มนุษย์ไม่ได้ลิ้มรสชาติของอาหารจากการสัมผัสผ่านลิ้นได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่าประสาทสัมผัสด้านการรับรู้รสชาติของมนุษย์มีความซับซ้อนที่มากกว่านั้น ยกตัวอย่าง Flavor หรือกลิ่นรส ถูกประกอบด้วยข้อมูลจากประสาทสัมผัสอย่างน้อย 3 ชนิดไม่ว่าจะเป็นสัมผัสด้านกลิ่น (Smell), ด้านการรับรส (Taste) และความรู้สึก (Feellings) เช่น ความกรอบ ความนุ่ม ความร้อน หรือความซ่า
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลิ่น” คือหัวใจสำคัญที่มีอำนาจดึงดูดราวกับแม่เหล็ก ลองนึกภาพวินาทีที่เราได้กลิ่นหอมกรุ่นของเนยแท้จากร้านขนมปัง กลิ่นคั่วใบชาจากคาเฟ่ หรือกลิ่นไก่ย่างโชยมาตามลมจากหน้าปากซอย แม้ตัวเราจะอยู่ห่างออกไปและยังไม่เห็นหน้าตาอาหารด้วยซ้ำ แต่กลิ่นเหล่านี้กลับทำหน้าที่เป็นนักการตลาดมือหนึ่งที่เชิญชวนให้เราก้าวเข้าร้านได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามองและเติบโตอย่างต่อเนื่องคือ สารแต่งกลิ่นรสซึ่งมีทั้งที่สกัดจากธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้น เพื่อปรุงแต่งให้อาหารและเครื่องดื่มมีเอกลักษณ์น่ารับประทานยิ่งขึ้น โดยข้อดีมีหลากหลาย ทั้งช่วยทำให้สินค้ามีมาตรฐาน ควบคุมคุณภาพสินค้าให้มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งมีความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และยังช่วยการยืดอายุการเก็บรักษาอีกด้วย เป็นต้น

บีโอไอนำทีมเยี่ยมชมโรงงานโดห์เลอร์ (ไทยแลนด์)
เมื่อเร็วๆ นี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความสำเร็จของผู้ประกอบการไทย ซึ่งเดิมก่อตั้งภายใต้ชื่อ บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมการผลิตสารแต่งกลิ่นรสจากวัตถุดิบทางการเกษตรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการสกัดกลิ่นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติและสร้างสูตรจำลองกลิ่นตามที่ต้องการ (Bio Re-engineering) โดยบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในการวิจัยและพัฒนา และการผลิตสารเติมแต่งกลิ่นรส จนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้รับความสนใจจาก “โดห์เลอร์ กรุ๊ป” ผู้นำระดับโลกด้านส่วนผสมอาหารจากประเทศเยอรมนี นำไปสู่การร่วมลงทุนและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เพื่อพัฒนาโรงงานในประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนาสำคัญของกลุ่มโดห์เลอร์ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมต่อยอดวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย สู่การผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในตลาดโลก
ปี’77อุตฯสารแต่งกลิ่นอาหารโต2.6หมื่นล้านเหรียญ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสารแต่งกลิ่นรสอาหาร (Food Flavors) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ตลาดมีมูลค่าประมาณ16,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 26,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 โดยเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 5.4 ต่อปีขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนตลาดประมาณร้อยละ 34 ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนารสชาติใหม่ๆ เพื่อรองรับแนวโน้มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจของคนไทยสามารถขยายฐานลูกค้า และเข้าถึงตลาดในต่างประเทศผ่านเครือข่ายของโดห์เลอร์ซึ่งมีฐานลูกค้าครอบคลุมผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำทั่วโลก ขณะเดียวกัน การได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น วีซ่าระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR) และใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่โดห์เลอร์กรุ๊ป ในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและวิจัยและพัฒนาสำหรับภูมิภาคอาเซียน

จุดแข็งวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย
“ประเทศไทยมีจุดแข็งจากความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมอาหารที่ครบวงจร และเครือข่ายผู้ผลิตที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้ก้าวสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง บีโอไอให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารและการสร้างนวัตกรรมอาหาร โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในประเทศ กรณีของบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น ถือเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร จนได้รับความสนใจจากบริษัทระดับโลกและต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก” นายนฤตม์ระบุ
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2564-2568) มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) สิ่งปรุงแต่งอาหาร (Food Ingredient) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) จำนวน 572 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 138,000 ล้านบาท

ด้าน นายโรมัน อ็อตโต้ คูปเปอร์ กรรมการบริหาร บริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จํากัด ระบุ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในกลุ่มพื้นที่สำคัญของกลุ่มธุรกิจของโดห์เลอร์ในเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของโดห์เลอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในช่วงการพัฒนา โดยไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญอย่างมากของโดห์เลอร์ในภูมิภาคนี้ โดยเหตุผลสำคัญที่โดห์เลอร์เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เนื่องจากประเทศไทยมีตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม รวมทั้งมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้ออำนวยในการเป็นศูนย์กลางด้านการส่งออกในอาเซียนและโลก และเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมต่อการขยายธุรกิจ เช่น การที่ได้รับการสนับสนุนจาก BOI เป็นต้น
โดยโดห์เลอร์ กรุ๊ป (Dhler Group) เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนาและผลิตส่วนผสมอาหาร (Food Ingredient) และสารแต่งกลิ่นรสสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเยอรมนี มีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ประกอบด้วยโรงงานผลิตกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมฐานลูกค้ากว่า 160 ประเทศ โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมส่วนผสมอาหารจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น กลิ่น สี และสารสกัดจากพืช เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก

‘SILPIN’กับการตีความวัตถุดิบเกษตรไทยมิติใหม่
นอกจากนี้ จากความสำเร็จดังกล่าว นายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ต่อยอดธุรกิจ โดยจัดตั้ง บริษัท ซิลพิน เอเชีย จำกัด เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสารแต่งกลิ่นรสผ่านการพัฒนารสชาติและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย (Thai Authentic Flavor) ที่มีความโดดเด่นและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย อย่างไรก็ดี ชื่อซิลพิน มาจากคำว่า ศิลปิน ด้วยแรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานด้านการพัฒนาการเกษตรของรัชกาลที่ 9 SILPIN จึงนำศักยภาพของวัตถุดิบเกษตรไทยมาตีความใหม่สำหรับโลกอาหารร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Hidden Essence, Unveiled” แบรนด์ได้เผยให้เห็นคุณค่าที่แท้จริงของวัตถุดิบไทย นั่นคือ “รสและกลิ่น” หรือที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อ Flavour

ปัจจุบัน SILPIN ได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสายการบินแห่งชาติ, โรงแรม ระดับห้าดาว รวมถึงแบรนด์ระดับสากลอย่าง Louis Vuitton และ Nespresso อีกทั้งยังทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อนำเสนอกลิ่น และรสชาติไทยแท้สู่ผู้คนทั่วโลก ผ่านผลงานสร้างสรรค์ของแบรนด์ ทั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ SILPIN Premium Syrup, SILPIN Edible Perfume และ SILPIN Gastronomic Oil เป็นต้น ซึ่งนายปิยะเปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในอนาคต โดยบีโอไอในฐานะผู้ให้การส่งเสริมการลงทุนพร้อมสนับสนุนโครงการที่มีคุณค่าเช่นนี้ต่อไป

“วานิลลาไปได้ทั่วโลกเพราะกลิ่น เรากินวานิลลาเราไม่ได้เคี้ยวฝักวานิลลา แต่เรากินกลิ่นวานิลลา การกินต้มยำก็เช่นกัน เรากินน้ำซุปแต่เราไม่ได้เคี้ยวใบมะกรูด เพราะแท้จริงแล้วเรากินกลิ่นของเขา ซึ่งเป็นกลิ่นของวัตถุดิบเกษตรไทย ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ประเทศไทยโดนมองในมิตินี้ ซึ่งเป็นโอกาสของเกษตรกรไทยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย” นายปิยะกล่าว

