ธุรกิจตั้งใหม่ 4 เดือนแตะ 3 หมื่นราย ต่างชาติลงทุนพุ่ง 124% ‘สหรัฐ-จีน’ เด่น

22.05.26 | 09:47 น.
ธุรกิจตั้งใหม่ 4 เดือนแตะ 3 หมื่นราย ต่างชาติลงทุนพุ่ง 124%

ธุรกิจตั้งใหม่ 4 เดือนแตะ 3 หมื่นราย ต่างชาติลงทุนพุ่ง 124% ‘สหรัฐ-จีน’ เด่น

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนเมษายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 6,454 ราย เทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ที่มียอดจด 7,588 ราย ลดลง 1,134 ราย หรือลด 14.94% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 (6,325 ราย เพิ่มขึ้น 129 ราย หรือเพิ่ม 2% ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 22,765 ล้านบาท เทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ที่อยู่ที่ 19,500 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้น 3,265 ล้านบาท หรือเพิ่ม 16.74% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ 32,142 ล้านบาท ลดลง 9,377 ล้านบาท หรือลด 29.17% ทั้งนี้ มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท ธีธี 1 โฮลดิ้งส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 7,843 ล้านบาท ประกอบธุรกิจโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก เข้าเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดใดๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อประโยชน์ของบริษัท

ส่งผลการจัดตั้งใหม่ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีจำนวน 29,679 ราย เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 อยู่ที่ 30,148 ราย ลดลง 469 ราย หรือลด 1.56% ขณะที่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ 4 เดือน สะสม 81,341 ล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 112,062 ล้านบาท ลดลง 30,721 ล้านบาท หรือลด 27.41%

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ได้แก่ 1.ธุรกิจขายปลีกทางอินเตอร์เน็ต 801 ราย เพิ่มขึ้น 274 ราย คิดเป็น 51.99% มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,121 ล้านบาท 2.ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น 333 ราย เพิ่มขึ้น 194 ราย คิดเป็น 139.57% มูลค่าทุนจดทะเบียน 275 ล้านบาท และ 3.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 1,408 ราย เพิ่มขึ้น 171 ราย คิดเป็น 13.82% มูลค่าทุนจดทะเบียน 2,335 ล้านบาท

สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนเมษายน 2569 มี 981 ราย เทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ยอด 1,111 ราย ลดลง 130 ราย หรือลด 11.70% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 ยอด 814 ราย เพิ่มขึ้น 167 ราย หรือเพิ่ม 20.52% ด้านทุนจดทะเบียนเลิก อยู่ที่ 5,214 ล้านบาท เทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ยอด 5,244 ล้านบาท จะลดลง 29.52 ล้านบาท หรือลดลง 0.56% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 ยอด 4,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,083 ล้านบาท หรือเพิ่ม 26.21% ส่งผลการจดทะเบียนเลิกช่วง 4 เดือนของปี 2569 จำนวน 4,217 รายเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 3,921 ราย เพิ่มขึ้น 296 ราย หรือเพิ่ม 7.55% ทุนจดทะเบียนเลิก 4 เดือน สะสมอยู่ที่ 26,258 ล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 15,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,268 ล้านบาท หรือเพิ่ม 64.21%

ทำให้ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวม 2,079,756 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.29 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 992,420 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.79 ล้านล้านบาท กลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ จำนวน 539,937 ราย ทุนจดทะเบียน 13.92 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 325,135 ราย ทุนจดทะเบียน 2.65 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 127,348 ราย ทุนจดทะเบียน 7.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.41% 32.76% และ 12.83% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

Advertisement

ในด้านการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนเมษายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 71 ราย เงินลงทุนรวม 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสหรัฐสิงคโปร์และจีนตามลำดับ

สำหรับช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย 438 ราย เพิ่มขึ้น 75 ราย คิดเป็น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ยอด 363 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 340 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71,472 ล้านบาท คิดเป็น 124% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (57,860 ล้านบาท)

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สหรัฐ 77 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,951 ล้านบาท 2.จีน 65 ราย คิดเป็น 15% เงินลงทุน 25,092 ล้านบาท 3.ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% เงินลงทุน 24,724 ล้านบาท 4.สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 23,575 ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% เงินลงทุน 8,066 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 132 ราย คิดเป็น 29% เงินลงทุน 41,924 ล้านบาท

การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 26 ราย คิดเป็น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 108 ราย ส่วนมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC มีจำนวน 49,957 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท สิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 50 ราย ลงทุน 13,880 ล้านบาท

ยอดการจดทะเบียนจัดตั้งช่วงต้นปี 2569 มีจำนวน 29,679 ราย โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจในช่วงเวลานี้ ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยในด้านภายนอกในความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ ต่อเนื่องมาถึงสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ทิศทางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ควบคู่กับแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะประคองตัว และผู้ประกอบการยังต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ความระมัดระวังมากขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยังมีทั้งปัจจัยเสี่ยงและโอกาส ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน กำลังซื้อ และความไม่แน่นอนภายนอกประเทศ

แต่ในขณะเดียวกัน การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากยังมองเห็นโอกาสในการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงจะติดตามข้อมูลการจัดตั้ง เลิกกิจการทุนจดทะเบียน ประเภทธุรกิจ และแนวโน้มการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้เป็นสัญญาณประกอบการประเมินภาวะเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาธุรกิจการค้าคงคาดการณ์ยอดจัดตั้งใหม่ทั้งปี 2569 เกินจำนวน 80,000 ราย