ท่ามกลางพิษสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงพลังงาน ต้นทุนผู้ประกอบการพุ่งสินค้าปรับขึ้นดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนสูงขึ้น การกำเนิดสงครามเทคโนโลยี AI แย่งแรงงานคน ขณะที่ความเหลื่อมล้ำต่อโอกาสและความท้าทายต่างๆ มีช่องว่างมากขึ้น กำลังชี้ชะตา “ธุรกิจใดรอด ธุรกิจใดต้องปิดตัว”
จึงสำรวจความเห็นนักธุรกิจระดับท้องถิ่นผ่านหอการค้าไทย สะท้อนเสียงเดียวกัน ทุกมิติไม่ดี รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาแก้วิกฤต ปัดเป่าปัญหาต่างๆ
⦁ธุรกิจท้องถิ่นประสานเสียง‘ศก.ไม่ดี’
นายครองพล พนาสันติภาพ ประธานหอการค้าภาคกลาง กล่าวว่า การค้าไม่ค่อยดี เศรษฐกิจภาคกลางยังไม่ดีเท่าที่ควร ชะลอต่อเนื่องมาตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคมมาจากหลายสาเหตุ อย่างภาคเกษตรเจอปัญหาขาดปุ๋ยและราคาแพง ต้นทุนต่างๆ สูง แต่กำลังซื้อตก ภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นเท่าเดิม ผลจากการก่อสร้างถนนพระราม 2 ประมงเจอน้ำมันเขียวสูงขึ้น วิตกว่าสถานการณ์จะแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะไตรมาส 3 หรือ 2-3 เดือนจากนี้เริ่มจากมิถุนายน ด้วยเข้าหน้าฝน ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ชาวนาบางส่วนลังเลเพาะปลูกจากต้นทุนปลูกข้าวสูงหมด แต่ราคาขยับไม่ทัน สำหรับการปรับตัวของธุรกิจภาคกลางที่ทำได้คือ การลดค่าใช้จ่ายเพื่อประคองการจ้างงาน เพราะภาคกลางมีโรงงานแปรรูปอาหารมากและอาหารไทยส่งออกได้ดีอยู่ จึงเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจภาคกลาง
ทั้งนี้ หอการค้าแต่ละภาคกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมปัญหาและข้อเสนอรายภาค เพื่อไปประชุมร่วมหอการค้าส่วนกลาง ที่จะเข้าประชุมและนำเสนอนายกรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้
“เบื้องต้นเราเตรียมเสนอการยกระดับการทำเกษตรให้ทันสมัย ปล่อยสินเชื่อให้ถึงธุรกิจเอสเอ็มอี รักษาฐานส่งออกสินค้าอาหารซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคกลางให้ต่อเนื่อง ผลักดันท่องเที่ยวรายจังหวัดผ่านการจัดอีเวนต์จูงใจเที่ยว และแก้ปัญหาแรงงานเมียนมาผิดกฎหมายทะลัก โดยควรเร่งการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง พร้อมกับสะสมเรื่องการขออนุญาตประกอบธุรกิจที่มีหลายขั้นตอนและล่าช้าเพื่อลดปัญหาคอร์รัปชั่นจ่ายสินบน”
นายวิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก กล่าวว่า สภาพโดยรวมภาคตะวันออกคือ กำลังซื้อร่วง เงินเฟ้อพุ่งและรอความชัดเจนมาตรการระยะกลางและยาวของรัฐบาลซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดการลังเล ประชาชนและธุรกิจยังใช้ชีวิตปกติแต่ประหยัดซื้อมากจนเห็นได้ชัด อีกทั้งภาคแรงงานที่ใบอนุญาตหมดอายุแต่ยังรอการต่อใหม่ ก็วิตกว่าเจอตรวจจะโดนจับทำให้ไม่ออกนอกอาคารและใช้จ่ายตามปกติ ดังนั้น รัฐต้องเร่งเรื่องรอใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว บรรยากาศจึงเหมือนรอกำลังซื้อ
“ความรู้สึกเหมือนเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศน้อยมากอาจเพราะจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น ท่องเที่ยวก็ไม่ดีอย่างก่อน ต้องจับตาไตรมาส 3 นี้ ถ้าสถานการณ์ปัจจัยรุมเร้ามากขึ้นอีก โอกาสธุรกิจถอดใจปิดตัวจะเห็นชัดขึ้น มาตรการที่รัฐออกมาอย่างไทยช่วยไทยพลัสก็เชื่อกันว่ากระตุ้นใช้จ่ายได้สั้นๆ 3-6 เดือน ซึ่งการจะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซึมลึกถือว่าช้าเกินไปแล้ว ห่วงเอสเอ็มอีรอดยากขึ้น จีดีพี 8 จังหวัดตะวันออกน่าจะโตต่ำ 1% ที่ช่วยพยุงภาคตะวันออกคือผลไม้หน้าร้อนอย่างทุเรียน ยังขายได้ดี”
นายวิรัตน์กล่าวว่า เศรษฐกิจภาคตะวันออกต้องพยุง ดังนี้ แก้ปัญหาท่องเที่ยวซึมตัว ลดการติดลบของการส่งออก ประคองภาคผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ลดปัญหาสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย ลดปัญหาหนี้ครัวเรือน แม้จะเติมเงินใช้จ่ายแต่หนี้แยะ เงินเติมหมดก็ไม่ใช้จ่ายเหมือนเดิม ดังนั้น ยาแรงที่อยากให้รัฐบาลใช้คือ คุมเงินเฟ้ออย่าให้สูงเร็ว ผลจากคุมราคาสินค้าให้เหมาะสมและออกมาตรการกระตุ้นเที่ยวจนถึงก่อนปีใหม่
นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานหอการค้าภาคเหนือ กล่าวว่า ภาคเหนือเพิ่งผ่านวิกฤตฝุ่น PM2.5 แต่ยังเจอน้ำมันแพงและผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบต่อต้นทุนและส่งออก บรรยากาศตอนนี้ภาคบริการอย่างโรงแรม จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยมาก หนักกว่าช่วงหลังโควิดระบาดอีก ไม่มีกำลังซื้อเลย ที่ต้องลุ้นต่อไปคือภาคเกษตร ก็เจอต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันสูงขึ้น เฉลี่ยรวม 30-40% ที่ดินว่างเปล่าที่มักปล่อยให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีนี้น้อยเพราะแบกรับต้นทุนเพาะปลูกไม่ไหว สำหรับการปรับตัวของธุรกิจคือ ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง เพิ่มเวลาทำงานที่บ้าน เพิ่มวันหยุดพนักงาน เช่น เพิ่มให้หยุดเพิ่ม 2-3 วัน/เดือน ก็เพิ่มเป็น 4-8 วันต่อเดือน เพื่อรักษาจำนวนพนักงาน เป็นต้น
“ที่กำลังรวบรวมปัญหาและข้อเสนอ ได้โจทย์ให้เน้นควิกวิน เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้นก่อนให้สอดคล้องกับก่อนพิจารณางบประมาณปี 2570 ซึ่งหอการค้าไทยทำเป็นสมุดปกขาวเสนอรัฐบาลในช่วงพบนายกรัฐมนตรี สำหรับภาคเหนือ ภาคท่องเที่ยว ขอให้กระตุ้นเที่ยวรายจังหวัดในหน้าฝน เช่น ร่วมมือสายการบินลดราคาตั๋ว ภาคเกษตร ชูเหนือเป็นแหล่งเพาะปลูกและการค้ากาแฟระดับโลก ตอนนี้ความต้องการกาแฟสูงมาก ผลิตในประเทศไม่พอ ต้องการ 8 หมื่นตันต่อปี แต่ผลิตได้ 2 หมื่นตัน ที่เหลือต้องนำเข้า ถ้าปลูกได้เพิ่มจะสร้างรายได้มหาศาล ดูจากราคาจากกิโลกรัมละ 20 บาท วันนี้ 30-50 บาท และหากจะให้ธุรกิจอยู่รอดอย่าให้ธุรกิจช่วยตัวเองเท่านั้น รัฐต้องแก้ปัญหาพื้นฐานทั้งการเข้าถึงแหล่งทุนและดอกเบี้ยต่ำจริงๆ ลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ลดหย่อนภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ช่วยเหลือภาคเกษตรต่อเนื่อง เมื่อเศรษฐกิจฐานรากอยู่ได้ เศรษฐกิจประเทศก็จะดีขึ้น”
นายสมชาติ พงคพนาไกร ประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงบรรยากาศเศรษฐกิจในอีสานว่า ปัญหาสะสมยังมากตั้งแต่กำลังซื้อหดตัว กระทบต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการ ต้นทุนทุกด้านสูงขึ้น ผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนสูงแต่การเข้าถึงแหล่งทุนต่ำมาก เจอการแข่งขันด้านราคาต่ำจากสินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้าโดยเฉพาะประเทศใหญ่ในเอเชีย จากปัญหารายได้น้อยลง เจอภาวะขาดทุน จำนวนผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องมีมากขึ้น โดยประเมินว่าจีดีพีภาคอีสานน่าจะขยายตัวประมาณ 1% อาจต่ำกว่าภาพรวมประเทศที่คาดไว้ 1.5%
“จากประชุมร่วมกับธุรกิจต่างๆ พบว่าธุรกิจขนาดกลางและย่อมเจอหนัก รายได้หายไปแยะถึง 50% ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังแบกรับต้นทุนและแข่งขันได้รายได้ต่ำลง 25-30% ปัญหาต้นทุนสูงกระทบต่อภาคท่องเที่ยวและบริโภคทั้งสิ้น ส่วนภาคเกษตรเจอปัญหาต้นทุนแพง แต่ราคาผลผลิตขายได้ไม่สูงขึ้นเท่าไหร่ ที่กำลังวิตกจากนี้คือผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ ไม่แค่ภัยแล้ง แต่อาจทำให้เกิดพายุรุนแรงจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรที่กำลังเพาะปลูกในไตรมาสนี้ ดังนั้น มิถุนายนถึงสิงหาคมถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง และภาวนาอย่าให้เกิดภาวะอากาศปั่นป่วนรุนแรง”
สำหรับภาคอีสาน ธุรกิจตื่นตัวกับการปรับตัวในการลดต้นทุนทดแทนรายได้ที่หายไป เช่น นำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น องค์กรเพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ออกแพคเกจช่วยเพิ่มทักษะและการปรับเปลี่ยนของธุรกิจเพื่อให้โรงงานหรือองค์กรมีความทันสมัยและประหยัดพลังงาน ผ่านการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย เช่น ซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเครื่องมือประหยัดพลังงาน ลดภาระภาษี เช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีป้าย-สิ่งปลูกสร้าง หรือพักชำระหนี้ หนุนเมดอินไทยแลนด์หรือรณรงค์กินใช้ของในประเทศ ทั้งนี้ ปัญหาและข้อเสนอต่างๆ ก็เตรียมเสนอในการประชุมธุรกิจเอสเอ็มอีกับนายกรัฐมนตรี “อนุทิน”
⦁ 8ข้อนำทางเอสเอ็มอีไทยรอด
ขณะที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย โดย นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็น ทางรอดเอสเอ็มอีไทย ควรยึดแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 8 ประเด็น ได้แก่ 1.“เพิ่มรายได้” ต้องรักษาลูกค้าเดิมและแสวงหาลูกค้าเป้าหมายเพิ่ม ผ่านการสร้างแบรนด์ สร้างความไว้วางใจเชื่อมั่นศรัทธา ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ 2.“ลีนรายจ่าย” 2 ทางคือ ด้วยเอสเอ็มอีเองและมาตรการภาครัฐ ช่วยกันลดต้นทุนวัตถุดิบ, ปัจจัยการผลิต, พลังงานน้ำมันและไฟฟ้า, ขนส่งโลจิสติกส์และค่าการตลาดออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ การเร่งปรับโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงานที่เป็นธรรม ปรับโครงสร้างพลังงานประเทศสู่พลังงานสะอาดเร่งด่วน เป็นต้น 3.“เพิ่มขีดแรงงาน” พัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานและทักษะแห่งอนาคตเพื่อรักษาการจ้างงาน 4.“เปลี่ยนท้องถิ่นสู่สากล” ด้วยการเพิ่มการเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพ การรับรองมาตรฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ จะเพิ่มโอกาสให้กับเอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดใหม่ในประเทศและต่างประเทศ อาทิ มาตรฐานฮาลาล มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
นายแสงชัยกล่าวต่อว่า 5.“ฝัง DNA AI-Innovation” การคัดเลือกและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI ความสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้สามารถยกระดับคุณค่าเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพในกระบวนการธุรกิจในแต่ละขั้นตอน 6.“เข้าถึงทุน” ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนทางการเงินต่ำในระบบสถาบันการเงินของรัฐให้กับเอสเอ็มอี เพื่อการเพิ่มสภาพคล่อง มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ 7.“สร้างเครือข่าย” ส่งเสริมระบบนิเวศธุรกิจเอสเอ็มอีให้สามารถเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนและพันธมิตรทางธุรกิจภาคเอกชนที่เป็นกลไกเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกัน 8.“ปลดล็อก ปกป้อง ป้องกัน ปราบปราม” ปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่สร้างโอกาสมากกว่าการควบคุม ปรับกติกาการเพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุนที่ส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรมเข้าถึงได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการใช้ SME-GP ของรายใหญ่และนอมินีต่างชาติ
“สิ่งสำคัญคือ การที่จะให้เอสเอ็มอีไทยมีทางรอด เศรษฐกิจไทยมีทางออก ประเทศไทยมีทางยั่งยืน รัฐบาลต้องเร่งสร้างทางธรรมาภิบาล วางรากฐานเศรษฐกิจลดเหลื่อมล้ำด้วย เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ ร่วมกันนำประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน”
⦁ รอดอย่างไรโดยไม่ต้องเลิกจ้าง
อีกคำแนะนำจาก นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ชี้ว่า ทางรอดของภาคธุรกิจ ไว้ว่า
1.SMEs ไทยในวันนี้คือ “ปรับตัวให้ทัน” ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พัฒนาสินค้าและบริการให้แตกต่าง รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในยุคที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะมีโอกาสอยู่รอดและเติบโตได้มากกว่าผู้ที่ยังยึดติดกับวิธีการเดิมๆ 2.อยู่รอด โดยไม่ลดแรงงาน อาทิ วิธีลด OT ดีกว่าลดคน หลายบริษัทเลือกลดจำนวนพนักงานเป็นทางออกแรกลดต้นทุน แต่ในความเป็นจริงการปลดพนักงานอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะการสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ อีกทั้งอย่าแข่งราคากับจีน ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ SMEs ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อ SMEs ไทย เพราะ SMES จำนวนมากยังดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม คือขายสินค้าใกล้เคียงกับสินค้าจีน คุณภาพไม่แตกต่าง ไม่มีแบรนด์ของตนเอง และไม่มีบริการเพิ่มเติมที่สร้างมูลค่าให้กับลูกค้า ทำให้สุดท้ายต้องแข่งขันกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ทางรอดของ SMEs ไทยต้องสร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ
นายอัทธ์เสริมอีกว่า 3.ใช้ AI และ Automation แบบเล็กแต่คุ้ม : เทคโนโลยี AI และระบบ Automation กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่หาก SMEs จำนวนมาก มองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและต้องใช้เงินลงทุนสูง ในความเป็นจริงธุรกิจสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ในระดับเล็กๆ โดยใช้งบประมาณไม่มาก การใช้ AI มาใช้ไม่ใช่การแทนที่คนทั้งหมด แต่คือการช่วยลดภาระงานซ้ำๆ พร้อมกับคงรักษาบุคลากรไว้สำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การดูแลลูกค้า และการพัฒนาธุรกิจ 4.เปลี่ยนวิธีคิดจากโตเร็ว เป็นโตปลอดภัย โดยบริหารเงินสดและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ ลดการพึ่งพาเงินกู้หรือหนี้สินเกินความจำเป็น ควบคุมสต๊อกสินค้าให้เหมาะสม ลงทุนเฉพาะสิ่งที่สร้างผลตอบแทนและเพิ่มประสิทธิภาพจริง พัฒนาการทำงานให้รวดเร็ว มีคุณภาพ และลดต้นทุน
จากเสียงสะท้อนที่ได้รวบรวมไว้ เชื่อว่าจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุมหารือระหว่างธุรกิจขนาดเอสเอ็มอีกับนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้

