ประเทศไทยกำลังประสบปัญหากับวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคงทางพลังงานหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จนเชื้อเพลิงเอทานอลส่วนผสมหลักในน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 ถูกพูดถึงและเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินในเวลานี้
เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้คลุกคลีในอุตสาหกรรมเอทานอลหลายสิบปี ให้ข้อมูลว่า ต้นเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจในตะวันออกกลาง นำไปสู่ความเสียหายทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติในประเทศต่างๆ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบจากราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 64-72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 หลังจากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ราคาพุ่งสูงสุดทะลุ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันและการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 28.34-30.55 บาทต่อลิตร เป็น 38.95-43.95 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน ล่าสุด ณ วันที่ 12 เมษายน กลุ่มเบนซินราคาดังนี้ เบนซิน 95ราคา 52.54 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 42.95 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 42.58 บาท อี 20 ราคา 35.95 บาท และอี 85 ราคา 31.89 บาท
นอกจากจะแพงขึ้นแล้วยังมีช่วงวิกฤตที่น้ำมันขาดแคลนหรือจำกัดปริมาณในการเติม เกิดความโกลาหล ความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน และการดำเนินธุรกิจต่างๆ ในขณะเดียวกันประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศเพิ่มเติมจากค่าน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย ค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาทต่อเดือน ไปแบบฟรีๆ

⦁หนุนรัฐส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงเอทานอล
เสกสรรค์ ระบุ สำหรับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเอทานอลของประเทศไทย ได้รับการส่งเสริมและพัฒนามามากกว่า 15 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในช่วงเริ่มต้นเพื่อที่จะสนับสนุนเกษตรกร ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดมลภาวะทางอากาศเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน
นอกจากนี้ จากความรุนแรงของผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดแนวโน้มความต้องการการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยกระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงเอทานอล ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (Alternative Energy Development Plan 2018) ไว้สูงถึง 7.5 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่ง
ต่อมาประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 จากเดิมปี 2065 เพื่อตอบโจทย์การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากลและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy)
เสกสรรค์ ระบุ การเร่งผลักดันและส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงเอทานอล เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการประกาศให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ เป็นแนวทางที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งประเทศไทยมีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลทั้งหมด 28 โรงงาน กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน สามารถใช้วัตถุดิบได้ทั้งอ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง
ในขณะที่มีรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มากกว่า 7.5 ล้านคัน มีรถยนต์ Flexible Fuel Vehicle (FFV) ที่สามารถรองรับได้ถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มากกว่า 1.5 ล้านคัน รวมแล้วมากกว่า 70% ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมด ในขณะที่มีรถจักรยานยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20ประมาณ 15 ล้านคัน จากทั้งหมดประมาณ 22 ล้านคันทั่วประเทศ
⦁ขาดความต่อเนื่อง ปัญหาและอุปสรรค
เสกสรรค์ ระบุ ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอลของประเทศไทย พบกับปัญหาและอุปสรรคมาโดยตลอด โดยเฉพาะแนวความคิดของผู้กำหนดนโยบาย ที่มักจะนำเอาราคาเชื้อเพลิงเอทานอลไปเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันเบนซินหน้าโรงกลั่น เพื่อให้เหตุผลว่าราคาเชื้อเพลิงเอทานอลแพงเกินไป จึงไม่ควรสนับสนุนต่อ ขาดความต่อเนื่องของนโยบาย ทำให้การผลิตและการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลเกิดขึ้นเพียงประมาณ 3.4 ล้านลิตรต่อวัน จากกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน
จะเห็นว่าผู้กำหนดนโยบายไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ในภาพรวมต่อประเทศทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกร การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจและประชากรในระดับรากหญ้า ซึ่งถ้าหากไม่มีตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตร จนราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ สุดท้ายจะทำให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรหลายพันถึงหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี
⦁อี85-FFVเพิ่มการใช้เอทานอลมากที่สุด
ทั้งนี้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 กับรถยนต์ Flexible Fuel Vehicle (FFV) ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน โดยในภาพรวม ช่วงสถานการณ์ปกติเราก็ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน จะใช้เชื้อเพลิงเอทานอล 4.5-5.0 ล้านลิตรต่อวัน ทดแทนการนำเข้าน้ำมันได้ 15-16%
โดยในสภาวะวิกฤตความมั่นคงทางพลังงาน เราสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 เพิ่มมากขึ้น สามารถใช้เอทานอลเพิ่มได้ 5.0-6.0 ล้านลิตรต่อวัน ทดแทนการนำเข้าน้ำมันได้ถึง 20% และเมื่อมีการส่งเสริมให้มีจำนวนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 และอี 85 เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ก็จะสามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้อีก
เมื่ออุตสาหกรรมเอทานอลได้รับการสนับบสนุนจากการขยายตลาดในภาคขนส่ง ก็จะมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น มีความพร้อมที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมเอทานอลสู่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ ด้วยการส่งเสริมโครงการผลิตและใช้ไบโอพลาสติกจากไบโอเอทิลีน (Bio ethylene) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) โดยทั้งสองอุตสาหกรรมจะสามารถใช้เอทานอลเพิ่มได้อีกประมาณ 1.0 ล้านลิตรต่อวัน
“ทั้งหมดนี้จะเป็นการดึงดูดการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมสีเขียวเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) อย่างยั่งยืนได้ต่อไป” เสกสรรค์ระบุ
เสกสรรค์ ระบุอีกว่า ความสำคัญของอุตสาหกรรมเอทานอลในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่จะต้องช่วยประเทศและประชาชนลดการขาดแคลนน้ำมันในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องประเมินสถานการณ์วัตถุดิบที่จะใช้ผลิตและส่งมอบเชื้อเพลิงเอทานอลให้ทันท่วงทีและเพียงพอต่อการใช้งานไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมในต้นฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปี 2568 ที่ผ่านมา วัตถุดิบส่วนหนึ่งจึงถูกส่งออกไปต่างประเทศ เอทานอลอีกส่วนหนึ่งก็มีการทำสัญญาส่งออกไว้ล่วงหน้าแล้ว
“อุตสาหกรรมเอทานอลจึงต้องบริหารจัดการการผลิต การส่งมอบ และประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดของวัตถุดิบ ให้ทุกภาคส่วนเกิดความมั่นใจในการผลักดันและส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอล โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20และอี 85 ในปีหน้าและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องต่อไป” เสกสรรค์ทิ้งท้าย

