พลิก ‘หางแร่’ สู่นวัตกรรมวัสดุทางเลือก ขับเคลื่อนอุตฯ-เพิ่มรายได้ชุมชน

19.05.26 | 09:47 น.
พลิก ‘หางแร่’ สู่นวัตกรรมวัสดุทางเลือก

“หางแร่” อาจเคยถูกมองว่าเป็นเพียงปลายทางของกระบวนการทำเหมือง เป็นเพียงของเหลือที่ไร้มูลค่า แต่วันนี้บทบาทของหางแร่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากสิ่งที่เคยถูกทิ้ง กำลังถูกยกระดับสู่การเป็น “วัตถุดิบต้นน้ำ” และกลายเป็นวัสดุทางเลือกในอนาคต สามารถตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกช่วงของกระบวนการผลิต

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีการจัดเวทีเสวนา “หางแร่เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

3 โมเดลนวัตกรรมพลิกโฉมหางแร่

Advertisement

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี ได้พัฒนา “ไบโอซีเมนต์” จากหางแร่เปลือกไข่ และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา เป็นวัสดุก่อสร้างพลังงานต่ำที่ไม่ต้องเผาเหมือนซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติทนการกัดกร่อนของเกลือ เหมาะกับพื้นที่ดินเค็ม และสามารถซ่อมแซมตัวเองเมื่อเกิดรอยแตกได้ ปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรและนำไปใช้จริงในรูปแบบแผ่นหน่วงน้ำเค็ม ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53% เพิ่มสาร GABA ในข้าวกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงราว30% มีแผนต่อยอดสู่รางระบายน้ำในระบบชลประทาน ร่วมทดลองใช้งานกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์

ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น ได้นำหางแร่ที่มีขนาดอนุภาคเหมาะสมมาพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ เช่น อิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยใช้หางแร่ 25-75% ช่วยลดต้นทุนและพลังงานในการผลิต พร้อมทั้งช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ 1-2 องศาเซลเซียส และลดคาร์บอนฟุตพรินต์ 5-10% ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลสู่ระดับโรงงานต้นแบบ เพื่อประเมินการใช้งานจริงและเตรียมถ่ายทอดสู่ชุมชน

รวมทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ ศึกษาการใช้หางแร่เป็นสารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งต้องการความแข็งแรงและป้องกันการรั่วไหลสูง ผลวิจัยพบว่าการใช้หางแร่ 30% ช่วยเพิ่มกำลังรับแรงอัดได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิง อีกทั้งยังมีความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์

สร้างโอกาสใหม่จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยจากทั้ง 3 สถาบันสะท้อนศักยภาพของ “หางแร่” ในการพัฒนาเป็นทรัพยากรทางเลือกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน

แนะรัฐควรเร่งกำหนดทิศทางสำรวจแร่ให้ชัด

ในมุมมองเชิงนโยบาย นายเชิดศักดิ์เสนอเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรเร่งกำหนดทิศทางการสำรวจทรัพยากรแร่ให้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มแร่หายาก หรือ Rare Earth ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทรัพยากรใต้ดินในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาวยังมีข้อจำกัด

ข้อเสนอสำคัญคือ ภาครัฐควรสนับสนุนการสำรวจเชิงระบบในระดับประเทศ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรแร่ที่มีความแม่นยำและทันสมัย พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ภาคเอกชนเข้าถึงได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาแหล่งแร่

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โมเดลรัฐกำกับ-เอกชนลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการสำรวจและพัฒนาแหล่งแร่ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่โปร่งใสและเข้มงวด โดยรัฐจะได้รับผลประโยชน์ในรูปของค่าภาคหลวง ภาษี และรายได้อื่นๆ โดยไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงโดยตรงจากการลงทุน

นายเชิดศักดิ์กล่าวเน้นย้ำว่า เสถียรภาพของรัฐบาลและความชัดเจนของนโยบายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนยาว ขณะที่กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยหรือซ้ำซ้อนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

ในด้านการพัฒนาชุมชน บริษัทได้ดำเนินโครงการเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับการทำเหมืองอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาสวนสุขภาพและลานกิจกรรมชุมชน รวมถึงการส่งเสริมตลาดนัดชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำสินค้าในท้องถิ่นมาจำหน่าย โดยสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ระดับแสนบาทภายในระยะเวลาเพียงคืนเดียว สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจชุมชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น

เดินหน้าลงทุนเหมืองทองต่อเนื่อง

สำหรับแผนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานในพื้นที่เดิมตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยขยายขนาดบ่อเหมืองและเพิ่มความลึกเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการสำรวจพื้นที่ศักยภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 3-5 ปีในการประเมินปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์

พร้อมกันนี้ บริษัทได้เตรียมเปิดตัวสวนสุขภาพและลานกิจกรรมชุมชน อย่างเต็มรูปแบบภายในปลายปี 2569 รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การประกวดดนตรีเยาวชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความสัมพันธ์กับชุมชนรอบพื้นที่เหมือง

“ในภาพรวมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ผ่านการจ้างงานและการกระจายรายได้ไปยังภาคส่วนอื่นๆ อีกหลายระดับ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน” นายเชิดศักดิ์ทิ้งท้าย