เมื่อปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สะท้อนจากการเกิดปรากฏการณ์มหันตภัยใหญ่ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้กับพลเมือง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ บริษัทชั้นนำของไทยที่ลงทุนในธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จึงร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการ Green Mission by Chula x GULF ที่ริเริ่มมาเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องแล้ว
ธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า โครงการนี้ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ ปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” ปีนี้ โครงการชวนทุกคนมาสวมบทนักคิด มองหาปัญหาในชุมชนหรือบ้านของเราเอง เพื่อเปลี่ยนให้เป็นนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับตัว (Adaptation & Resilience) ต่อสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในปัจจุบัน รวมถึงได้ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล นักแสดงสายรักษ์โลกเข้ามาร่วมสร้างแรงบันดาลใจไปพร้อมกันด้วย
ความพิเศษในปีนี้คือ กัลฟ์ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้นด้วยการสนับสนุนทุนต่อยอดให้ 3 ทีมชนะเลิศได้ลองเปลี่ยนไอเดียบนกระดาษให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ซึ่งได้ลองผิดลองถูกผ่าน Sandbox Pilot Project ของตัวเอง เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียลด้วย

ขณะที่ วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ โครงการ Green Mission ปี 3 มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Leadership) โดยให้เยาวชนได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การวิเคราะห์ปัญหา และการคิดเชิงระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนักคิดนักพัฒนา และผู้นำในอนาคต โครงการนี้ยังสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวคิดเพื่อการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ เป็นการสร้างเมืองที่มีภูมิคุ้มกันเพื่อให้คนอยู่รอดได้ต่อไป
การเดินหน้าโครงการสอดคล้องกับกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (Paris Agreement) ภายใต้ UNFCCC ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยความสำเร็จของเป้าหมายระดับชาตินี้จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น (Local Action) อันเป็นรากฐานสำคัญทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
ด้าน นลิน เศกใจเสือ นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กลุ่มพัฒนาแนวทางการปรับตัว กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุ สถานการณ์ความผันผวนของสภาพอากาศในประเทศไทยทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น โดยเฉพาะปรากฏการณ์เรนบอมบ์ (Rain Bomb) หรือฝนตกรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเคยสร้างความเสียหายหนักในพื้นที่หาดใหญ่ที่เผชิญกับน้ำท่วมสูงสุดในรอบกว่า 140 ปี ช่วงปลายปี 2568 โดยปัญหาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ไทยได้รับผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือ เผชิญวิกฤตคลื่นความร้อน ฝุ่นควัน และไฟป่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดฮีตเวฟ (Heat Wave) ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นที่อุณหภูมิพุ่งสูง 39-42 องศาเซลเซียส แต่ความรู้สึกจริง (Heat Index) อาจสูงถึง 45-52 องศาเซลเซียส เนื่องจากความชื้นสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อกลุ่มเปราะบางอย่างยิ่ง ภาคกลางและกรุงเทพฯ เริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูงอย่างชัดเจน
ขณะที่ ปฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมและก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สุดแต่หลายคนอาจมองข้าม และมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว โดยอยากฝากความหวังกับคนรุ่นใหม่ที่จะต้องรับไม้ต่อในการแก้ปัญหานี้ สนับสนุนให้เปลี่ยนมุมมองจากการเป็นคู่แข่งมาเป็นเครือข่าย หรือพันธมิตรในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เนื่องจากในอนาคต บทบาทของเยาวชนอาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนแผน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (เน็ตซีโร่) ให้บรรลุผล
เป้าหมายการเดินหน้าสู่เน็ตซีโร่ในปี 2050 เปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียน ในมิติของภาคอุตสาหกรรมและระดับนโยบาย หัวใจสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างน้ำมัน ไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ แต่พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดเรื่องความเสถียรตามสภาพอากาศ จึงมีการชูนวัตกรรม BESS (Battery Energy Storage System) หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลน แม้ปัจจุบันจะมีต้นทุนสูงแต่คาดว่าจะถูกลงในอนาคต
ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (Carbon Institute for Sustainability-CBiS) เสนอแนวคิด Systemic Thinking หรือการคิดเชิงระบบ เพื่อเป็นทางออกในการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและยั่งยืน โดยระบุว่าในยุคที่เทคโนโลยีเอไอกำลังเข้ามามีบทบาท สิ่งที่มนุษย์ต้องรักษาไว้คือ สิทธิในการคิดและการมองภาพรวมให้ครบถ้วน เรื่องที่น่ากังวลมากคือ นวัตกรรมการย้ายปัญหา เป็นการแก้จุดหนึ่งแล้วไปกระทบอีกจุด โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างการเปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อลดโลกร้อน แต่หากไม่ได้พิจารณาว่าแหล่งที่มาของไฟฟ้ามาจากโรงไฟฟ้าที่สะอาดหรือไม่ สุดท้ายก็เป็นเพียงการย้ายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากบนถนนไปไว้ที่โรงไฟฟ้าแทน
ขอแนะนำ 3 กลยุทธ์รื้อโครงสร้างความคิดสู่ความยั่งยืน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ได้แก่ 1.การหา Stakeholder ให้ครบ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ แยกให้ออกระหว่างลูกค้าและผู้ใช้ เพราะในหลายกรณี อาทิ การออกแบบโรงสีข้าว ผู้ซื้อและผู้ใช้งานอาจเป็นคนละคนกัน การเข้าถึงใจผู้ใช้จริงจึงเป็นกุญแจสำคัญ 2.คิดให้ครบวงรอบ ต้องมองไปถึงปลายทางของนวัตกรรม ตอบคำถามให้ได้ทั้งหมดอย่างการใช้งาน หรือการกำจัดขยะหลังหมดอายุใช้งาน และ 3.หาจุด Leverage จุดคานดีด การค้นหาจุดสำคัญเพียงจุดเดียวที่เมื่อปรับเปลี่ยนแล้วจะส่งผลกระทบเชิงบวกไปทั้งระบบ
เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมไม่ต้องขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ทรงพลังและง่ายขึ้น

