ประตูการเดินทางในโลกปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเหมือนโลกไร้พรมแดน ที่ไม่ได้หมายถึงเรื่องการสื่อสารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะทั้งด้านข้อมูลข่าวสาร การเงิน การลงทุน การค้าและการเดินทาง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเจาะลึกไปในด้านการเดินทางท่องเที่ยว ประเทศไทยถือว่าได้อานิสงส์เชิงบวกจากโลกที่ไร้ขีดจำกัดนี้สูงมาก เพราะไทยเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อปีในหลัก 30 ล้านคนบวกๆ รวมถึงปีที่ดีที่สุดเคยทำตัวเลขได้สูงสุดกว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้รวมเกือบแตะ 3 ล้านล้านบาทต่อปี
ล่าสุด สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำทัพคณะภาคเอกชนท่องเที่ยวไทยกว่า 100 ชีวิต ออกเดินทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร เพื่อจัดกิจกรรมโรดโชว์บนเส้นทาง อูรูมุฉี-ตุนหวง-เจียอวี้กวน-จางเย่-หลานโจว ที่เรียกอีกชื่อว่า เส้นทางสายไหม ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวสองทาง หรือ Two-way Tourism เป็นการท่องเที่ยวแบบพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อเปิดประตูความร่วมมือระหว่างกันที่แนบแน่นมากขึ้น เพื่อให้ตลาดการท่องเที่ยวไทยยังคงความคึกคัก และเป็นดาวเด่นในการสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง

นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวในช่วงการเดินทางวันที่ 28 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2569 ว่า กิจกรรมโรดโชว์และศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ เพราะภาวะในตอนนี้มีการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวสูงมาก การทำตลาดขาเข้าอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องทำตลาดขาออกร่วมด้วย เพราะมีให้แล้วก็ต้องมีรับเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งการทำตลาดเพื่อเปิดเส้นทางใหม่ร่วมกันนี้ เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต มีความชื่นชอบประเทศไทย จึงสามารถสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในมิติใหม่ได้

นายธนพลกล่าวว่า ความร่วมมือกันนี้สะท้อนผลอย่างเป็นรูปธรรมคือ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 จะมีการเปิดเที่ยวบินตรงรอบปฐมฤกษ์ระหว่างไทยและเมืองตุนหวง เป็นเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) นำร่องตามแนวคิดการท่องเที่ยวแบบทูเวย์ เพื่อสร้างความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างแท้จริง โดยเบื้องต้นจะเปิดบิน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งเป้าว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ จะสามารถผลักดันการขายแพคเกจทัวร์ได้ 72 เที่ยวบิน โดยราคาแพคเกจท่องเที่ยวในเส้นทางสายไหม รวมทุกอย่าง 5 วัน 6 วัน หรือ 8 วัน ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งมองว่าการเดินทางท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเที่ยวบินตรง หากไม่มีแล้วโอกาสในการเที่ยวระหว่างกันทั้งคนจีนไป
เที่ยวไทย หรือคนไทยไปเที่ยวจีนจะลดลง
“เมื่อเปิดเที่ยวบินตรงในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว คาดว่าจะมีคนจีนเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ส่วนคนไทยจะเดินทางท่องเที่ยวเมืองตุนหวง หนึ่งในเส้นทางสายไหมและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ถือเป็นตัวเลขที่ช่วยเพิ่มความหวังให้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น” นายธนพลกล่าว

เพื่อให้เห็นภาพเส้นทางสายไหมชัดเจนมากขึ้น คณะผู้ประกอบการทัวร์ไทยได้เดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใน 5 เมืองหลัก เดินทางล่องจากเมืองหลานโจวขึ้นสู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ที่เป็นดินแดนพระอาทิตย์ตกดินไม่ต่ำกว่า 4 ทุ่มอย่างเมืองอูรูมุฉี เริ่มต้นด้วยไฮไลต์ประจำเมือง อุทยานเชิงนิเวศโบราณซินเจียง (Xinjiang Ancient Ecological Park) รวบรวมทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และสัตว์สายพันธุ์หายากไว้ในที่เดียว โดยเป็น ฐานอนุรักษ์ม้าอาคัลเทคี (Akhal-Teke) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในตำนานม้าเหงื่อโลหิต ถือเป็นสายพันธุ์ม้าที่เก่าแก่ สง่างาม ถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และจัดแสดงม้าสายพันธุ์นี้ที่ใหญ่ที่สุดในจีน สามารถเดินชมม้าในคอกอย่างใกล้ชิด ดูการโชว์ศิลปะการบังคับม้า รวมถึงมี ป่าไม้กลายเป็นหิน (Petrified Wood) ซึ่งเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่มีอายุย้อนไปถึงยุคจูราสสิก นิทรรศการอุกกาบาต (Meteorite Exhibition) เนื่องจากเมืองซินเจียงมีพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่พบอุกกาบาตจำนวนมาก จึงมีการจัดแสดงหินอุกกาบาตหลากหลายขนาดให้ชม
พิพิธภัณฑ์เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Regional Museum) สถานที่เก็บรักษามรดกทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญมาก โดยมีไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ กลุ่มมัมมี่แห่งแอ่งทาริม (Tarim Mummies) ซึ่งความพิเศษที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชมได้แบบไม่ขาดสายคือ โฉมงามแห่งโหลวหลาน (The Beauty of Loulan) หรือ โฉมงามเซียวเหอ (Beauty of Xiaohe) มัมมี่หญิงที่โด่งดังที่สุดจนหลายคนเรียกขานว่า เจ้าหญิงมีอายุเก่าแก่กว่า 3,800-4,000 ปี รวมถึงมัมมี่อีกจำนวนมาก และทุกร่างที่จัดแสดงไว้ให้เข้าชมศึกษานั้น ถือเป็นร่างกายมนุษย์ไร้ชีวิตที่สมบูรณ์มาก โครงสร้างร่างกายยังครบถ้วนทั้งเล็บมือที่มีสีธรรมชาติแต่งแต้มไว้ สะท้อนถึงการทำเล็บที่มีมาอย่างยาวนานรอยสักบนใบหน้าเพื่อแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ รวมถึงเส้นผมสีอ่อนที่ยังคงดูอ่อนนุ่มและสวยงาม

จากนั้นเดินทางเชื่อมไปยังเมืองตุนหวง เพื่อพบไฮไลต์หลักอย่าง ภูเขาหมิงซาซาน (Mingsha Mountain) หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเส้นทางสายไหม โดดเด่นด้านภูมิทัศน์ทะเลทรายและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ว่ากันว่าในยามที่มีลมพัดแรงพอสมควร เมื่อตั้งใจฟังให้ดีจะได้ยินเสียงกระซิบจากทะเลทราย ทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง ประกอบร่างเข้ากับภูเขาทรายน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา ยิ่งทำให้ดูมีพลังงานมากกว่าเดิม กิจกรรมห้ามพลาดที่ต้องลองสัมผัสคือ การขี่อูฐขึ้นทะเลทรายบริเวณทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยว หรือหากมีกำลังในการเดินขึ้นทะเลทราย ก็สามารถเล่นกระดานโต้คลื่นบนทะเลทรายไหลลงมายังพื้นด้านล่างได้ รวมถึงการขับรถโกคาร์ทและเอทีวีผจญภัย รับชมพระอาทิตย์ตกในทะเลทราย ท่ามกลางทะเลสาบบ่อน้ำเสี้ยวพระจันทร์ที่ไม่เคยแห้งเหือดลง ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลามานานนับศตวรรษก็ตาม

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสุดพิเศษที่รออยู่คือ ถ้ำม่อเกาคู (Mogao Caves) แหล่งมรดกโลกที่สำคัญยิ่งของจีน โดยในอดีตเมืองตุนหวง มณฑลกานซู่ เป็นหนึ่งในจุดค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สำคัญในเส้นทางสายไหม ภายในถ้ำจึงงดงามด้วยพุทธศิลป์จีนทั้งพระพุทธรูปและจิตรกรรมฝาผนัง ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ด้วยความยิ่งใหญ่ของสถานที่แม้ตั้งอยู่บนผาหินแต่กลับไม่เคยสั่นไหวต่อสิ่งใดมานานนับพันปี และศิลปะทางพุทธศาสนาอันล้ำค่า ปัจจุบันได้ถูกจัดขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมความสวยงามพร้อมศรัทธาอันแรงกล้า จึงถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก ระบบควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการอนุรักษ์ เหมือนในหลายแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อป้องกันการโอเวอร์ทัวริซึม (Overtourism) เพราะอะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ได้ดีเสมอไป

คณะทัวร์ผู้ประกอบการไทยกว่า 100 ชีวิตได้ออกเดินทางต่อสู่นครเจียยวี่กวน เพื่อเยี่ยมชม ป้อมปราการเจียยวี่กวน หรือ หอเมืองเจียยวี่กวน (Jiayuguan Fort) ถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์บนเส้นทางกำแพงเมืองจีนฝั่งตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ของเส้นทางสายไหม โดยกำแพงเมืองจีนแห่งนี้ถือเป็นจุดเชื่อมต่อในจำนวนหลายหมื่นลี้ จากความยาวทั้งหมดของกำแพงเมืองจีน ซึ่งความสำคัญของด่านเจียยวี่คือ การเป็นจุดปลายสุดและจุดเริ่มต้นของกำแพงเมืองจีนทางฝั่งทิศตะวันตกเชื่อมต่อกับดินแดนด้านบนของเขตแดนประเทศอื่น จึงถือเป็นด่านแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ความพิเศษอีกอย่างคือ ภูเขาที่ล้อมรอบกำแพงเมืองจีนแห่งนี้ ยอดบนสุดจะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี เพราะอุณหภูมิที่สามารถกดลงต่ำติดลบได้ 15-20 องศา จึงเป็นทิวทัศน์ที่แปลกตา มีทั้งสีอิฐของกำแพง สีเขียวของป่าไม้ สีน้ำตาลของภูเขา และสีขาวจากหิมะ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างน่าอัศจรรย์

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายเก็บไว้เป็นไฮไลต์สุดพิเศษของเส้นทางสายไหมแห่งนี้ อุทยานธรณีจางเย่ตันเสีย หรือ ภูเขาสายรุ้งเจ็ดสี (Zhangye Danxia) แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ซึ่งมีจุดเด่นด้านภูมิประเทศและสีสันของชั้นหิน โดยกระทรวงทรัพยากรและที่ดินจัดตั้งเป็น อุทยานธรณีแห่งชาติเมืองจางเย่ (Zhangye National Geopark) สถานที่แห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักเนื่องจากมีการก่อตัวของหินที่มีสีสันสวยงาม และได้รับการลงคะแนนจากสื่อมวลชนจีนว่าเป็นสถานที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศจีน ทำให้ชื่อภูเขาสายรุ้งไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการเรียกตามแนวเขาสูงที่มีลวดลายเป็นริ้วสีธรรมชาติสีสดใส โดยสีเหล่านี้มาจากสีของหินทรายและแร่ธาตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเมื่อ 24 ล้านปีก่อนประกอบกับการที่โดนลมและฝนกัดเซาะเป็นเวลานับพันปีจนทำให้มันมีลวดลายเรียงตัวกันเป็นชั้นเหมือนเค้ก เปรียบเหมือนการเล่นสีสันของธรณี
จากการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวตลอดทริปที่ยาวนานนับสัปดาห์นั้น สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศจีนมีความสะดวกมากๆ ถนนเป็นคอนกรีตอย่างแข็งแรงแม้แต่บนภูเขาสูง การเข้าไปเที่ยวจึงทำได้อย่างง่ายดาย แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งถูกจัดอันดับให้ฮิตขึ้นมาได้เพราะมีการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การเดินทางทั้งรถบัส หรือรถแท็กซี่ จะเจอประโยคซ้ำๆ อย่างคำว่า อย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะหากตำรวจเรียกตรวจแล้วไม่คาดไว้จะถูกปรับตามกฎหมายแบบไม่มีละเว้น ซึ่งแน่นอนนักท่องเที่ยวจะต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าปรับด้วยตัวเอง

สลับมาที่ประเทศไทย เรายังคงมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามรอการค้นพบมากมาย แต่ต้องมาพร้อมความสะดวกในการเข้าถึง เพื่อป้องกันไม่ให้อันดับจุดหมายปลายทางหลักในใจนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปจากอันดับต้นๆ สู่การรั้งท้ายแบบแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

