เริ่มรับรู้แล้วว่าปรากฏการณ์เอลนีโญมาแน่!! เพียงรอว่าเหตุการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอากาศร้อนจัด จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด รุนแรงแค่ไหน และสร้างความเสียหายอย่างหนักแค่ไหนอย่างไร โดยทางวิชาการคาดการณ์ ปี 2569-2570 จะเจอ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ที่จะสร้างความรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ทุบสถิติโลกร้อนที่สุด อย่างไรก็ดี เอลนีโญที่มักเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และมักส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานกว่า 9-12 เดือนต่อรอบ ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกประกาศเตือนล่วงหน้าและการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลทั่วโลกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ในอีกไม่นาน
สำหรับประเทศไทย ประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญรอบนี้อย่างไร และมองถึงความเสียหายในแง่ใดบ้าง
⦁ 60%คาดภาวะเอลนีโญเริ่มพ.ค.69
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ให้ข้อมูลว่า จากการที่ สนทช.ได้ติดตามคาดการณ์สภาวะ ENSO ระยะยาว ตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จนถึง 1 พฤษภาคม 2572 โดยติดตามข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) พบว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ถึงเดือนเมษายน 2570 มีแนวโน้มเกิดภาวะเอลนีโญ ความน่าจะเป็นร้อยละมากกว่า 60 ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นเอลนีโญกำลังอ่อน และหลังจากนั้นมีแนวโน้มสู่ภาวะเป็นลานีญาต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม 2571 ความน่าจะเป็นร้อยละน้อยกว่า 50
จากสถานการณ์เอลนีโญ ปี 2569 ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงที่ประเทศไทยมีฝนตกน้อยหรือมีแนวโน้มเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงได้ใน เดือน มิ.ย-ก.ค.ของทุกปี โดยอาจส่งผลกระทบต่อน้ำปริมาณต้นทุนในพื้นที่มีการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ พื้นที่บริการในเขตการประปาส่วนภูมิภาคและประปาท้องถิ่น ที่มีความเสี่ยงจะมีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำหลักและแหล่งน้ำที่สำรองไว้ไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา ซึ่งอาจส่งผลให้บางสาขาต้องจ่ายน้ำเป็นรอบเวร กระทบต่อปริมาณน้ำที่น้อยลงและคุณภาพน้ำ สำหรับด้านการเกษตรที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปี โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือที่เรียกว่าพื้นที่เกษตรน้ำฝน อาจได้รับผลกระทบหนักขึ้น หากสถานการณ์เอลนีโญทำให้สภาวะฝนทิ้งช่วงมีระยะเวลายาวนานออกไป หรือในช่วงดังกล่าวมีฝนตกน้อยกว่าปกติมาก ทำให้พื้นที่เพาะปลูกมีความเสี่ยงอาจได้รับความเสียหาย
⦁ สทนช.วางแผนบริหารน้ำ 3 ปี
อย่างไรก็ตาม สทนช.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำเป็นการล่วงหน้า 3 ปี (ปี 2569-2571) เพื่อบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งของประเทศให้มีเพียงพอ สามารถสนับสนุนกิจกรรมการการใช้น้ำได้ตลอดฤดูกาล
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ควรเน้นย้ำการดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านน้ำที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป โดยมีแผนงานเร่งด่วน ดังนี้ 1.การบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี วางแผนสำรองน้ำต้นทุนให้เพียงพอ รองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝน ปี 2570และ 2.การจัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ ให้ความสำคัญสูงสุดกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รองลงมาคือการรักษาระบบนิเวศ และการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้ 1.เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ส่งเสริมการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคการเกษตร 2.ประกันภัยพืชผล ให้ครอบคลุมความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อลดภาระหนี้สินของเกษตรกรในกรณีผลผลิตเสียหายรุนแรง 3.การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนให้โรงงานขนาดใหญ่จัดทำ “ธนาคารน้ำ” ของตนเอง พร้อมปรับปรุงระบบ Re-use/Recycle ภายในโรงงาน 4.ความมั่นคงทางอาหาร จัดเตรียมแผนสำรองคลังสินค้าเกษตร เพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และลดความเสี่ยงจากการปั่นราคา
สนทช.จึงมีข้อเสนอแนะ โดย 1.ข้อเสนอภาคประชาชนนั้นประชาชนควรประหยัดน้ำและลดการใช้น้ำในทุกภาคส่วน และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า 2.ภาคเกษตรนั้นขอให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกตามที่ภาครัฐส่งเสริม และประเมินปริมาณน้ำให้เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตด้านการเกษตรที่อาจได้รับความเสียหาย และในพื้นที่เกษตร เกษตรควรจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ตนเอง (นอกเขตชลประทาน) ได้แก่ บ่อน้ำตื้น บ่อตอก ในไร่นา เป็นต้น รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์น้ำจากส่วนราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และเพิ่มองค์ความรู้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตรของตนเองและชุมชนในท้องถิ่น
⦁ เอลนีโญเสี่ยงต่อเกษตร-ศก.
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้มุมมองต่อปรากฏการณ์เอลนีโญรอบใหม่นี้ โดยแยกเป็นประเด็น ดังนี้
1.เอลนีโญ ปี 2569 มีแนวโน้มร้อนรุนแรงในรอบ 10 ปี จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ได้ออกรายงานเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ว่า สภาพอากาศแบบ El Niño มีแนวโน้มจะกลับมาได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป หมายความว่า ปี 2569 อุณหภูมิโลกเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติ ทำให้สภาพอากาศร้อนขึ้น และอาจเกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สอดคล้องกับนักพยากรณ์อากาศทั่วโลกคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ค่อนข้างรุนแรงอาจก่อตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบประมาณ 10 ปี (เป็นการประเมินเชิงแนวโน้ม) จากการประเมินสถิติดัชนีวัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก (Oceanic Niño Index: ONI) ที่จัดทำโดยองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA) เอลนีโญเฉลี่ยจะเกิดในทุก 2-7 ปี โดยค่า ONI ถ้า ONI มากกว่า +0.5 C = เอลนีโญ ONI มากกว่า +1.5 C = รุนแรง และ ONI มากกว่า +2.0 C = รุนแรงมาก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่า ONI ในปี 2569 จะมากกว่า 2 องศาเซลเซียส จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็น “ซุปเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเกิดสภาพ “เอลนีโญ” ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้น
2.GDP เกษตรลดลง 1.2% ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง 2.7 ล้านตัน ข้าวกระทบหนักสุด โดยปี 2569 ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวและปีที่ผ่านมาโดยคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,479 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 30 ปี อ้างอิงจากที่ นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงวิกฤต “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปี 2569-2570 ภาคเกษตรจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมาก จากการวิเคราะห์สินค้าเกษตรหลัก 5 ตัวหลัก ผลผลิตจะลดลง 2.7 ล้านตัน กระทบมูลค่าผลผลิต 2.3 แสนล้านบาท โดยข้าวได้รับกระทบต่อผลผลิตและมูลค่าการลดลงมากสุด
หากพิจารณาด้านผลผลิตนอกจากข้าวแล้ว ปาล์มน้ำมันจะได้รับผลกระทบรองลงมา ตามด้วยทุเรียน ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าผลผลิตลดลงตามหลังข้าวคือมันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันตามลำดับ โดยมูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตรหลักทั้ง 5 ตัว ทำให้ผลผลิตลดลงคิดเป็น 2.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.2% ของ GDP ประเทศ
3.หนี้ครัวเรือนเกษตรกรเพิ่ม 89,362 ล้านบาทต่อครัวเรือน โดยผลของเอลนีโญส่งผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น 89,362 ล้านบาท โดยเพิ่มจากปี 2568 ที่ 11.7 ล้านล้านบาท เป็น 11.8 ล้านล้านบาทในปี 2569
4.ผลกระทบของเอลนีโญต่อ GDP ไทย ปี 2569 โดยปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งและกระทบต่อภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จากการวิเคราะห์สินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิด พบว่าการลดลงของผลผลิตจากภาวะเอลนีโญจะส่งผลให้ GDP ของไทยมีแนวโน้มลดลงประมาณ 0.2-0.3% อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากภาคเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลกระทบทางอ้อมต่อภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ภาคการส่งออกและภาคบริการ ซึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากรายได้เกษตรกรที่ลดลง จะส่งผลให้ GDP ไทยในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงมากกว่า 0.2% และอาจขยายตัวของผลกระทบได้ในระดับที่สูงขึ้น
สำหรับข้อเสนอแนะนั้น ดร.อัทธ์ระบุว่า 1.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเร่งด่วน โดยภาครัฐควรเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบและเร่งด่วน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น 2.การพัฒนาระบบ Smart Water
ควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำ (Smart Water) เช่น ระบบให้น้ำอัจฉริยะ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดิน เพื่อลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร 3.โครงการ “1 น้ำ 1 เกษตรกร” ควรสนับสนุนให้เกษตรกรมีแหล่งกักเก็บน้ำเป็นของตนเอง เช่น บ่อน้ำหรือแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง
ในส่วนของระดับจังหวัด นายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า เมื่อเราบริหารอากาศในแต่ละปีไม่ได้ ระบบชลประทานจังหวัดโดยเฉพาะในภาคการเกษตรเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องลงทุนและให้ความสำคัญเร่งด่วน การเก็บน้ำใต้ดิน ระบบนี้ช่วยเกษตรกรสามารถมีแหล่งน้ำใต้ดินเป็นของตนเองได้รวดเร็วที่สุด ในจังหวัดจันทบุรี แม้ฝน 8 แดด 4 แต่ 1.ช่วงที่ฝนแยะที่ไม่ระบบกักเก็บน้ำในช่วงนั้น 2.การเลือกพืชพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูก บางครั้งเราตามกลไกตลาด โดยไม่มองภูมิศาสตร์ประเทศว่าเหมาะสมกับผลไม้แบบนี้มากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ต้องใช้เวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมายด์เซตนี้ อย่างปีนี้มองกันว่าจะแล้งและแล้งมากขึ้นในปีถัดไป การบริหารจัดการน้ำผ่านการเก็บน้ำใต้ดินเพื่อเมื่อฝนตกในช่วงสิงหาคม กันยายน ตุลาคม อยู่ด้วยระบบการอุ้มน้ำ เพื่อนำมาใช้ต่อไปลดภาระแล้งน้ำต่อไป 3.การใช้แนวทางเกษตรแม่นยำ จะทำให้การบริหารจัดการเรื่องน้ำได้ดีมากน้อยแค่ไหนขึ้น กับผลผลิตและช่วงเวลาไหน ทำให้ผลผลิตสอดคล้องกับอากาศที่เกิดขึ้น
“เมื่อธรรมชาติเราคุ้มไม่ได้ก็ต้องบริหารพื้นที่ของเราให้ดีที่สุด และเมื่อปัญหามาคุ้มไม่ได้ ต้องหาเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความแม่นยำการปลูกและได้ผลผลิตที่แม่นยำที่สุด ก็จะไปถึงเป้าหมายปลูกพืชที่เหมาะสมกับภูมิประเทศและอากาศที่เหมาะสม ส่วนภาคส่วนอื่นๆ ก็มองเรื่องความผันผวนของอากาศ แม้ดูฝนจะมาแต่บางพื้นที่ตกในปริมาณต่ำกว่าควร ก็เริ่มเห็นกันแล้ว วางแผนล่วงหน้าควรเป็นเรื่องที่ทุกส่วนต้องตระหนัก”
สำหรับความเสียหายนั้น นายอุกฤษฏ์ยกตัวอย่างกลุ่มทุเรียน ว่า ปี 2569 คาดจันทบุรีจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นและประมาณ 7 แสนตัน หากเกิดความแล้งอาจส่งผลให้ขาดทุนกำไรเคยได้ 100% อาจเหลือ 80% แต่เรากำลังรณรงค์เรื่องคุณภาพ ตัดทุเรียนที่มีคุณภาพ ก็ช่วยบรรเทาและเป็นตัวชี้ให้ได้กำไรหรือขาดทุนมากกว่าความเสียหายจากแล้ง อีกทั้งอยากให้ชาวสวนมองเรื่องการบริหารต้นทุนมากกว่าเน้นลดต้นทุน ภาวะแล้งเจอกันเกือบทุก แต่หากฝนที่น้อยตกของปีนั้นๆ ตกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ความเสียหายต่อผลผลิตก็ไม่มาก เราควรมองเรื่องขายคุณภาพสินค้าที่จะคงรักษาเรื่องรายได้ที่สูงดีกว่า ปีนี้หากเจอแล้งเร็วที่เคยว่าจะมีผลผลิต 7 แสนตัน อาจเหลือ 6 แสนปลายๆ และหาก 1 ไร่ให้ผลผลิตทุเรียน 1.8 ตัน เจอแล้งอาจเหลือ 1.4 ตันต่อไร่ ส่วนมูลค่าคิดจากผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 1.5 ตัน และขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท ดังนั้น 1 ไร่ ผลผลิต 1,500 กก. จะมีรายได้ 1.5 แสนบาท หากแล้งผลผลิตหายไป 20-30% และสร้างความเสียหาย 3-4 หมื่นบาทต่อไร่ เป็นต้น
ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางศูนย์พยากรณ์ฯกำลังติดตามสถานการณ์และข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์เอลนีโญนั้นเป็นรูปแบบใด ทั้งปริมาณน้ำฝน ทิ้งช่วงแค่ไหน ปริมาณกักเก็บน้ำตามเขื่อน รวมถึงประเมินความเสียหายครอบคลุมพื้นที่เกษตรและการปศุสัตว์ หรืออื่นๆ อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ในอดีตหากเกิดภาวะแล้งน้ำน้อยจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรทันที และมักสร้างความเสียหายเฉพาะภาคเกษตรไม่เกิน 50,000 ล้านบาท และหากปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงและยืดเยื้อตัวเลขก็จะเพิ่มขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐก็ควรเตรียมรับมือล่วงหน้า และเก็บกักสำรองน้ำไว้ให้เพียงพอต่อทุกภาคส่วนก่อนเดือนมิถุนายนนี้

