ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ถาโถมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่นในหลายภูมิภาคของโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนสูง ตลอดจนปัญหาโซ่อุปทานที่สะดุดเป็นระยะ ล้วนกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ซ้ำเติมภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นสภาพคล่องทางการเงินที่ตึงตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายดังกล่าว กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ภายใต้ผู้บริหารหญิง ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงเร่งเดินหน้ารับมือวิกฤตผ่านโครงการ “DIPROM SMART Move” ด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการโลจิสติกส์สำเร็จรูป แจกฟรีให้ผู้ประกอบการที่มีระบบขนส่งสามารถนำไปใช้งานได้ทันที เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจ โดยไม่ต้องแบกรับภาระการลงทุนเพิ่มเติมแม้แต่บาทเดียว
ดีเดย์แจกฟรีกันยายน 2569!!
นโยบายหนึ่งเดียวกันจากรัฐมนตรีถึงกองโลจิสติกส์
กระทรวงอุตสาหกรรม ในยุคของ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบนโยบายขับเคลื่อนภายใต้หลักการ “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว (One Mind)” ซึ่งกำหนดให้ทุกส่วนราชการของกระทรวงทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเพื่อเป้าหมายร่วม โดยมีวิสัยทัศน์หลักคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล และพลังงานสะอาด ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้า มาตรการภาษีตอบโต้ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสังคมและธุรกิจ

กรอบนโยบายดังกล่าวนำมาสู่การกำหนดแนวทางปฏิบัติของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ภายใต้ชื่อ DIPROM FLEXi : ดีพร้อมปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยอธิบดีณัฏฐิญา จึงได้กำหนดกลยุทธ์ 5 กลไกหลักที่เรียกว่า F-L-E-X-i ซึ่งครอบคลุมทั้งการเสริมแกร่งทางการเงิน (Financial) สร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ (Localization) ยกระดับขีดความสามารถทางธุรกิจ (Efficiency) แสวงหาโอกาสขยายตลาด (eXport) และกระตุ้นนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี (innovation) โดยมุ่งสร้าง “ความยืดหยุ่น” (Flexibility) และ “ความคล่องตัว” (Agility) ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการสำคัญ คือ SMART Move เป็นหนึ่งในกิจกรรมเชิงรุกภายใต้กลไก Efficiency มุ่งยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์โดยตรง สอดรับกับเป้าหมายระดับกรมที่ต้องการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรวมกว่า 7,600 ล้านบาท และเป็นรูปธรรมของการนำนโยบาย One Mind มาแปลงเป็นเครื่องมือที่จับต้องได้สำหรับผู้ประกอบการบนพื้นที่จริง
โลกเดือดต้นทุนพุ่งซัพพลายเชนไทยสั่นสะเทือน
เมื่อพิจารณาบริบทที่ผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้น จะเห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการรายเล็กแม้แต่น้อย โดยความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลางได้สร้างผลกระทบแบบโดมิโนผ่านระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เส้นทางเดินเรือสำคัญถูกหยุดชะงัก
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งผันผวนอย่างรุนแรง และความไม่แน่นอนนี้ก็ส่งผ่านมายังปลายน้ำ นั่นคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทย ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยรถบรรทุกสินค้าหนึ่งคัน ที่เดิมทีอาจใช้เชื้อเพลิงในการวิ่งเที่ยวเดียวไม่กี่พันบาท ทว่าตอนนี้ต้นทุนจริงอาจสูงกว่าที่ผู้ประกอบการประมาณการไว้หลายเท่า และเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าบริการขนส่งก็ปรับสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบก็ขยับตาม สุดท้ายภาระทั้งหมดถูกสะท้อนออกมาในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้นบนชั้นวางสินค้า ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับวงจรต้นทุนสูง รายได้หดตัว และความเสี่ยงทางธุรกิจที่ยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง
ซอฟต์แวร์ดีมักราคาแพง กำแพงที่เอสเอ็มอีเข้าไม่ถึง
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทีมงานกองโลจิสติกส์พบจากการลงพื้นที่และออกบูธตามงานต่างๆ คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากยังไม่รู้ว่าควรเลือกใช้ระบบสารสนเทศแบบใด ต้องใช้งบประมาณเท่าใด หรือแม้กระทั่งเมื่อซื้อระบบมาแล้ว ก็อาจพบว่าไม่เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานขององค์กรตนเอง
ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการโลจิสติกส์เชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ มักมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาทต่อระบบ ยังไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าธรรมเนียมรายเดือนที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรถบรรทุกเพียงไม่กี่คัน การลงทุนในระดับดังกล่าวจึงถือเป็นภาระขนาดใหญ่ เพราะเท่ากับต้องนำเงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่อย่างจำกัดไปจมอยู่กับระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งในมุมของผู้บริหารที่ต้องดูแลสภาพคล่องทุกบาททุกสตางค์ อาจยังไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าในระยะสั้น
ผลที่เกิดขึ้นตามมา คือผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังคงพึ่งพาระบบ “บัญชีปากเปล่า” หรือใช้สเปรดชีตที่สร้างขึ้นเองแบบลองผิดลองถูก การวางแผนเส้นทางรถยังทำด้วยมือ การสั่งงานพนักงานขับรถยังอาศัยโทรศัพท์เป็นหลัก ขณะที่ใบงานส่งสินค้าก็ยังคงพิมพ์ลงบนกระดาษเหมือนเดิม
แม้วิธีการเหล่านี้จะดูเป็นต้นทุนต่ำในช่วงแรก แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดที่ตรวจสอบหรือแก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนขนส่งต่อเที่ยวที่มักถูกคำนวณคลาดเคลื่อน ผู้ประกอบการบางรายอาจตั้งราคาค่าบริการต่ำกว่าต้นทุนจริงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ขาดทุนทุกเที่ยววิ่ง แต่ยังเข้าใจว่าธุรกิจของตนมีกำไร จนกระทั่งสภาพคล่องเริ่มสะดุดหรือเงินในบัญชีร่อยหรอลงโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
นอกจากนี้ การขาดระบบติดตามรถแบบ Real-time ยังทำให้ลูกค้าปลายทางต้องโทรศัพท์เข้าสำนักงานเพื่อสอบถามสถานะสินค้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระให้กับทีมงาน แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางธุรกิจอีกด้วย ขณะเดียวกัน การไม่มีหลักฐานการส่งมอบสินค้า (Proof of Delivery) ที่ชัดเจน ก็ทำให้กรณีสินค้าเสียหายหรือเกิดข้อพิพาทกับลูกค้า กลายเป็นปัญหาที่ใช้เวลาตรวจสอบและแก้ไขยืดเยื้อกว่าที่ควรจะเป็น

DIPROM FLEXi + SMART Move คือเครื่องมือจริง
ภายใต้กรอบ DIPROM FLEXi ที่มุ่งสร้างความยืดหยุ่นและความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ริเริ่มโครงการ DIPROM SMART Move ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมีแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น คือ สร้างซอฟต์แวร์จากพื้นฐานของกิจกรรมขนส่งจริง ให้ทุกสถานประกอบการที่มีรถขนส่งใช้ได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ถูกออกแบบให้ “เข้าถึงง่ายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” ทั้งในแง่เทคโนโลยีและต้นทุน โดยนำเอาโครงสร้างพื้นฐานแบบ ไร้เซิร์ฟเวอร์ (No-Server Infrastructure) มาใช้ ซึ่งหมายความว่าระบบทั้งหมดทำงานผ่าน Cloud กลางบน Google Sheets เป็นฐานข้อมูลหลัก ผู้ประกอบการจึงไม่ต้องเสียค่าเช่า Server หรือค่าดูแลระบบรายเดือนแม้แต่บาทเดียว
อีกหนึ่งความกังวลที่ทีมพัฒนาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือปัญหาอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งที่วิ่งผ่านชนบทหรือพื้นที่สัญญาณอ่อน ซอฟต์แวร์จึงถูกออกแบบให้ทำงานได้ทั้ง Online และ Offline โดยมีระบบ SQLite เก็บข้อมูลไว้ในมือถือชั่วคราว และจะ Sync ข้อมูลโดยอัตโนมัติทันทีที่กลับเข้าสู่พื้นที่ที่มีสัญญาณ ไม่มีข้อมูลตกหล่นระหว่างทาง
4 โมดูลแกนหลักครอบคลุมทุกจุดรั่วระบบขนส่ง
เพื่อตอบโจทย์ปัญหาต้นทุนและการบริหารจัดการที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญอยู่ DIPROM SMART Move จึงถูกออกแบบให้เป็นระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ผ่าน 4 โมดูลหลักที่ทำงานเชื่อมโยงและเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน
โมดูลแรก “Smart Cost” เป็นระบบวิเคราะห์และคำนวณต้นทุนขนส่งล่วงหน้าก่อนที่รถจะออกจากลาน ผู้บริหารสามารถทราบต้นทุนที่แท้จริงของการวิ่งแต่ละเที่ยวได้ทันที ครอบคลุมทั้งต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิง ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนทางการเงิน และต้นทุนคงที่ อีกทั้งระบบยังสามารถสะสมฐานข้อมูลย้อนหลังเพื่อนำไปใช้วิเคราะห์และพยากรณ์ความต้องการในอนาคตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่น Consolidation Advisory ที่ช่วยแนะนำการรวมเที่ยวจัดส่งให้เหมาะสมที่สุด เพื่อเพิ่มอัตราการบรรทุกสินค้าและลดต้นทุนเชื้อเพลิงต่อหน่วย
ขณะที่โมดูลที่สอง “Smart Route” จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนขั้นตอนการวางแผนเส้นทางที่เคยซับซ้อนและใช้เวลานาน ให้กลายเป็นกระบวนการที่จัดการได้ง่ายขึ้นในไม่กี่คลิก ผู้จัดการสามารถสร้าง Route Template ล่วงหน้า ก่อนสั่ง Dispatch งานตรงไปยังสมาร์ทโฟนของพนักงานขับรถได้ทันที พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ API กับแผนที่ดิจิทัล เช่น Google Maps เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดเส้นทางและระบุตำแหน่งลูกค้า
ในส่วนของโมดูลที่สาม “Smart Alert” จะทำหน้าที่เป็นระบบเฝ้าติดตามสถานะรถและสินค้าแบบ Real-time ผู้บริหารสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่ารถแต่ละคันอยู่ที่ใด กำลังขนส่งสินค้าอะไร และมีการจอดรอหรือใช้เวลาหน้างาน (Dwell Time) เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ หากพบความผิดปกติของตัวชี้วัด KPI ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนอัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาการโทรสอบถามสถานะสินค้าจากลูกค้า และเพิ่มความเป็นมืออาชีพในการให้บริการขนส่ง
ส่วนโมดูลสุดท้าย “Smart Maintenance” คือระบบบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน ที่ช่วยติดตามประวัติการซ่อมและแจ้งเตือนรอบการตรวจสภาพรถตามระยะเวลา ช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะเสียฉุกเฉินระหว่างทาง ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อสินค้าแล้ว ยังอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าซ่อมฉุกเฉินที่สูงกว่าปกติหลายเท่า
จากแนวคิดทั้งหมดนี้ สิ่งที่ทำให้ DIPROM SMART Move แตกต่างจากโครงการพัฒนาเทคโนโลยีภาครัฐทั่วไป คือการมีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้งานได้จริง ซอฟต์แวร์ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบจะถูกยกระดับจากโปรแกรมต้นแบบ (Prototype) ไปสู่ “ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน” ที่ผู้ประกอบการสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านระบบ DIPROM E-Service หลังโครงการเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2569
จุดสำคัญคือ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวถูกพัฒนาบนพื้นฐานของกิจกรรมขนส่งที่ใช้งานจริง ทำให้สถานประกอบการทุกประเภทที่มีรถขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิต ธุรกิจค้าส่ง บริษัทรับเหมาขนส่ง หรือแม้แต่เกษตรกรที่มีรถบรรทุกพืชผลเพียงไม่กี่คัน ก็สามารถติดตั้งและเริ่มใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านไอทีเฉพาะทาง อีกทั้งยังไม่มีระบบฟังก์ชั่นบังคับซื้อเพิ่มเติม (In-app Purchase) แต่อย่างใด สิ่งที่ดาวน์โหลดไปคือระบบที่พร้อมใช้งานได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังมีแผนจัดทำคู่มือการใช้งาน พร้อมเผยแพร่บทเรียนความสำเร็จ (Best Practice) จากการทดลองใช้ในสถานประกอบการจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วัดผลด้วยตัวชี้วัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์พิสูจน์ได้
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของโครงการนี้ คือการนำกรอบการวัดผลเชิงประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรม (Industrial Logistics Performance Indicator: ILPI) มาฝังไว้ภายในตัวซอฟต์แวร์ตั้งแต่ต้นเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามและประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
โดยผู้ใช้งานจะสามารถตรวจสอบตัวชี้วัดสำคัญได้แบบ Real-time ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนต้นทุนขนส่งต่อยอดขาย (TCPS) ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการเคลื่อนย้ายสินค้ากินสัดส่วนรายได้ของธุรกิจไปมากน้อยเพียงใด รวมถึงอัตราการส่งมอบครบถ้วนตรงเวลา (DIFOT) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสำคัญที่ลูกค้าในห่วงโซ่อุปทานระดับบนให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิง ลดความสูญเปล่าในกระบวนการขนส่ง และบริหารสภาพคล่องทางการเงิน (Cash Flow) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดและดำเนินต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของปัจจัยภายนอกที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน โครงการยังตั้งเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ไว้อย่างชัดเจน โดยคาดหวังให้สถานประกอบการที่เข้าร่วมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในระยะยาวไปพร้อมกัน
สร้างภูมิคุ้มกันให้ซัพพลายเชนไทยช่วยทั้งระบบ
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้มีนัยสำคัญในระดับนโยบาย ไม่ได้อยู่เพียงแค่การช่วยให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งสามารถลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของ SMEs ไทยทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด DIPROM FLEXi ที่มุ่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” (Economic Immunity) ให้แก่ภาควิสาหกิจไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หากซอฟต์แวร์ระบบเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศ ก็จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการขนส่งของไทยไปพร้อมกัน ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ DIPROM SMART Move จึงไม่ได้เป็นเพียง “ซอฟต์แวร์บริหารจัดการโลจิสติกส์” เท่านั้น หากแต่เป็นเสมือนการลงทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบอุตสาหกรรมไทย ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ตั้งใจมอบให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ภายใต้แนวคิด “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่เชื่อว่า “การขับเคลื่อนประเทศไทย ต้องอาศัยพลังของคนไทยที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs และสถานประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมความพร้อมสำหรับการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ DIPROM SMART Move ได้ผ่านระบบ DIPROM E-Service ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป

