คมนาคมยกระดับ ‘ความปลอดภัยรถโรงเรียน’ …สู่วาระแห่งชาติ

18.05.26 | 09:47 น.
คมนาคมยกระดับ‘ความปลอดภัยรถโรงเรียน’...สู่วาระแห่งชาติ

ในทุกๆ ปีข่าวสารเกี่ยวกับอุบัติเหตุของรถรับ-ส่งนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเฉี่ยวชน หรือสภาพรถที่ไม่ได้มาตรฐาน การบรรทุกเกินความปลอดภัย ยังคงปรากฏให้เห็นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงเปิดภาคเรียน สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องการเรียนของลูกหลาน แต่คือ “ความปลอดภัยระหว่างเดินทาง” ตั้งแต่วินาทีที่บุตรหลานก้าวขึ้นรถ จนถึงวันที่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ดังนั้น การแก้ปัญหารถรับ-ส่งนักเรียนอาจไม่ใช่เพียงการตรวจสภาพรถ หรือจัดระเบียบผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ถึงเวลาแล้วที่การยกระดับ “ความปลอดภัยในการโดยสารรถสาธารณะของเด็ก” ให้เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกการเดินทางไปโรงเรียน ไม่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงอีกต่อไป

⦁ รถนักเรียน 15% ไม่ผ่านมาตรฐานเบรก

ปัญหาความปลอดภัยของ “รถรับ-ส่งนักเรียน” เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของระบบคมนาคมไทยที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2566-2568 เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียนมากกว่า 80 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บกว่า 780 คน และเสียชีวิต 14 คน สะท้อนความเสี่ยงที่เด็กนักเรียนจำนวนมากยังต้องเผชิญระหว่างการเดินทางไป-กลับโรงเรียนในแต่ละวัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีนักเรียนจำนวนมากใช้บริการรถสาธารณะ แต่กลับมีรถนักเรียนที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเพียง 5,500 คันเท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 52,000 แห่ง

Advertisement

โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญคือ สภาพรถที่ขาดมาตรฐาน ทั้งรถเก่า รถนอกระบบ และการกำกับดูแลที่ยังไม่ครอบคลุม โดยผลตรวจล่าสุดของกรมการขนส่งทางบก พบว่า รถรับ-ส่งนักเรียนเกือบ 15% ไม่ผ่านมาตรฐานระบบเบรก ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังพบว่ารถรับ-ส่งนักเรียนมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 18 ปี โดยเฉพาะรถตู้และรถสองแถวที่ถูกใช้งานมายาวนาน ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่น่ากังวล

⦁ ‘สิริพงศ์’ ชงวาระแห่งชาติ

การเคลื่อนไหวของกระทรวงคมนาคมครั้งนี้ จะไม่ปล่อยให้ปัญหาความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจางหายไป เพราะครั้งนี้กระทรวงคมนาคมตัดสินใจเริ่มขยับครั้งใหญ่ ด้วยการดึงหลายหน่วยงานร่วม “ยกเครื่อง” มาตรฐานรถรับ-ส่งนักเรียนทั้งระบบ พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันเรื่องนี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ”

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก ตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สภาองค์กรของผู้บริโภค, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านความปลอดภัยทางถนน โดยสาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่การ “ตรวจรถ” แต่เป็นความพยายามวางระบบใหม่ทั้งโครงสร้าง ตั้งแต่ฐานข้อมูล การกำกับดูแล มาตรฐานผู้ประกอบการ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีติดตามรถแบบเรียลไทม์

สิริพงศ์ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนในฐานะ “กำลังสำคัญของประเทศ” และต้องการนำรถรับ-ส่งนักเรียนที่ยังอยู่นอกระบบ เข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อให้รถทุกคันผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยตามกฎหมาย

หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนก่อนเปิดเทอมคือ การสั่งการไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ให้ประสานโรงเรียนและสถานศึกษานำรถรับ-ส่งนักเรียนเข้าตรวจสภาพ โดยเฉพาะ “ระบบเบรก” ซึ่งถูกมองว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของอุบัติเหตุหลายกรณีที่ผ่านมา หากรถคันใดตรวจไม่ผ่านจะต้องเร่งแก้ไขก่อนนำกลับมาใช้งาน พร้อมกันนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาฐานข้อมูลรถรับ-ส่งนักเรียนผ่านเว็บไซต์ schoolbussafety.dlt.go.th เพื่อรวบรวมข้อมูลรถนักเรียนทั่วประเทศ และต่อยอดไปสู่ระบบ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในอนาคต

สิริพงศ์ระบุว่า ภาพที่กระทรวงคมนาคมพยายามผลักดันคือ การทำให้ “รถโรงเรียน” ถูกกำกับดูแลไม่ต่างจากรถสาธารณะทั่วไป ทั้งการตรวจสภาพ การติดตามตำแหน่ง และการควบคุมมาตรฐานผู้ขับขี่ โดยมีแนวคิดนำระบบ GPS เข้ามาใช้ตรวจสอบความเร็ว ติดตามเส้นทาง และยืนยันตัวตนรถ ผ่านระบบ DLT GPS Notice เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาแนวทางจัดทำ “ป้ายทะเบียนเฉพาะ” สำหรับรถรับ-ส่งนักเรียน เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตได้ง่ายและเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่เข้าใกล้

ความน่าสนใจของการปฏิรูปครั้งนี้คือ การเสนอแนวคิด “นวัตกรรมนโยบาย” ในการระดมทุน โดยกระทรวงคมนาคมมีแนวคิดที่จะกันรายได้ประมาณ 5% จากเงินภาษีรถประจำปี เงินเพิ่ม และค่าธรรมเนียม หรือที่เรียกกันว่า “กองทุนป้ายวงกลม” ซึ่งปกติกรมการขนส่งทางบกจะต้องส่งคืนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำเงินส่วนนี้กลับมาตั้งเป็นงบประมาณเพื่อสนับสนุนมาตรการความปลอดภัยของรถนักเรียนโดยเฉพาะ เพื่อใช้ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยเสริม เช่น ไฟสัญญาณกะพริบ, สัญลักษณ์ “เด็กอยู่ในรถ”, แผ่นป้ายทะเบียนเฉพาะสำหรับรถรับ-ส่งนักเรียน เพื่อสร้างจุดสังเกตแก่ผู้ร่วมทาง ตลอดจนระบบตรวจสอบความเร็วและยืนยันตัวตนพนักงานขับรถผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS Notice

สิริพงศ์ระบุด้วยว่า กระทรวงคมนาคมยังเตรียมเร่งตรวจสภาพรถรับ-ส่งนักเรียนและรถทัศนศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะรถที่ยังไม่เข้ารับการตรวจสภาพ รวมถึงเปิดให้โรงเรียนสามารถประสานสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยตรวจสภาพรถเบื้องต้นถึงสถานศึกษา ก่อนนำเด็กเดินทางทัศนศึกษา ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมติดตามผลการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานอีกครั้งในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เพื่อเร่งผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมยอมรับว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานเดียว เพราะเกี่ยวข้องตั้งแต่โรงเรียน ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการจึงถูกวางบทบาทให้ดูแลเรื่องการจัดการเดินทางของนักเรียน คัดเลือกผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน และปลูกฝังความรู้ด้านความปลอดภัยให้เด็กและผู้ปกครอง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยจะเข้ามาดูแลการบูรณาการในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดรถรับ-ส่งสำหรับเด็กยากจนและด้อยโอกาส เพื่อให้เข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องการตรวจสุขภาพและความพร้อมของผู้ขับรถ รวมถึงการช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน

ทั้งหมดนี้คือความพยายามยกระดับ “รถรับ-ส่งนักเรียน” จากระบบที่เคยกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นระบบที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ปัญหาความปลอดภัยของรถนักเรียนกำลังถูกยกระดับจากเรื่องเฉพาะหน้า ไปสู่การวางโครงสร้างระยะยาว เพื่อให้ทุกเช้าที่เด็กๆ ออกจากบ้าน ผู้ปกครองสามารถมั่นใจได้มากขึ้นว่า การเดินทางไปโรงเรียนของลูกหลานจะปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม

ด้านกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) โดย สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก มีความตั้งใจที่จะ “ปฏิรูประบบขนส่งนักเรียน” ในช่วงวาระที่ตนดำรงตำแหน่งอธิบดี ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ตั้งใจจะผลักดันนอกจากคุมความปลอดภัยคือ “การแยกประเภททะเบียนรถนักเรียน” ให้มีป้ายทะเบียนเฉพาะ เช่น “1 นร.” เพื่อให้สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นรถที่มีเด็กและเยาวชนโดยสารอยู่ภายใน โดยแนวคิดดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น แต่ยังต้องการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน” ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันระมัดระวังมากขึ้นเมื่อพบรถนักเรียน

⦁ ทีดีอาร์ไอชู 3 ข้อยกระดับรถนักเรียนปลอดภัย

หลังจากที่กระทรวงคมนาคมประกาศเตรียมยกระดับมาตรฐานรถรับ-ส่งนักเรียนเป็นวาระแห่งชาติ สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้มุมมองและข้อเสนอแนะต่อแนวทางดังกล่าวว่า ในปัจจุบันแต่ละพื้นที่มีความพยายามที่จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถนักเรียนอยู่แล้วในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของรถรับ-ส่งนักเรียนในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังมีลักษณะแบบ “กึ่งทางการ” เช่น บางพื้นที่เป็นรถของครูหรือคนในชุมชนที่นำมาวิ่งเสริม ประกอบกับประเภทของรถมีความแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ ตั้งแต่รถสองแถวไปจนถึงรถตู้ ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาเข้มงวดทั้งในแง่มาตรฐานตัวรถและมาตรฐานการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ

สุเมธระบุว่า ระบบรถโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ดีและควรส่งเสริมอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของผู้ปกครอง และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดอัตราการใช้นักเรียนขี่รถจักรยานยนต์ หรือการที่ผู้ปกครองต้องขี่จักรยานยนต์มาส่งบุคลากรในระยะทางไกล ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนนในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สุเมธฝากข้อเสนอแนะถึง 3 หัวใจสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยที่ภาครัฐต้องหมั่นกระตุ้นและตรวจสอบเป็นระยะ ดังนี้ 1.มาตรฐานและความพร้อมของตัวรถ ต้องสอดรับกับความหลากหลายในพื้นที่ ควบคุมไม่ให้มีการดัดแปลงรถที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อเด็ก 2.พนักงานขับรถและผู้ประจำรถ ต้องมีการฝึกอบรมให้มีความพร้อมและตระหนักถึงความปลอดภัยขั้นสูง มีหน้าที่กวดขันดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด และ 3.มาตรการตรวจสอบและป้องกันอุบัติเหตุ ต้องมีระบบเช็กยอดและตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่อยู่ภายในรถอย่างเข้มงวด เพื่อล้อมคอกและสกัดกั้นไม่ให้เกิดกรณีสะเทือนใจซ้ำรอยอดีต

“มาตรการความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียนไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวจบ แต่จำเป็นต้องมีการยกระดับและตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เนื่องจากลักษณะการใช้งานและประเภทของรถในแต่ละท้องถิ่นมีความจำเพาะเจาะจง การบังคับใช้กฎหมายและการกระตุ้นจิตสำนึกผู้ให้บริการจึงต้องทำควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ” สุเมธกล่าว

การจัดระเบียบรถรับ-ส่งนักเรียนจึงไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบขนส่งสาธารณะ แต่เป็นการสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้เด็กไทย

ได้เดินทางอย่างปลอดภัยในทุกๆ วัน!!