การก้าวเข้ามากุมบังเหียนภาคการขนส่งทางบกของ สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ท่ามกลางมรสุมความผันผวนของรากฐานเศรษฐกิจและวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือครั้งสำคัญในการนำภาคขนส่งทางบกของประเทศฝ่าวิกฤต พร้อมไปกับการเร่งปฏิรูปมาตรฐานความปลอดภัยที่เรื้อรังมานานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่ง นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงการขับเคลื่อนฟันเฟืองโลจิสติกส์ให้หมุนต่อไปได้ในยามคับขันเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นในการวางรากฐานระบบขนส่งไทยยุคใหม่ ที่ต้องผสานทั้งความ “เข้าถึงได้” และ “ความปลอดภัย” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน
⦁ขนส่งยุคใหม่ต้องเข้าถึงได้
สรพงศ์ระบุว่า สำหรับวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการบริหารกรมการขนส่งบกยุคของตนนั้น สิ่งสำคัญคือ 1.อยากพัฒนาการขนส่งสาธารณะให้ดีที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกเพศทุกวัยจำนวนมหาศาลที่เราต้องดูแลทุกชีวิต เช่น เรื่องการพัฒนาตั๋วรวมเป็นใบเดียว การเดินทางต้องเหลือแค่เป็นทีมเดียวเหมือนกับในรถไฟฟ้า พร้อมกับการสร้างรากฐานการกำกับควบคุมดูแล ทั้งพนักงานขับรถและตัวรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และ 2.มีระบบสวัสดิการสังคมและประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ เช่น การจ้างให้มีรถสาธารณะวิ่งในเส้นทางที่ขาดแคลน ซึ่งตนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือกลุ่มประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไร้ทางเลือก
“ผมเคยไปเจอคุณยายคนหนึ่งที่ จ.ศรีสะเกษ กลับบ้านไม่ได้รถบ้านแกมีแค่ช่วงเช้ากับช่วงเย็น ซึ่งเที่ยวเย็นคือ 16.30 น. แต่ตรวจเสร็จตอน 17.00 น. คุณยายบอกว่าออกมาจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาหาหมอ กว่าจะตรวจเสร็จ แกมานั่งร้องไห้อยู่ที่สายขนส่งตอน 6 โมงเย็น ผมคิดในใจว่าคนไทยต้องเป็นอย่างนี้เลยเหรอ คุณยายแกไม่มีทางเลือกนะ จะกลับบ้านก็นั่งตำหมากไป ปาดน้ำตาไปเรื่องนี้สะเทือนใจมาก” สรพงศ์กล่าวด้วยแววตาเศร้า
จากเรื่องราวที่พบเจอด้วยตัวเองจึงกลายเป็นแรงผลักดันเชิงนโยบาย ในการรณรงค์ให้ขนส่งจังหวัดทุกจังหวัดไปตรวจสอบเส้นทางต่างๆ อย่าให้ขาด อย่าไปเชื่อกับคำที่บอกว่าสมัยนี้ประชาชนใช้รถส่วนตัวกันหมดแล้ว เพราะจริงๆ แล้วปัจจุบันยังมีคนที่ไม่มีรถส่วนตัวใช้อีกเยอะ และทุกคนรอความหวังในการจัดระบบขนส่งแทนของรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ต้องรับผิดชอบจริงจังเช่นเดียวกับเรื่องการพัฒนาถนน
⦁ดันป้าย‘1 นร.’รถนักเรียนปลอดภัย
ปัจจุบันความบกพร่องในการคุมเข้มความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ไม่ว่าจะมาจากรถส่วนใหญ่เป็น “รถเถื่อน” ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้ขาดการตรวจสอบสภาพรถที่ได้มาตรฐาน โดยมักมีการดัดแปลงสภาพรถและเสริมเบาะนั่งจนเกินขีดความสามารถในการบรรจุ อีกทั้งยังขาดอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานที่จำเป็นประกอบกับการขาดระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญซ้ำซาก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สรพงศ์มีความความพยายามที่จะ “ยกระดับความปลอดภัยรถนักเรียน” อย่างจริงจัง
สรพงศ์เผยว่า ให้ความใส่ใจกับรถสาธารณะ หรือรถโรงเรียนมาก ตนเป็นพ่อคนที่มีลูกเล็ก เข้าใจหัวอกของผู้ปกครอง และไม่สามารถเห็นสภาพเด็กๆ นั่งรถที่ไม่มีคุณภาพได้ เวลาไปตรวจราชการเห็นเด็กนักเรียนนั่งรถสองแถวขาห้อยกัน รถเก่ามากอายุ 30-40 ปี คิดในหัวตลอดว่าจะทำยังไง และตั้งมั่นว่าความเป็นข้าราชการที่ดีต้องทำให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะให้ได้ ในช่วงที่บริหารกรมการขนส่งทางบก
ดังนั้น หนึ่งในภารกิจสำคัญช่วง 4 เดือนแรกของการเข้ามาบริหารงานที่ลงมือทำ คือการตั้งมั่นปฏิรูปขนส่งสำหรับนักเรียน โดยเริ่มจากกรมการขนส่งทางบกได้จับมือกระทรวงศึกษาธิการรวบรวมข้อมูลจริงรถที่ใช้รับส่งนักเรียนทุกประเภทจากทั่วประเทศ ไม่จำเป็นว่าต้องถูกกฎหมาย เพราะในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าความสามารถทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน มีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน บางที่มีรถนักเรียนดีๆ ถูกต้องตามมาตรฐานบางหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ รถสักคันยังไม่มี หรือมีแค่รถที่เริ่มเสื่อมคุณภาพ ไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร แต่จำเป็นต้องใช้โดยสาร และปัจจุบันมีนักเรียนทั่วประเทศราว 11 ล้านคน โดยประมาณ 5 ล้านคนใช้รถสาธารณะ แต่มีรถนักเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียง 5,500 คัน เทียบกับโรงเรียนกว่า 52,000 แห่ง
สรพงศ์ระบุว่า ภายในเวลาเพียง 4 เดือน มีการส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว 9,800 คัน และตรวจสอบแล้ว 3,200 คัน และผลจากการสแกนข้อมูลทั่วประเทศ พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า อัตราการไม่ผ่านมาตรฐานสูงถึง 15% หรือ 597 คัน ซึ่งแค่รถคันเดียวไม่ผ่านเราก็ทุกข์ใจแล้ว โดยเฉพาะประสิทธิภาพเบรก ซึ่งสำคัญมากเวลาฝนตกถนนลื่น ดังนั้น จึงเร่งรัดการตรวจสอบรถโรงเรียนที่ยังไม่ได้เข้าตรวจให้ครบ และต้องดำเนินการตรวจให้เสร็จทุกคันภายใน 2 เดือนจากนี้ นอกจากการตรวจสภาพรถแล้วยังมีการผลักดันเชิงนโยบายควบคู่กันที่จะเตรียมเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ “การแยกประเภททะเบียนรถนักเรียน” ให้มีทะเบียนเฉพาะ เช่น “1 นร.” ซึ่งจะทำให้รถประเภทนี้มีความเด่นชัดเจนและให้ประชาชนเห็นว่ารถประเภทนี้มีเยาวชนโดยสาร
“รถนักเรียนควรได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษบนท้องถนน ถ้าเจอรถนักเรียน ต้องให้ใจ ให้ทาง ให้ชีวิต ให้ความสุข เรามองเหมือนลูกหลาน เราต้องให้เขาปลอดภัยก่อน และนโยบายนี้จะได้รับการผลักดันเป็นนโยบายหลัก และจะเดินหน้าต่อไปเพื่อให้ความปลอดภัยของ ‘ชีวิตของเด็กๆ บนรถนักเรียน’ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสี่ยงอีกต่อไปบนท้องถนนไทย” สรพงศ์เน้นย้ำ
⦁รื้อกฎหมาย 40 ปี ดัน 3 กฎกระทรวงใหม่
ในเชิงโครงสร้าง สรพงศ์กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการผลักดันการแก้ไขกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและปรับระบบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยฉบับแรกเป็นการปรับวัตถุประสงค์และเงื่อนไขให้สามารถรองรับการใช้งานกับเด็กและเยาวชนได้ รวมถึงการดูแลในกรณีเกิดเหตุขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่มีประกันรองรับ ขณะที่ฉบับที่สอง เป็นการแยกประเภทของรถนักเรียนอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งนี้ การแยกประเภททะเบียนรถนักเรียนจะช่วยให้ประชาชนสามารถสังเกตได้ทันที เช่น การใช้ป้ายทะเบียนสีเฉพาะอย่าง “สีส้ม” ขนาดใหญ่ เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นรถนักเรียนอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็น “สิทธิพิเศษ” บนท้องถนนที่ผู้ใช้รถรายอื่นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ส่วนกฎกระทรวงฉบับที่สาม เป็นการเตรียมรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต โดยเน้นการแยกประเภทของรถไฟฟ้าออกจากรถเครื่องยนต์สันดาปอย่างชัดเจน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ปัจจุบันประเทศไทยมีรถไฟฟ้าจดทะเบียนแล้วกว่า 400,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์นั่งประมาณ 312,000 คัน และที่เหลือเป็นรถประเภทอื่น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในระยะต่อไปคือ “อายุการใช้งานของแบตเตอรี่” ซึ่งจากการศึกษาในหลายประเทศพบว่า เมื่อรถมีอายุ 6-7 ปี สภาพแบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมและอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เป็นเรื่องที่ต้องเป็นห่วง และต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน นอกจากนี้ ตนยังมีแนวคิดในการแยกพื้นที่จอดรถไฟฟ้าออกจากรถเครื่องยนต์สันดาป เนื่องจากวิธีการจัดการเมื่อเกิดอัคคีภัยแตกต่างกัน โดยรถไฟฟ้าไม่สามารถใช้น้ำดับเพลิงได้เหมือนรถทั่วไป จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือวิธีเฉพาะ
ในส่วนของการปรับปรุงกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นั้น สรพงศ์เผยว่า กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการทบทวนกฎหมายหลัก 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก และ พ.ร.บ.รถยนต์ ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานกว่า 40 ปี ทำให้หลายบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยเฉพาะอัตราโทษปรับที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจ และการเกิดขึ้นของยานยนต์รูปแบบใหม่ ทำให้การกำกับดูแลทำได้ยาก พร้อมเสนอแนวคิดในการจัดระเบียบ “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถสามล้อพ่วงข้าง หรือรถเร่ขายสินค้า ซึ่งปัจจุบันจำนวนมากยังไม่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้เกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและความปลอดภัย การปรับแนวทางที่เหมาะสม ไม่ใช่เป็นการห้ามโดยสิ้นเชิง แต่ควร “อนุญาตภายใต้กรอบ” เช่น กำหนดพื้นที่วิ่งเฉพาะในชุมชน กำหนดช่วงเวลา และห้ามใช้งานบนถนนสายหลัก เพื่อให้สามารถควบคุมและลดความเสี่ยงได้ ถ้ามีกฎหมายชัดเจน ตำรวจก็บังคับใช้ได้ง่ายขึ้น
⦁ยกระดับความปลอดภัยขนส่งฯ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กรมการขนส่งทางบกยุคสรพงศ์ตั้งใจจะดำเนินการ คือการยกระดับมาตรฐานการตรวจสภาพรถ โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าในรถยนต์ ซึ่งที่ผ่านมาเน้นตรวจสอบเพียงระบบเบรก ล้อ และเครื่องยนต์ แต่ยังไม่มีการตรวจระบบไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นสาเหตุสำคัญของเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ รวมถึงขณะนี้ ขบ.กำลังเร่งออกมาตรการตรวจสอบสำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปี เช่นเดียวกัน ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหากระบวนการออกใบอนุญาตขับขี่ โดยเฉพาะรถสาธารณะ ซึ่งเดิมมีขั้นตอนซับซ้อน ต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือน เนื่องจากต้องตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผ่านหลายหน่วยงาน ล่าสุดเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลดขั้นตอนเหลือเพียงไม่กี่วัน และสามารถส่งข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้จากเดิมใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จะเหลือไม่ถึง 1 สัปดาห์ ย้ำว่าการเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะผู้ขับรถสาธารณะต้องรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารจำนวนมาก
นอกจากนั้น สรพงศ์ระบุว่า ด้านยกระดับความปลอดภัยรถสาธารณะ อย่างรถแท็กซี่ ล่าสุด ขบ.ได้มีการผลักดันโครงการติดตั้ง QR Code บนรถแท็กซี่ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และร้องเรียนได้สะดวก ปัจจุบันติดตั้งแล้วประมาณ 20,000 คัน จากทั้งหมดเกือบ 70,000 คัน คาดว่าจะดำเนินการครบภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่ากังวลยังรวมถึงรถแท็กซี่หมดอายุที่ยังคงนำมาวิ่งให้บริการ และรถกระบะดัดแปลงบรรทุกเกินพิกัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุ รถ 1 ตัน แต่ไปบรรทุก 5-10 ตัน โดยไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบเบรก ทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง ซึ่งปัญหาตรงนี้ทาง ขบ.อยู่ระหว่างการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์เพื่อพัฒนาชุดอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน และในมิติความปลอดภัยเชิงระบบ กรมยังได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
เป้าหมายของอธิบดีกรมการขนส่งทางบก สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ไม่ใช่เพียงแต่เร่งขับเคลื่อนปฏิรูปในหลายด้านของภาคขนส่ง แต่การยกระดับความปลอดภัย คือเป้าหมายสูงสุดที่อยากเห็นไปพร้อมกับ “การอยากพัฒนารถโดยสารไทยให้ดีที่สุดให้กับประชาชน”

