เอลนีโญ 2569 บททดสอบเศรษฐกิจไทย ในโลกภูมิอากาศผันผวน

1.05.26 | 09:47 น.
เอลนีโญ 2569 บททดสอบเศรษฐกิจไทย ในโลกภูมิอากาศผันผวน

สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการวิเคราะห์ถึง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังเกิดขึ้น ดังนี้

ปี 2569 กำลังเป็นอีกปีที่ภูมิอากาศกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากราคาพลังงาน อัตราดอกเบี้ย หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สัญญาณจากแบบจำลองภูมิอากาศและหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาหลายแห่งชี้ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีโอกาสกลับมามีอิทธิพลมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้ และอาจต่อเนื่องไปถึงปลายปี ประเด็นสำคัญ คือ เอลนีโญไม่ใช่เพียงเรื่องฝนน้อย อากาศร้อน หรือภัยแล้ง แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่น้ำเพื่อการผลิต อาหาร พลังงาน เงินเฟ้อ รายได้เกษตรกร ไปจนถึงความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ

โลกเผชิญความเสี่ยงใหม่ : จาก Climate Risk สู่ Economic Risk

ในระดับโลก เอลนีโญมักทำให้รูปแบบฝนและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้ มีแนวโน้มเผชิญภาวะภัยแล้งมากขึ้น ขณะที่บางพื้นที่ของทวีปอเมริกาอาจเผชิญฝนตกหนักหรือน้ำท่วม ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลกในลักษณะเดียวกัน แต่จะรุนแรงเป็นพิเศษในประเทศที่พึ่งพาเกษตรน้ำฝน มีระบบชลประทานจำกัด หรือมีสัดส่วนค่าอาหารในค่าครองชีพสูง

ผลกระทบแรกที่ต้องจับตา คือ ความมั่นคงทางอาหาร หากผลผลิตข้าว น้ำตาล ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน กาแฟ หรือถั่วเหลืองลดลง ราคาสินค้าเกษตรโลกย่อมมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบางประเทศอาจใช้มาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อดูแลราคาภายในประเทศ ซึ่งในอดีตมักทำให้ราคาในตลาดโลกปรับขึ้นแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน

Advertisement

ผลกระทบถัดมาคือเงินเฟ้อจากสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและผลผลิตที่ลดลงสามารถผลักดันราคาอาหารให้เพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจบางประเทศยังเติบโตไม่เต็มศักยภาพ/ชะลอตัว ภาวะเช่นนี้ทำให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินเผชิญโจทย์ยากขึ้น เนื่องจากต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคา ในขณะที่ต้องพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เอลนีโญอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงาน หากระดับน้ำในเส้นทางขนส่งสำคัญลดลง (เช่น เส้นทางคลองปานามา) หรือการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งย่อมมีโอกาสปรับสูงขึ้นตามไปด้วย

เศรษฐกิจไทย : ความเสี่ยงหลักอยู่ที่น้ำ

สำหรับประเทศไทย เอลนีโญคือบททดสอบสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำ เพราะฝนที่ต่ำกว่าปกติ อุณหภูมิที่สูงขึ้น และฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้น อาจกระทบทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน

ภาคการเกษตรเป็นด่านหน้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ผู้ใช้น้ำนอกเขตชลประทาน ผู้ปลูกข้าวนาปรัง อ้อย มันสำปะหลัง ผลไม้ และผู้เลี้ยงสัตว์ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตต่อไร่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น รายได้ครัวเรือนชนบทที่เปราะบางขึ้น และภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มขึ้นตามมา

ผลกระทบจะส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น โรงสี โรงงานน้ำตาล แป้งมัน อาหารสัตว์ อาหารแปรรูป และผู้ส่งออกอาหาร หากวัตถุดิบลดลงหรือมีราคาสูงขึ้น ภาคการผลิตย่อมเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน หากประเทศคู่แข่งได้รับผลกระทบมากกว่า ไทยอาจมีโอกาสด้านราคาส่งออก แต่โอกาสดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไทยมีผลผลิตเพียงพอ บริหารสต๊อกได้ดี และรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ส่งออกอาหาร

อีกมิติที่ต้องติดตามคือค่าครองชีพ หากราคาอาหารสด เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก ผลไม้ หรืออาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้น จะกระทบผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะค่าอาหารมีสัดส่วนสูงในรายจ่ายครัวเรือน การดูแลเสถียรภาพราคา จึงต้องทำอย่างสมดุล ด้วยการป้องกันการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่ไม่ควรตรึงราคายาวนานจนบิดเบือนแรงจูงใจในการผลิต

ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน ความเสี่ยงด้านน้ำไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคเกษตร พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC มีความต้องการน้ำสูงจากภาคอุตสาหกรรม เมือง และประชากรที่เพิ่มขึ้น หากการบริหารน้ำไม่แม่นยำ ความเสี่ยงด้านน้ำอาจกลายเป็นต้นทุนแฝงต่อการลงทุนในอนาคต

นโยบายต้องเปลี่ยนจากเยียวยา เป็นบริหารล่วงหน้า

โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการรับมือภัยแล้งเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ดังนี้

1.จัดตั้งกลไกบริหารข้อมูลน้ำ-ผลผลิต-ราคาแบบบูรณาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน GISTDA กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ควรประสานข้อมูลร่วมกันเพื่อประเมินน้ำ ผลผลิต สต๊อกสินค้า ราคา และพื้นที่เสี่ยงอย่างแม่นยำ ก่อนสื่อสารไปยังเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างชัดเจน

2.ปรับปฏิทินเพาะปลูกและลดพืชใช้น้ำสูงในพื้นที่เสี่ยง ควรกำหนดพื้นที่ “ควรปลูก-ควรงด-ควรเปลี่ยนพืช” โดยอิงข้อมูลน้ำในเขื่อน แหล่งน้ำชุมชน และพยากรณ์ฝน รวมถึงสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชใช้น้ำน้อย ระบบน้ำหยด และสินเชื่อเพื่อการปรับตัวสำหรับเกษตรกร

3.ใช้กลไกตลาดควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพ ภาครัฐควรติดตามต้นทุนและสต๊อกสินค้าอาหารสำคัญ ป้องกันการกักตุนและการฉวยโอกาส แต่หลีกเลี่ยงการแทรกแซงราคาที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ผลิตลดแรงจูงใจในการผลิตในระยะต่อไป

4.สร้าง Strategic Food Reserve อย่างรอบคอบ สินค้าเกษตรและอาหารจำเป็นบางรายการควรมีระบบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับความผันผวนด้านผลผลิตและราคา โดยต้องบริหารอย่างโปร่งใส และใช้เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพมากกว่าการแทรกแซงถาวร

5.ใช้การค้าและการทูตเศรษฐกิจในการลดความเสี่ยงและสร้างโอกาส ไทยควรเตรียมแผนนำเข้าสินค้าจำเป็น ในกรณีขาดแคลน ขณะเดียวกันต้องรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ส่งออกอาหาร ไม่ใช้มาตรการห้ามส่งออกโดยไม่จำเป็น และสร้างโอกาสให้การส่งออกไทย โดยใช้กรอบ FTA หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงทางอาหาร

6.เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสยกระดับการเกษตรไทย เอลนีโญควรถูกใช้เป็นแรงผลักดันให้ไทยเร่งเสริมสร้างความสามารถในด้านการเกษตร เช่น การทำเกษตรแม่นยำ การใช้ข้อมูลดาวเทียม ระบบน้ำหยด พันธุ์พืชทนแล้ง และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้

หากสามารถเชื่อมโยงนโยบายน้ำ เกษตร การค้า และอุตสาหกรรม เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ไทยจะไม่เพียงลดความเสียหายจากเอลนีโญ แต่ยังสามารถยกระดับบทบาทของประเทศในฐานะฐานการผลิตอาหารที่มั่นคง น่าเชื่อถือ และพร้อมรับมือโลกที่ผันผวนมากขึ้นได้อย่างยั่งยืน