เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วย…ของคนริมโขง ภูมิปัญญาท้องถิ่น ‘ใบตองสู่ ใบเงิน’

5.04.26 | 09:47 น.
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ‘ใบตองสู่ ใบเงิน’

นครพนม เมืองเล็กๆ ริมฝั่งโขงที่เต็มไปด้วยแรงศรัทธาและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ผู้คนยังคงใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย แต่ทว่าในความเรียบง่ายนี้ไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนของผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง

หนึ่งในภาพสะท้อนของภูมิปัญญาเหล่านั้นคือ “ใบตอง” วัสดุธรรมชาติที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวอีสานมาแต่เดิม ที่ไม่ว่าจะใช้ห่อขนม หรือประดิษฐ์เป็นบายศรีในพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งทุกการพับการกลัดล้วนแสดงถึงความประณีตและความตั้งใจที่จะส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญา ใบตองจึงมิใช่เพียงสิ่งห่อหุ้ม แต่เป็นอัตลักษณ์ ความงดงาม และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในภูมิปัญญาของชาวนครพนม

ดีอีลงพื้นที่ยกระดับวิสาหกิจชุมชน
เมื่อเร็วๆ นี้ พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมทีมผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon OneDigital: OTOD#2) ภายใต้แนวคิด “ชุมชนคิดเอง เลือกเอง ใช้เองอย่างเข้าใจ” เพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีการเกษตรแก่กลุ่มเกษตรกร ชุมชน และกลุ่มอื่นๆ ณ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ อ.เมือง จ.นครพนม

พชร อนันตศิลป์

ปลัดพชรระบุ ในพื้นที่ จ.นครพนม กระทรวงดีอี โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า ได้ให้การสนับสนุนด้านเกษตรอัจฉริยะผ่านการส่งเสริมการใช้งานระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ ในโครงการโรงเพาะหน่อกล้วยบ้านสุขเจริญ ของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ เพื่อยกระดับการปลูกและเพาะหน่อกล้วย แก้ไขปัญหาด้านโรคพืช แมลง และสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

ใบตองคือใบเงินสร้างรายได้ให้ชุมชน
ในทริปมีโอกาสเจอ ปวีณา อ้วนจี ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนบ้านสุขเจริญ จ.นครพนม ให้ข้อมูลว่า จ.นครพนม มีความต้องการใช้ใบตองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเมืองที่ผู้คนมักผูกโยงกับศรัทธาที่มีต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราช ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ ภายใต้ความเชื่อนี้บายศรีจึงเป็นเครื่องสักการะที่ขาดไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยใบตองปริมาณมากนอกจากนี้ นครพนมยังเป็นเมืองที่มีอาหารขึ้นชื่ออย่างกะละแม หมูยอ และแหนม ที่มีความต้องการใช้ใบตองสูงถึง 7 ล้านแผ่นต่อเดือน

Advertisement

นอกจากนี้ กะละแม ขนมโบราณซิกเนเจอร์ริมฝั่งโขงที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นใน จ.นครพนม นับเป็นของดีประจำจังหวัดที่ใครผ่านเป็นต้องแวะซื้อแวะชิมเป็นของฝากด้วยรสชาติและกลิ่นหอมจากใบตองที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้กะละแมเป็นสินค้าที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนโดยเฉพาะในช่วงที่มีการโปรโมตท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ยิ่งส่งผลให้ความต้องการกะละแมของ จ.นครพนม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปวีณา อ้วนจี

อย่างไรก็ตาม “ใบตอง” ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการห่อกะละแมกลับมีไม่เพียงพอ ต้องสั่งซื้อจากจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งพบว่ามีการนำเข้าใบตองมูลค่ากว่า 200,000-500,000 บาทต่อเดือน และต้องนำเข้าเป็นสัปดาห์ละหลายตัน ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลออกนอกพื้นที่ อีกทั้งการนำเข้ายังมีราคาสูงและความบอบช้ำของใบตองจากการขนส่งที่ไกล จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการปลูกกล้วยภายในท้องถิ่น และรวบรวมใบตองจากเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ เพื่อจัดส่งให้ผู้ผลิตกะละแม

“แต่ก่อนเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบตองมากนัก จนมีโอกาสสำรวจตลาดใบตองอย่างจริงจัง จึงพบว่าใบตองไม่ใช่เพียงเศษวัสดุการเกษตรที่ไร้ประโยชน์ แต่คือใบเงินที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้จริง จึงมีแนวคิดทำฝายชะลอเงินเกิดขึ้น เพื่อกั้นไม่ให้เงินไหลออกนอกจังหวัด แต่ให้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่” ปวีณาระบุ

หวังสร้างรายได้3.2ล้านบาทต่อปี
ปวีณายังระบุด้วยว่า ความสำเร็จของธุรกิจรวบรวมใบตอง จ.นครพนม สะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จากเดิมที่มูลค่าการซื้อขายใบตองในพื้นที่ไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันใบตองสดถูกส่งออกขายวันละ 200 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียนราว 30,000 บาทต่อเดือน โดยเกษตรกรผู้ปลูกใบตองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8,000-9,000 บาท บางรายใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงหลังเสร็จงานประจำตัดใบตองขายเป็นรายได้เสริมได้ถึงวันละ 300 บาท ส่วนผู้รวบรวมมีกำไรประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน เฉพาะจากการรวบรวมใบตองสด โดยตั้งเป้าไว้ว่าหากเข้าถึงการแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแมได้มากขึ้นจะสามารถเพิ่มรายได้ให้เครือข่ายธุรกิจขึ้นอีก

ทั้งนี้ ยังสามารถสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ได้ราว 400,000 บาทต่อปี หวังเพิ่มเป็น 3.2 ล้านบาทต่อปีเมื่อต้นกล้วยโตเต็มวัยและให้ผลผลิตเต็มศักยภาพ ปัจจุบันมีการส่งเสริมปลูกกล้วยตานีกระจายทั่วจังหวัดกว่า 15,000 ต้น พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตใบตองรีดได้ถึง 400,000 แผ่นต่อเดือน สร้างมูลค่าเพิ่ม 140,000 บาทต่อเดือน และมีแนวโน้มขยับสู่ 1.12 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อมีวัตถุดิบใบตองสดเพียงพอในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการกะละแมโบราณตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 16.6% ต่อเดือน โดย “กะละแมโบราณนครพนม” ยังได้รับคัดเลือกเป็นสุดยอดเมนูอาหารถิ่นในกิจกรรม 1 จังหวัด 1 เมนู “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปี 2567 ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของตลาด

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการทำเพียงลำพัง แต่เกิดจากการรวบรวมคนในหมู่บ้านจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนรวบรวมสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ” ใน 54 ตำบล 71 หมู่บ้าน เพื่อยกระดับการทำงานจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการวางแผนและวิเคราะห์ตลาดร่วมกันใช้บทบาทผู้รวบรวม เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดผู้ใช้งานจริง โดยคำนึงถึงการสร้างความเชื่อมั่นและการควบคุมคุณภาพผลผลิต เน้นรวบรวมใบตองที่สดใหม่แล้วส่งออกขายวันต่อวัน สร้างมาตรฐานสินค้าผ่านการคัดแยกเกรดตามการใช้งานเพื่อเพิ่มมูลค่า

ประกอบด้วย เกรด A ใบตองตานีคุณภาพสำหรับทำบายศรีที่ขายได้ถึงก้านละ 8-10 บาท เกรด B ใบตองกล้วยน้ำว้าสำหรับห่อหมูยอ ราคาก้านละ 3-4 บาท ส่วนใบตองอ่อน ราคาก้านละ 5-6 บาท เกรด C เป็นเกรดรวมสำหรับห่อแหนม ราคาก้านละ 3 บาท และเกรดสำหรับส่งแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแม ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้ใบตองขายได้ราคาดีกว่าการขายแบบเหมาสวน และผู้ประกอบการก็ได้วัตถุดิบที่ตรงกับความต้องการ

สมาร์ทฟาร์มลดสูญเสียเพิ่มผลผลิต
ปวีณากล่าวต่อว่า เนื่องจาก จ.นครพนม มีการใช้ผลผลิตจากกล้วยจำนวนมาก ทั้งการแปรรูปเป็นกล้วยตาก และการนำใบตองไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์กะละแม หมูยอ และสินค้าอื่นๆ แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาในการเพาะปลูกและขยายหน่อกล้วยจากแมลงศัตรูพืชและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ทำให้อัตราการสูญเสียสูงถึงร้อยละ 50 และเมื่อทราบข่าวโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD#2) ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า จึงสมัครเข้าร่วมและได้รับการคัดเลือกพร้อมได้รับการสนับสนุนโรงเรือนอัจฉริยะและระบบน้ำอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี IoT Smart Farm มาใช้ตั้งเวลารดน้ำและติดตามการเพาะปลูกแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ลดความเสียหาย และยกระดับการผลิตหน่อกล้วยในพื้นที่

ทั้งนี้ โรงเรือนขนาด 6×20 เมตร ได้ติดตั้งระบบควบคุมสภาพแวดล้อม ตรวจวัดความชื้น ธาตุอาหารดิน(ค่า NPK, pH และ EC) และควบคุมการให้น้ำผ่านสมาร์ทโฟนแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงจากแมลงและโรคพืชและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คาดว่าจะลดความเสียหายให้เหลือไม่ถึง 10% เพิ่มปริมาณหน่อกล้วยสำหรับขยายปลูกในชุมชน ทั้งนี้ ความต้องการใบตองในพื้นที่มีสูง โดยเฉพาะการห่อกะละแมโบราณ การห่อหมูยอ และการทำบายศรี การพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่การบริหารธุรกิจ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายรายได้ให้ชุมชน และเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว

มหา’ลัยหนุนกะละแมสร้างอาชีพยั่งยืน
ด้าน รุจาภา นันทโพธิ์เดช หัวหน้าสาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยนครพนม ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยได้ร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกะละแมโบราณนครพนมตั้งแต่ปี 2564 โดยเริ่มจากการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ผ่านการวิจัยและพัฒนาวิธีการยืดอายุการเก็บรักษาให้เนื้อกะละแมเหนียวนุ่มได้นานอย่างน้อย 1 เดือน พร้อมแก้ไขปัญหาเชื้อราบนใบตองและไม้กลัด เพื่อเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ควบคู่กันนี้ ได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) โดยวางโครงสร้างแบรนด์ DNA กำหนดเป้าหมายธุรกิจ วางแผนการเติบโต สร้างสินค้าเด่น (Hero Product) และเติมคุณค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ทั้งรูปแบบ Business to Consumer และ Business to Business รวมถึงการผลักดันวางจำหน่ายในจุดขายสินค้าของฝากสำคัญ

นอกจากการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว ทีมวิจัยยังมีการพัฒนาแบรนด์กะละแม 3 แบรนด์ ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ได้แก่ 1.กะละแมทูลใจ มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม เช่น กะละแมรสข้าวเม่า และไอศกรีมกะละแม โดยร่วมพัฒนากับร้านเบเกอรี่ในจังหวัด 2.ตุ๊กตากะละแมโบราณ มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับร้านกาแฟ ร้านขนมหวาน และธุรกิจอาหาร เพื่อขยายช่องทางการจำหน่าย และ 3.ครูน้อยกะละแมกะทิสด เป็นแบรนด์ต้นตำรับ มุ่งเน้นการเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกรรมวิธีการทำกะละแม

รุจาภา นันทโพธิ์เดช

ทั้งนี้ ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้ปลูกกล้วย ผู้รีดใบตอง นักรวบรวม ไปจนถึงผู้ผลิตกะละแม ผ่านการศึกษาดูงาน ทดลองใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ และผลักดันการจัดตั้งสมาคมการค้าผู้ประกอบการกะละแมโบราณนครพนม พร้อมสร้าง Umbrella Branding เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือทั้งห่วงโซ่คุณค่า ผลจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทำให้รายได้ธุรกิจชุมชนเพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงาน การสร้างอาชีพ และเพิ่มการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นกว่า 24.32% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 90,000 บาทต่อเดือน สะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาที่มุ่งสร้างมืออาชีพ และวางรากฐานความยั่งยืนให้เศรษฐกิจชุมชนนครพนมในระยะยาว

จากใบตองที่เคยเป็นเพียงวัสดุธรรมชาติริมรั้วบ้านวันนี้กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน เมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จึงไม่เพียงสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ หากยังสะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากที่เติบโตได้ด้วยทรัพยากรของตนเอง