เศรษฐกิจไทยปี 2569 แม้เริ่มต้นปีมาด้วยความหวังว่าจะไปได้สวย แต่เมื่อผ่านพ้นไตรมาสแรกมาแล้ว กลับพบว่าสะบักสะบอมไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาเลย โดยเฉพาะเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกันที่โดนหางเลขไปด้วย จนมีการประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทยเฉลี่ยแล้วจะโตได้เพียง 1-2% เท่านั้น ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่งสัญญาณปี 2569 จีดีพีมีโอกาสเติบโตต่ำสุดในรอบ 30 ปี
ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวเองที่มีสะสมมากเพียงพออยู่แล้ว เมื่อผสมโรงเข้ากับผลกระทบจากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อกว่าคาด และไม่สามารถควบคุมได้ ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างไร เนื่องจากตอนนี้มีหลากหลายมุมมองที่สะท้อนภาพความเสี่ยงเศรษฐกิจในประเทศ จะยิ่งมีความเปราะบางมากขึ้น จากต้นทุนสินค้าและบริการที่ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและบรรจุภัณฑ์สวนทางกับค่าครองชีพที่ไม่ได้เพิ่มตาม อีกทั้งยังลดลงด้วยซ้ำเพราะผู้ประกอบการที่ต้องการรักษาสภาพคล่อง จึงลดการจ้างงานหรือลดการทำงานล่วงเวลา (โอที) ลง
⦁ไทยเริ่มเสี่ยงเผชิญศก.ชะงัก
สภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ และมีความเสี่ยงจะเกิดภาวะ สแต็กเฟลชัน (Stagflation) ที่เกิดจากการผสมคำว่า Stagnation (เศรษฐกิจหยุดนิ่ง/ชะลอตัว) และ Inflation (เงินเฟ้อสูง) เข้าด้วยกันสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่ราคาสินค้ากลับแพงขึ้น ลักษณะสำคัญของสแต็กเฟลชันที่ชัดเจนคือ เศรษฐกิจเติบโตช้าหรือหยุดนิ่ง จีดีพีเติบโตต่ำ หรือติดลบ ทำให้ธุรกิจขยายตัวไม่ได้เงินเฟ้อสูง (High Inflation) ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้น การว่างงานสูง (High Unemployment) เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทลดต้นทุน ทำให้มีการเลิกจ้างหรือลดชั่วโมงการทำงาน แต่ปัจจุบันยังเห็นราคาสินค้าไม่ได้เพิ่มมากขึ้นแบบพรวดพราดจนน่ากังวล แต่อีกสาเหตุที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้น ทั้งที่ต้นทุนขึ้น เป็นเพราะเงินในมือของผู้บริโภคที่มีไม่มากนัก ทำให้หากขึ้นราคาอาจสูญเสียด้านการแข่งขันของธุรกิจได้
มุมมองจากนักวิชาการผู้เฝ้ามองการเติบโตของประเทศไทยมายาวนาน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุว่า ภาวะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ราคาน้ำมันโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ ฉากทัศน์ที่ 1 (กรณีพื้นฐาน) ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดหากสถานการณ์ไม่บานปลาย ฉากทัศน์ที่ 2 ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และฉากทัศน์ที่ 3 (กรณีรุนแรงที่สุด) หากมีการทำลายแหล่งน้ำมันหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในทะเลแดง อาทิ ท่าเรือฟูไจร่าห์ หรือดันบู ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่คาดหวังว่าจะยังไม่ไปถึงฉากทัศน์ที่ 3 นี้
ภายใต้สมมุติฐานกรณีพื้นฐาน ราคาน้ำมันอยู่ที่ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.2-1.5% ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งถึง 2.3-2.4% สภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูงเช่นนี้ ถือเป็นลักษณะของภาวะสแต็กเฟลชัน ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งหามาตรการประคองตัวให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ลงลึกจนเกิดภาวะดังกล่าวอย่างรุนแรงจริงๆ
⦁รัฐงัดไม้เด็ดกู้เงินอุ้มปชช.
หนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลงัดออกมาสู้ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำในขณะนี้ คือแผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อพยุงจีดีพี โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ งบประมาณ 200,000 ล้านบาทแรก มุ่งเน้นการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านโครงการไทยช่วยไทย (รวมโครงการคนละครึ่ง) ในสัดส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% อีก 60% รัฐบาลช่วยสมทบให้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนได้ประมาณ 1.5-2.0 แสนล้านบาท และงบประมาณอีก 200,000 ล้านบาท เน้นการปรับเปลี่ยนด้านพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียว เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
ประเมินตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เม็ดเงินทุก 100,000 ล้านบาท ช่วยดันจีดีพีได้ประมาณ 0.2% ดังนั้น มาตรการ 2 แสนล้านบาทแรก อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.3-0.4% ส่งผลให้จีดีพีอาจขยับขึ้นจาก 1.2% เป็น 1.6-1.7% อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการนี้ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเป็นสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ แม้หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดี้ส์ (Moody’s) จะปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับเสถียรภาพ แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66-67% ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% และประเทศไทยยังมีจุดแข็งคือ เงินสำรองระหว่างประเทศที่สูงถึง 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่าหนี้ระยะสั้นถึง 4 เท่า แต่สถานการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวลจากการเริ่มขาดดุล รัฐบาลจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการกู้เงินเพื่อทำโครงการประชานิยม เพราะหากบริหารพลาด หนี้สาธารณะอาจทะลุเพดานจนยากจะควบคุม
จากนโยบายในภาพรวมและการบริหารของรัฐบาล มองว่ายังดำเนินการในส่วนของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันน้อยเกินไป แม้สถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอจะสูงกว่า 1 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มคลาวด์ดาต้า เซ็นเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไทยยังได้ประโยชน์เพียงในรูปแบบค่าแรงเท่านั้น จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยต้องเร่งใช้มาตรการ Fast Pass เพื่อเร่งรัดการลงทุนและเปลี่ยนให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่จ้างงาน ยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพราะรัฐบาลมักเน้นการช่วยลดดอกเบี้ย แต่เอสเอ็มอีจำนวนมากยังไม่รอดเพราะสินค้าไม่ตรงความต้องการของตลาด และผลักดันโครงการอีอีซีให้มากขึ้น จากที่ยังล่าช้า อาทิ รถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เครื่องมือที่มีอยู่ทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้ความท้าทายของรัฐบาลในขณะนี้คือ การบริหารเศรษฐกิจภายใต้กรอบวินัยการคลังที่จำกัด ควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างทางเทคโนโลยีเพื่อดึงไทยออกจากภาวะภาวะสแต็กเฟลชันให้ได้อย่างยั่งยืน
⦁แนะแก้โจทย์ระยะสั้น-ยาว
ด้านภาพในเชิงเศรษฐศาสตร์ พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวไว้ว่า สงครามในตะวันออกกลางถือเป็นแรงกระแทกจากภายนอก (External Shock) ไทยไม่ได้โดนเพียงชาติเดียว ดังนั้น ต่อให้ขบคิดหนักมากเท่าใด เหตุการณ์จะจบลงคงยาก เวลานี้จึงต้องหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดด้วย โจทย์ระยะสั้นคือ การตั้งคำถามให้มาก หากสถานการณ์ลากยาว จะดำรงชีพ บริหารความเสี่ยงอย่างไร ส่วนระยะยาวจะต้องเร่งทำการซ่อมบ้าน ที่ประเทศไทยต้องทำ โดยเทียบเหตุว่า หากอยู่ดีๆ เกิดไฟไหม้บ้าน เมื่อนำน้ำมาดับไฟ ต้องไม่ลืมว่าสุดท้ายจะต้องกลับไปซ่อมแซมบ้านเรือนอยู่ดี
ความน่ากังวลคือ มีสัญญาณเตือนของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่จะเกิดขึ้นใน 1 ปีข้างหน้า เมื่อผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาพลังงานแพงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูง สินค้าราคาแพง กำลังซื้อผู้บริโภคหายไป ส่วนผู้ประกอบการหรือคนค้าขายก็เจอปัญหาเดียวกันคือ ต้นทุนแพงทั้งหมดทุบเศรษฐกิจให้ชะลอตัว รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือให้ดี เพราะขณะนี้โลกเราอยู่ในจุดที่เปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว ที่เคยทำแบบนี้มาตลอดแล้วดี ได้เปลี่ยนการทำงาน เปลี่ยนบริบทแวดล้อมไปแล้ว จึงต้องปรับตัวรับมือตั้งแต่ตอนนี้
⦁แนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่อง
เพื่อย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังรับมือไหว วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงกับเอ่ยว่า เงินเฟ้อไทยระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และบางเดือนอาจแตะระดับ 4-5% หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนออกมาสูงสุดในรอบ 38 เดือน หรือขยายตัว2.89% ซึ่งเป็นไปตามที่ ธปท.ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แต่เชื่อว่าแรงกดดันดังกล่าวจะเป็นเพียงช่วงชั่วคราว โดยเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยลดลงช่วงไตรมาส 2 ปี 2570 ก่อนกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% อีกครั้ง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินวงเงินผลกระทบไว้ประมาณ 300,000 ล้านบาทแต่ล่าสุดปรับเพิ่มเป็น 400,000 ล้านบาท สะท้อนการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางแรงกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อสูง ธปท.ยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว เพราะการเกิด Stagflation ได้ เศรษฐกิจต้องชะลอตัว หรือตกต่ำอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่กรณีประเทศไทย แม้เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นปีนี้ แต่ ธปท.มองว่าเป็นแรงกดดันชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้สูงระยะยาว อีกทั้งเงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่ากรอบล่างของกรอบเป้าหมาย หากเทียบประเทศอื่น ที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงเกินกรอบบนไปแล้ว ทำให้ภาวะเงินเฟ้อที่ไทยเผชิญถือว่าไม่รุนแรงหากเทียบกับประเทศทั่วโลก
ด้านการเติบโตเศรษฐกิจประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6% ส่งผลให้ประมาณการจีดีพีปี 2569 อาจปรับเพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.5% มาอยู่ที่ประมาณ 2.1% ขณะที่ปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.6% ผลจากฐานเศรษฐกิจที่สูงขึ้นปีนี้หากไม่มีปัจจัยใหม่เพิ่มเติมเข้ามากระตุ้น
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าจะชะลอลง แต่ ธปท.ยังมองว่ามีปัจจัยบวกบางส่วนประคองเศรษฐกิจไทยได้ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานในประเทศ และกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ ที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นแรงพยุงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนสูง
เมื่อประเมินการวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจไทยทั้งหมดแล้ว ดูยังมีช่องทางที่ประเทศไทยจะสามารถหลีกหนี “สแต็กเฟลชัน” ได้ แต่คงต้องลุ้นกันว่า จะได้มากหรือได้น้อยอย่างไร

