” รองรับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้

ส่วนด้านเงินเฟ้อที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันนั้น วิทัยระบุ ธปท.ยืนยันว่ายังสามารถบริหารจัดการเสถียรภาพราคาได้เพราะระดับเงินเฟ้อปัจจุบันยังต่ำมาก ขณะเดียวกันได้มีการประสานกับธนาคารพาณิชย์เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางไว้พร้อมแล้ว รวมถึงการชิงปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ถือเป็นการเตรียมกระสุนรับมือความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าสถานการณ์จะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกกับความผันผวนในระยะสั้นนี้

⦁สรท.ห่วงค่าระวางพุ่งกดส่งออก

ด้านภาคการส่งออก ที่คาดว่าจะได้จะรับผลกระทบมากเช่นกันสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) โดย ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สรท. เผยว่า สรท.จับตาสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องรับศึกหนักจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (Emergency & War Risk Surcharge) และการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ (Rerouting) ซึ่งนอกจากจะดันต้นทุนเชื้อเพลิงให้สูงขึ้นแล้ว ยังลากระยะเวลาการขนส่งให้ยาวนานขึ้น จนกระทบต่อความเชื่อมั่นในการส่งมอบสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมตามกำหนดเวลา

ภาพสะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์เห็นได้ชัดจากตัวเลขค่าระวางเรือที่ขยับขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในช่วงต้นปี 2568 ถึงต้นปี2569 ที่ผ่านมา ค่าระวางตู้ 20 ฟุต (TEU) เคยอยู่ที่ประมาณ 900-1,100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม 2569 นี้ สายเรือบางรายเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมภาวะฉุกเฉิน (Emergency Conflict Surcharge) เพิ่มสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต และ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ 40 ฟุต ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นเกือบเท่าตัวและสร้างภาระหนักให้กับผู้ประกอบการไทยในทันที

ธนากรเผยอีกว่า เพื่อหาทางออกในวิกฤตนี้ สรท.ได้รุกคืบประสานงานกับสายการเดินเรือระหว่างประเทศเพื่อขอให้บริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสมและโปร่งใส พร้อมเสนอแนวคิดในระดับนานาชาติในการใช้ “เรือธง” จากประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับทุกฝ่าย เช่น จีนหรือรัสเซีย เพื่อให้สามารถล่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีหรือหยุดชะงักทางการค้า

⦁ฮอร์มุซป่วน แห่เติมน้ำมัน คิวปั๊มยาว

ผลจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และกรณีอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวพากันกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงหรือเกิดภาวะขาดแคลน จนพากันแห่นำรถยนต์เข้าคิวเติมน้ำมัน ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจนทำให้หลายปั๊มน้ำมันหมดชั่วคราว อาทิ ในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดท่องเที่ยวอย่างพังงา

เมื่อวันที่ 4 มีนาคมผ่านมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ พบภาพความแตกตื่นในจังหวัดพังงา เมื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างแห่นำรถยนต์เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดกว่า 2 กิโลเมตร ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่าและอำเภอกะปง ท่ามกลางกระแสความกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงหรือเกิดภาวะขาดแคลนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งคลาคล่ำไปด้วยรถทุกชนิดที่มาจอดรอคิวจนล้นออกมาบนถนน สะท้อนถึงความวิตกของคนในพื้นที่ที่เร่งกักตุนน้ำมันไว้สำรองใช้

ขณะที่ฟากผู้ประกอบการท่องเที่ยวเริ่มกระอักกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตมาพังงาที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายน้ำมันต่อรอบเพิ่มขึ้นจาก 1,800 บาท เป็นกว่า 2,400 บาท เช่นเดียวกับธุรกิจปางช้างที่น้ำมันคือหัวใจหลักในการเดินเครื่องจักรและรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันหมดปั๊มหรือถูกจำกัดปริมาณการซื้อ จนต้องปรับตัวให้ควาญช้างใช้รถสามล้อออกไปหาอาหารให้ช้างแทน เพื่อพยุงธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กำลังถาโถมเข้าใส่ในช่วงฤดูการท่องเที่ยวสำคัญ

เมื่อสงครามยังไม่จบ ยังไงไทยก็ต้องตั้งหลักให้ได้