เจาะทางรอดเอสเอ็มอีไทย ฝ่าวิกฤตสงครามยืดเยื้อ…น้ำมันแพง-มรสุมต้นทุนพุ่ง!!

13.04.26 | 10:47 น.
เจาะทางรอดเอสเอ็มอีไทย ฝ่าวิกฤตสงครามยืดเยื้อ...น้ำมันแพง

ความร้อนแรงของสงครามตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ตกอยู่ภายใต้วงล้อมของพายุลูกใหญ่ที่หาทางออกยากซึ่งรัฐบาลและเอสเอ็มอีไม่อาจทำได้เพียงแค่ตั้งรับ แต่ความผันผวนครั้งนี้อาจเป็นนาทีทองที่ประเทศไทยต้องกล้า “เปลี่ยน” เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง ให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน

⦁สงครามยืดเยื้อหั่นเป้า GDP SME

ความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ยังคงร้อนแรง และส่อแววยืดเยื้อ ได้กลายเป็น ปัจจัยลบ สำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเอสเอ็มอีไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ออกมายอมรับถึงความท้าทายนี้ พร้อมปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP SME ในปี 2569 ลง เพื่อสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่รอบใหม่

โดย ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้ข้อมูลภาพรวมความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ตัวเลขยังคงประคองตัวอยู่ที่ระดับ 52.3 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก อย่างไรก็ตามเมื่อมองไปข้างหน้า ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นหลังสิ้นสุดเทศกาลท่องเที่ยว และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ความเชื่อมั่นดิ่งลงต่ำสุดที่ระดับ 49.8

จากบทวิเคราะห์ของ สสว. พบว่าวิกฤตตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติหลักที่น่ากังวล 1.ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และราคาน้ำมันดิบมีโอกาสแตะ 130-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) สูงถึง 2-3% 2.ภาวะ Double Squeeze ในภาคผลิต: ผู้ประกอบการต้องรับศึกสองด้านทั้งต้นทุนที่แพงขึ้นและอุปสงค์ที่หดตัว โดยเฉพาะกลุ่มเคมีภัณฑ์ พลาสติก และอาหาร ซึ่งคาดว่าจีดีพีภาคผลิตอาจติดลบถึง 0.6% 3.การท่องเที่ยวสะดุด: คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหายไปกว่า 4.25 ล้านคน ส่งผลให้รายได้สูญหายไปกว่า 1.09 แสนล้านบาท และ 4.ห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน: ปัญหาการส่งออกและค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยปัจจัยลบเหล่านี้ ทำให้ สสว.จำเป็นต้องปรับลดเป้าหมายการขยายตัวของ GDP SME ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.6-2.3% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.8%

Advertisement

เพื่อไม่ให้ฟันเฟืองสำคัญของประเทศอย่างเอสเอ็มอีต้องหยุดชะงัก ปณิตาระบุว่า สสว.ได้วางมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่วางโครงสร้าง War Room ติดตามสถานการณ์วันต่อวัน พร้อมมาตรการเยียวยา 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน เน้นลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่อง ระยะกลาง มุ่งขยายตลาดใหม่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และระยะยาว ยกระดับผ่านกองทุน SME Resilience & Transformation Fund เพื่อปรับตัวสู่ระบบอัตโนมัติและพลังงานทางเลือก

นอกจากนี้ สสว.เปิดตัว โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ร่วมกับธนาคาร SME D Bank และ EXIM Bank โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริม SME ของ สสว. ทำให้ผู้ประกอบการที่ติดสถานะ NPL ก็สามารถยื่นขอกู้ได้ ไม่อยู่ภายใต้เกณฑ์เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมเสริมกลไกค้ำประกันผ่าน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อซึ่งจะเป็นสายน้ำสำคัญในการเติมสภาพคล่องให้กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และโรงแรมขนาดเล็ก ให้สามารถประคองตัวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

“แม้สถานการณ์โลกจะผันผวน แต่ความแข็งแกร่งและการเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัล พร้อมมาตรการเชิงรุกที่ออกมาจะช่วยพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้ SME ไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้” ปณิตาระบุ

⦁รัฐช่วย 2 หมื่นล้าน-หนุนค่าส่งช้อปออนไลน์

ทั้งนี้หลังการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ประกาศมาตรการเศรษฐกิจเชิงรุก มุ่งเน้นการเสริมสภาพคล่องภาคอุตสาหกรรมและลดภาระค่าครองชีพประชาชน เพื่อรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุถึงแนวทางเร่งด่วนเพื่อพยุงภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบหนักจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank)เร่งอัดฉีดสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด “สินเชื่อปลุกพลัง SME” สำหรับรายย่อยที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และ “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก นอกจากนี้ยังมีมาตรการ “3 ลด” (ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย ลดค่างวด) เพื่อดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และเร่งยกระดับทักษะผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า รัฐบาลได้เริ่มมาตรการลดค่าครองชีพตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยผนึกกำลังกับผู้ประกอบการและห้างค้าปลีกกว่า 300 ราย นำสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษลดสูงสุดถึง 58% ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งเตรียมขยายผลโครงการ “ธงฟ้าเคลื่อนที่” และรถพุ่มพวง จาก 2,000 คัน เป็น 5,000 คัน เพื่อเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลนอกจากนี้ ครม.ยังได้อนุมัติงบประมาณเสริมทัพการตลาดดิจิทัล โดยกระทรวงพาณิชย์ได้บรรลุข้อตกลงกับ 4 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Thailand Post Mart, NextGen, TikTok และ Shopee ในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME กว่า 10,000 ราย โดยมีเงื่อนไขพิเศษ “ไม่เก็บค่าธรรมเนียม GP” และรัฐบาลจะสนับสนุนค่าจัดส่งทั้งหมด พร้อมแจกคูปองส่วนลดอีก 500,000 ใบ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

การบูรณาการมาตรการจากทั้งสองกระทรวงในครั้งนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังที่จะรักษาฐานการผลิตของเอสเอ็มอีและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนในระดับฐานราก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

⦁สมาพันธ์ SME แนะ 8 ยุทธศาสตร์พลิกเกมรุก

เสียงจากสมาพันธ์เอสเอ็มอี แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่กำลังเผชิญกับภาวะ “พลังงานป่วน กระทบเศรษฐกิจโลกยาว” จากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเสถียรภาพราคาพลังงานโลก และเปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่ SME ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล

โดยสมาพันธ์ ร่วมกับ สสว. ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบออกเป็น 3 ระยะตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้คาดว่าจะเข้าสู่การลุ้นระยะที่ 2 เนื่องจากผ่านพ้นเดือนมีนาคม 2569 ที่คาดว่าสงครามจะจบลงในระยะสั้นแต่กลับยืดเยื้อ ดังนั้น หากความขัดแย้งระหว่าง ยืดเยื้อถึงเดือนมิถุนายน (ระยะกลาง) ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการขยายตัวอาจวูบลงเหลือ 2.3% ในกรณีเลวร้ายที่สุดหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี (ระยะยาว) ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกดดันให้ GDP SME ขยายตัวต่ำเพียง 1.6% พร้อมความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงถึง 3% จนกระทบต่อต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง และอาจส่งผลให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวสูญเสียไปกว่า 109,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากการสำรวจโครงสร้างต้นทุนเอสเอ็มอีพบว่าปัจจัยหลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่ถีบตัวสูงขึ้น คือ ค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป (สัดส่วน 28-42%) รองลงมาคือค่าใช้จ่ายในการผลิตและการให้บริการ โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า (สัดส่วน 18-27%) และค่าขนส่งโลจิสติกส์ (สัดส่วน 10-12%) ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการและเกษตรกรแบกรับภาระต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะตรึงราคาสินค้าและบริการได้อีกต่อไป

ดังนั้น แสงชัยจึงเสนอแนวทาง “พลิกเกม” ผ่าน 8 ยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อรัฐบาล ประกอบด้วย ประการแรก การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอัจฉริยะ รัฐบาลต้องวางแผนกลยุทธ์พลังงานเชิงบูรณาการ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบ Digital Dashboard มาใช้กำกับควบคุมและติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อกำหนดนโยบายลดต้นทุนพลังงานในทุกระยะ เร่งขับเคลื่อนโซลาร์ฟาร์มชุมชนและระบบนิเวศพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานลม ขยะ และไฮโดรเจน ผ่านการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่เน้นการจ้างงานและใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้ ประการที่สอง การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยโลจิสติกส์และดิจิทัล ส่งเสริมการลดต้นทุนนอกเหนือจากพลังงาน โดยปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้ร่วมทุนกับเอกชนขยายศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะสู่โลจิสติกส์แห่งชาติ เน้นระบบรางเพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า พร้อมสนับสนุนแพลตฟอร์ม e-commerce ของไทยเพื่อขยายฐานรายได้ให้ผู้ประกอบการ

ประการที่สาม การกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อต่อ SME พร้อมเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจให้เป็น Sales & Marketing Agent ทำหน้าที่โรงคัดบรรจุและกระจายสินค้ามาตรฐานสากล เพื่อส่งออกผ่านเครือข่าย FTA ใหม่ๆ ช่วยให้เกษตรกรหลุดพ้นจากการถูกเอื้อประโยชน์โดยกลุ่มทุนหรือล้งต่างชาติ ประการที่สี่ การบังคับใช้กฎหมายและปกป้องระบบเศรษฐกิจ ปราบปรามธุรกิจนอมินี ทุนเทา และสินค้าไร้มาตรฐานอย่างจริงจัง โดยวางระบบ “Traceability” เพื่อตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดสินค้า ป้องกันการสวมสิทธิผลผลิตทางการเกษตรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน

ประการที่ห้า ความมั่นคงและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ บริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยมุ่งเน้นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ยั่งยืน เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกันในระยะยาว ประการที่หก การแก้ไขหนี้สินเชิงรุกและเติมทุนแต้มต่อ เร่งสะสางหนี้ครัวเรือนและหนี้ NPL ที่เรื้อรังมาจากวิกฤตโควิดและภัยธรรมชาติ โดยใช้สถาบันการเงินรัฐอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่มีการค้ำประกันเหมาะสม พร้อมระบบ “ที่ปรึกษาพี่เลี้ยง” เพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ประการที่เจ็ด การพัฒนาคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับทักษะแรงงานสู่พลเมือง AI และเปลี่ยนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น “บัตรผู้มีงานทำ” เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ผลักดันเกษตรกรและ SME สู่ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (TIDEs) และส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์

และประการสุดท้าย การปฏิรูปบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล (Digital Government) ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการรับรองมาตรฐานสินค้าด้วยต้นทุนต่ำ และดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษีอย่างมีคุณภาพผ่านที่ปรึกษาทางภาษีที่ใกล้ชิด

ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องกล้า “เปลี่ยน” เพื่อรับมือความท้าทายจากนี้…