แรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องเงิน ทำให้การทำงานหาเงินกลายเป็นเรื่องสำคัญในการใช้ชีวิต มากกว่าการออกไปใช้ชีวิตจริงๆ และเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ บางคนก็ยอมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากหัวเป็นก้อย ขาวเป็นดำ จนทำให้ผิดกลายเป็นถูก ตามมาซึ่งปัญหาสังคมที่มีเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ต้นตอเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 นับตั้งแต่ปี 2563 เศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเศรษฐกิจไม่สดใสอย่างที่คาดไว้ ก็หมายถึงเงินในกระเป๋าที่แบนลงตามไปด้วย
⦁ ไอเอ็มเอฟหั่นจีดีพีไทย
ภาพชัดเจนมากขึ้นเมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับล่าสุดของเดือนเมษายน 2569 ซึ่งได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ลงเล็กน้อยเหลือการเติบโตที่ระดับ 1.5% จาก 1.6% ที่ประมาณการไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตที่ 1.5% นี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างมากจากปีก่อนหน้าปี 2568 ที่ขยายตัวได้ประมาณ 2.4% และในปี 2570 ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 2.1% ปรับลดลงเล็กน้อยเช่นกันจาก 2.2% ที่ประมาณการไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ภายใต้ประมาณการดังกล่าว ไอเอ็มเอฟได้ยกฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบกับทั้งโลกให้ด้วย ซึ่งมองเศรษฐกิจไทยในมุมที่สงครามไม่ได้เลวร้ายมากนัก อยู่ในฉากทัศน์อ้างอิง (Reference Forecast) มีความขัดแย้งระยะสั้น ราคาพลังงานเพิ่มปานกลาง บวก 19% เศรษฐกิจโลกโต 3.1% เงินเฟ้อแตะ 4.4% กรณีเลวร้าย (Adverse Scenario) ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อสูง 5.4% เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเหลือ 2.5% และกรณีรุนแรง (Severe Scenario) การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานลากยาวถึงปี 2570 เศรษฐกิจโลกโตต่ำกว่า 2% เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 6% โดยฉากทัศน์ที่มองของประเทศไทย คือฉากทัศน์อ้างอิง มีสมมุติฐานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบนี้เกิดขึ้นในระยะสั้นและขอบเขตค่อนข้างจำกัด โดยคาดว่าจะสามารถหาข้อยุติได้ภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
แม้ถือเป็นมุมมองที่ดูดีกว่าอีก 2 ฉากทัศน์ที่วางไว้ แต่ไม่สามารถวางใจได้จริง เพราะไอเอ็มเอฟยังประเมินว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นในระดับปานกลางที่ กว่า 19% โดยราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้และคาดว่าราคาพลังงานจะเริ่มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังของปี และต่อเนื่องไปจนถึงปีถัดไป ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการเตือนถึงวิกฤตสินค้าแพง และพลังงานแพงในอนาคตอันใกล้อย่างเลี่ยงไม่ได้
⦁ ห่วงปัญหาสังคมพุ่ง
มุมมองของนักวิชาการ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่สดใสมากนัก สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องอะไร โดย สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุว่า เมื่อภาพเศรษฐกิจจากที่มีการเติบโตระดับ 5% จีดีพีเหลือโตไม่ถึง 2% หรือมีความเสี่ยงที่จะโตได้ต่ำกว่า 1% ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามเงินในกระเป๋าที่ลดลง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่มากๆ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเร็วและแรงมากสุดมักเป็นกลุ่มคนระดับล่าง คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ ส่วนธุรกิจจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี ที่มีขนาดธุรกิจไม่ใหญ่ ปัญหาของคนกลุ่มนี้คือมีหนี้สินสะสมอยู่แล้ว เหมือนตัวเลขในรายงานของหลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ที่ออกมาให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจไทยอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยหากปล่อยไปเรื่อยๆ ปัญหานี้จะกลายมาเป็นจุดระเบิดปัญหาทางสังคมให้ใหญ่โตมากกว่าเดิม
ที่ผ่านมาแม้มีปัญหาสังคมให้เหตุตามภาพสื่อถึงอาชญกรรมต่างๆ เกิดขึ้นบ้าง แต่ถือว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีปัญหาสังคมอย่างเต็มตัวเพราะแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็พอขยับตัวกันได้ แต่หากปล่อยให้เศรษฐกิจไม่ดีต่อไป และรัฐบาลไม่ได้แก้ไขขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งหากธุรกิจเดินหน้าได้จะเกิดการจ้างงาน คนมีงานทำมีรายได้ ลดปัญหาทางสังคม แต่หากภาพไม่เป็นแบบนี้ วิกฤตเศรษฐกิจจะลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น
⦁ เร่งอัดความช่วยเหลือตรงกลุ่ม
ความช่วยเหลือของรัฐบาลจะต้องมาพร้อมการปรับโครงสร้างในระยะยาว เป็นการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศ ยกตัวอย่างเอสเอ็มอียังช่วยตัวเองไม่ได้เพราะมีหนี้รัดตัวอยู่ ตรงนี้รัฐบาลต้องช่วยเหลือพยายามช่วยให้อยู่รอดก่อน ง่ายที่สุดเป็นการลดต้นทุนผ่านโครงการด้านเงินทุน หรือมาตรการด้านภาษี เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ เดินหน้าต่อได้ดีมากขึ้นก่อน จากนั้นจึงสนับสนุนในการหานวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการโดยใช้เทคโนโลยีกับการอัพสกิลให้ตรงกับความต้องการของโลก หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
“หากปล่อยไปเรื่อยๆ หนี้ครัวเรือนขยายตัวไปเยอะๆ จะไปกระทบกับเรื่องของภาคการเงินและที่สำคัญไปกระทบกับสังคม ประเทศไทยและประชาชนจะจนลงไปเรื่อยๆ ในกรณีนี้ต้องอย่าปล่อยให้เกิดขึ้นเพราะปัญหาสะสมมานานพอสมควรเมื่อปัญหาสะสมเป็นเวลานานและปล่อยให้เกิดการปะทะขึ้น จะเป็นเหมือนการจุดระเบิดที่เกิดระเบิดขึ้นได้จริงๆ สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเร่งดำเนินการ ควรเป็นการป้องปรามให้ตัวการปัญหาทางสังคมอย่างวิกฤตเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นการจุดระเบิดไปสู่ปัญหาทางสังคมได้” สมชายกล่าว
⦁ ย้ำอยู่ในภาวะปัญหาจริง
ไม่แตกต่างจากมุมมองของ นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่พยายามอธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจนในทุกครั้งที่มีโอกาส ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะที่มีปัญหาอย่างแท้จริง และเกิดขึ้นสะสมมาเป็นเวลานาน แม้เป็นเรื่องปัญหาทางโครงสร้างที่ยากจะแก้ไขให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว แต่ต้องพยายามเริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะอยู่ไม่รอดท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ยกตัวอย่างภาวะสงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยสูงมาก ทั้งที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลก เพราะโครงสร้างของประเทศไทยมีความเปราะบาง
ปกติแล้วเศรษฐกิจจะวนอยู่ระหว่างสองขั้ว คือ เศรษฐกิจโตดี แต่ข้าวของมีราคาแพง กับเศรษฐกิจหดตัว แต่ข้าวของมีราคาถูก ซึ่งรัฐบาลสามารถรับมือได้ไม่ยากนัก เพราะหากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปก็กดดอกเบี้ยหรือลดรายจ่ายภาครัฐ และหากเศรษฐกิจหดตัวก็ทำตรงกันข้าม แต่ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีความเลวร้ายกว่านั้น เพราะ Stagflation คือสถานการณ์ที่สองเรื่องเลวร้ายเกิดพร้อมกัน คือเศรษฐกิจโตต่ำหรือหยุดโต ขณะที่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูง สะท้อนไปยังราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งเร่งเงินเฟ้อ แต่หากกดเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ยก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก ทางออกจึงแทบไม่มีให้เลือก
ประเทศไทยตอนนี้จึงเป็นเหมือนผู้ป่วยซ้ำซ้อน ป่วยเรื้อรังจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมากพออยู่แล้ว ต้องมาเจอผลกระทบจากต่างประเทศที่กดสุขภาพทำให้ป่วยหนักมากกว่าเดิม โดยเปรียบเศรษฐกิจเหมือนร่างกายมนุษย์ที่เผชิญความเสี่ยงจากโรคที่ได้รับทุกวันหรือการบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างการเดินชนขอบโต๊ะ หรือเตะขอบเตียง แม้มีอาการเจ็บปวดมาก แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้เอง แต่หากถึงขั้นป่วยไข้จนต้องเข้ารับการรักษา หมายความว่าต้องมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง
⦁ แนะรัฐแก้4ข้อหลักเดินหน้าต่อ
ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้โรคเรื้อรังรุนแรงมากจนเกินรักษาได้ คือ 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน แม้สามารถปรับตัวลดลงได้เองตามกลไกเศรษฐกิจ หากปล่อยเวลาให้ผ่านไปภาระหนี้ก็อาจทยอยลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การมีหนี้ครัวเรือนสูง จะส่งผลให้เศรษฐกิจซึมยาว จนกลายเป็นติดกับดักทำให้คนในประเทศไม่อยากใช้จ่ายจนกระทบการค้าขาย และเมื่อคนเริ่มรัดเข็มขัด ก็ยิ่งรัดเข็มขัดกันมากขึ้นจนซ้ำเติมให้เศรษฐกิจแย่ลงต่อเนื่อง ดังนั้น หากจะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนก็ต้องไม่ทำให้ประเทศติดกับดักดังกล่าว 2.ปัญหาธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงสินเชื่อ รัฐบาลต้องพยายามดึงธุรกิจเหล่านี้กลับมาเข้าในระบบและวางกลไกในการพัฒนาธุรกิจเหล่านี้ระยะยาว รวมช่วยเหลือเฉพาะรายที่พัฒนาต่อไปได้ เพราะปกติรัฐบาลมักจะมีแต่มาตรการช่วยเหลือผ่านการอุดหนุนและค้าขายกับรัฐ จนอาจกลายเป็นกับดักทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่เติบโต
3.ปัญหาวินัยการคลัง มีการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่ควรเกิน 70% ของจีดีพี หากระดับหนี้สูงเกินกรอบดังกล่าวไทยอาจเผชิญความเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยมากขึ้นตามไปด้วย และอาจกระทบต่อภาคธุรกิจที่ต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินกิจการและการลงทุน ดังนั้น หากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายใดๆ ต้องวางแผนการคลังอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะนโยบายที่เคยใช้ในการหาเสียง ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ และ 4.ภาษีสหรัฐ ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจบลงยังไง ทั้งเงื่อนไขการค้าที่ไทยได้รับและเสียเปรียบอะไรบ้าง อาทิ ต้องนําเข้าสินค้าอะไรบางอย่างเพิ่มมากขึ้นจากสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับธุรกิจคนไทย และปัญหาสินค้าสวมสิทธิจากจีน (Transshipment) ดังนั้น ไทยจะแก้ปัญหา ปรับตัว และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร
ส่วนปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจแตะระดับ 3% จากระดับปัจจุบันที่อยู่ใกล้ศูนย์ซึ่งถือเป็นการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% แต่ก็สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ยังไม่ถูกจัดว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในทันที แต่ถือเป็นภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนและทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนานเกินกว่า 3-4 เดือน ซึ่งในสถานการณ์เลวร้าย ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 120 หรือแม้แต่ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลจึงต้องหาทางรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะถัดไปไว้ตั้งแต่ตอนนี้
จากมุมมองทั้งหมด หวังว่าจะมีส่วนที่รัฐบาลนำไปใช้ปรับแผนบริหารประเทศ เพื่อเดินหน้าต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

