ชม ‘GI SMARTTRACE’ ผ่านสวนทุเรียนนนท์ นวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับสินค้าจีไอ

5.06.26 | 09:47 น.

ต้นสัปดาห์นี้ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ทุเรียนนนท์ ณ สวนผู้ใหญ่ตู่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามการดำเนินโครงการ “GI SMARTTRACE” นวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับสินค้า GI ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาขึ้น เป้าหมายอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถตรวจเช็กข้อมูลการผลิตและแหล่งที่มาของสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ช่วยการันตีว่าสินค้า GI นั้น เป็นของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีป้องกันการสวมสิทธิสินค้า GI และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

“กรมได้พัฒนาระบบ GI SMARTTRACE เทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตสินค้า GI โดยนำร่องใช้กับสินค้าทุเรียนนนท์ เป็นรายการแรกตั้งแต่ปี 2568 เพื่อยกระดับการคุ้มครองสินค้า GI ที่มีมูลค่าสูง โดยระบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้อย่างแม่นยำ ช่วยยืนยันว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของดีมีคุณภาพเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น”

ปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขยายการใช้งานระบบ GI SMARTTRACE ไปสู่สินค้าปลากุเลาเค็มตากใบ จังหวัดนราธิวาส และมังคุดเขาคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสินค้า GI ที่มีความพรีเมียม มีเอกลักษณ์เฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค การขยายการใช้งานระบบดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า GI สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ GI สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการผลิต เพิ่มมูลค่า และผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง

ในปี 2569 นี้มีเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนนนท์ 868 ราย โดยมีผู้ผ่านการตรวจประเมินตามระบบควบคุมคุณภาพและได้รับอนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย 131 ราย และในจำนวนนี้ มีผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการ GI SMARTTRACE แล้ว 46 ราย

“ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ Tag Sticker GI SMARTTRACE เพื่อติดที่ขั้วทุเรียนแต่ละลูก ผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code บนสติ๊กเกอร์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น พันธุ์ทุเรียน ชื่อผู้ผลิต สวนที่ปลูก วันที่เก็บเกี่ยว และมาตรฐานรับรองผลผลิต รวมถึงรับชมภาพแหล่งผลิตแบบ 360 องศาได้อีกด้วย ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้า GI นั้นมาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง”

Advertisement

สำหรับสวนทุเรียนผู้ใหญ่ตู่ ภายในสวน ประกอบด้วย ทุเรียนนนท์พันธุ์ทางการค้าและพันธุ์ดั้งเดิม เช่น หมอนทอง ก้านยาว กระดุมทอง กบชายน้ำ โดยทุเรียนนนท์มีจุดเด่นจากสภาพพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้เนื้อทุเรียนมีความละเอียด เนียนนุ่ม กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสชาติหวานมันกลมกล่อม ในปี 2569 ให้ผลผลิตประมาณ 400 ลูก สร้างรายได้กว่า 1.7 ล้านบาท โดยกรมได้เน้นย้ำให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อป้องกันการสวมสิทธิสินค้า GI พร้อมมอบสติ๊กเกอร์ GI SMARTTRACE กว่า 4,000 ชิ้นให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนนนท์ได้ใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

ทุเรียนนนท์ เป็นสินค้า GI ที่ได้รับการตรวจประเมินตามระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI หรือ Internal Control อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีเกษตรกรทุเรียนนนท์สามารถใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยในเชิงพาณิชย์ 131 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดนนทบุรีกว่า 50 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ระบบ GI SMARTTRACE ได้รับผลตอบรับที่ดีจากทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค กรมจึงมีแผนนำระบบดังกล่าวมาใช้กับสินค้า GI ไทยรายการอื่นๆ ในปีงบประมาณ 2570 จะขยายระบบ GI SMARTTRACE ไปสินค้าส้มโอทับทิมสยาม ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี จ.ราชบุรี เป็นต้น

ด้านเจ้าของสวนทุเรียน นายเฉลิม พึ่งสาระ (ผู้ใหญ่ตู่) เล่าว่า ปี 2569 ผลผลิตทุเรียนนนท์น่าจะหายไป 20% เนื่องจากปีนี้เจออากาศร้อนจัด อย่างในสวนของตน คาดปี 2569 ผลผลิตเหลือ 400 ลูก จากปีก่อนประมาณ 600 ลูก ปัญหาของอาชีพทำสวนทุเรียนเมืองนนทบุรี คือ เจ้าของสวนอายุมากขึ้นเข้า 70-80 ปีแล้ว ก็ทำไม่ไหว และบางรายไม่มีลูกหลานมาสานต่อหรือลูกหลานไม่คิดทำอาชีพปลูกทุเรียน เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย จึงไปทำอาชีพอื่น หรือไม่น้อยที่ขายที่ดิน การที่จะให้รัฐบาลมาช่วยเหลือต้องดูเรื่องทายาทว่าจะทำต่อไหมด้วย อย่างผมมีหลานรองรับเป็นรุ่น 4 จึงไม่มีปัญหา แต่อนาคตสวนทุเรียนนนท์มีแนวโน้มลดลง ส่วนที่ทำอยู่ก็ต้องปรับตัว

“ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ทำให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น ได้รู้ว่าลูกทุเรียนมาจากต้นใด สวนไหน คนซื้อจะเห็นภาพต้นและหน้าเจ้าของสวน ไม่สามารถปลอมปนได้ เรื่องเคลมคืนของไม่ค่อยเจอ อาจมีบ้างเรื่องไม่พอใจเนื้อเพราะอยู่ด้านใน แต่เราก็เปลี่ยนคืนให้ ปีนี้เพิ่งเจอ 2 ลูก ระบบ GI SMARTTRACE ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาทุเรียนนนทบุรี”

เจ้าของสวนทุเรียนอีกราย นายชคดี นนทสวัสดิ์ศรี (พี่ปู) เล่าเสริมว่าทำสวนทุเรียนอยู่ในบางกรวยประมาณ 10 ไร่ สวนใหญ่ปลูกหมอนทอง และสายพันธุ์ต้นกำเนิดของนนทบุรี ซึ่งนนทบุรีมีการสืบทอดการทำสวนและภูมิปัญญามาเกือบ 100 ปี สืบทอดกันมารุ่น 3-4 แล้ว พันธุ์หมอนทองนนทบุรีแตกต่างจากที่อื่น คือ รูปทรงก้นหอย กระบวนการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ทั้งการตัด ดินเหนียว ยกท้องร่อง ทะนุถนอมทุกขั้นตอน ไม่มีป้ายยา ปล่อยบ่มสุกตามธรรมชาติ จึงทำให้ทุเรียนนนท์มีรสชาติต่างจากที่อื่น ขายได้ราคากิโลกรัมละ 1,200-1,500 บาท ซึ่งปัญหาทุเรียนนนทบุรี คือ ผู้บริโภคไม่เข้าใจว่าเหตุใดราคาแพง เพราะผู้บริโภคไม่ได้ดูที่ผลผลิตที่แตกต่างกัน และองค์รวมของการปลูกทุเรียนนนท์ ทั้งที่ทุเรียนนนทบุรีได้สร้างความปลื้มใจระดับประเทศได้

“สวนทุเรียนเมืองนนท์น่าห่วงในเรื่องการสืบทอดของรุ่นต่อไป จังหวัดนนทบุรีมี 6 อำเภอ ก่อนที่ปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ชาวสวนที่ปลูกทุเรียนรวมกันกว่า 2,000 ไร่ ตอนนี้เหลือประมาณ 1,000 ไร่ ที่ให้ผลผลิตต่อปีรวม 1.2-1.3 หมื่นลูก สร้างรายได้รวม 20-25 ล้านบาท ปัจจัยที่พื้นที่ปลูกหายไปมาก มีหลายปัจจัย ไม่แค่น้ำท่วมใหญ่จนทำลายต้นทุเรียน ยังมีรุ่นลูกหลานสืบทอดอาชีพทำสวนทุเรียนลดลง การจะเก็บที่ดินโดยไม่ได้ทำอะไรก็จะเจอภาษีที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้ทยอยขายที่ดินเพื่อไปพัฒนาที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น สังคมเมืองเข้ามาแทนที่ ส่งผลต่อราคาที่ดินแพงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับอากาศที่แปรปรวนมีผลต่อการปลูกทุเรียนยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้นแม้ราคาขายหมอนทองเมืองนนท์จะมีราคาสูงกว่าหมอนทองในพื้นที่อื่นๆ แต่ความยากในการดูแล แม้ขายได้ราคาดีที่สุดเทียบกับพื้นที่อื่น จึงเป็นเรื่องที่รุ่นต่อไปไม่ค่อยจะสืบทอด

“ก็อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามามีบทบาทต่อการอนุรักษ์อาชีพทุเรียนนนท์ อย่างกำหนดเป็นโซนอนุรักษ์ (โซนสีเทา) ผลักดันผลไม้หน้าร้อน ชื่อหมอนทอง ให้เป็นสินค้าระดับประเทศ เหมือนอย่าง มูซังคิง (Musang King) สายพันธุ์ทุเรียนมาเลเซียอนุรักษ์ อีกทั้งรัฐบาลควรประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกรู้ว่ารสชาติทุเรียนไทยมีรสชาติที่มีเสน่ห์มากกว่าทุเรียนต่างประเทศ รวมถึงการสร้างเรื่องราวในสวนทุเรียน ถึงที่มีของสายพันธุ์ และภูมิปัญญา เพื่อให้ทุเรียนไทยเป็นอาชีพที่ยั่งยืน”