หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 6:0 โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง
พร้อมให้มุมมองต่อเงินเฟ้อว่าจะปรับสูงขึ้นเกินกรอบ 1-3% บางไตรมาสในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน และจะทยอยลดลงกลับเข้ากรอบในปี 2027
โดย กนง.จะติดตามผลกระทบของสงครามต่อพลวัตของเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ และผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งขนาดของมาตรการภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
SCB EIC โดย นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส วิเคราะห์ว่า ในระยะต่อไป คาด กนง.จะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า โดย กนง.ไม่ได้มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากด้านอุปทาน
แต่หลังจากนั้น กนง.อาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม กับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงหลุดกรอบเป้าหมายยาวนาน
นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์ว่า กนง.จะไม่เร่งลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง อาจยังประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อได้ไม่ชัดเจนนัก การเร่งลดดอกเบี้ยในภาวะเช่นนี้อาจลดทอนความเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายการเงินภายใต้เป้าหมายเงินเฟ้อ อีกทั้ง ยังมี Policy space จำกัด
ขณะเดียวกัน มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือกับวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอนสูง
ทำให้ กนง.ยังรอดูสถานการณ์ Wait-and-see ก่อน

