ส่องเกมแก้จน ‘ครม.อนุทิน’ รื้อระบบสวัสดิการใหม่ ‘ไฟลุก’ เดิมพันฝ่าจีดีพีต่ำเตี้ย 6 ปีซ้อน

8.06.26 | 09:47 น.
ครม.อนุทิน’ รื้อระบบสวัสดิการใหม่ ‘ไฟลุก’ เดิมพันฝ่าจีดีพี

นับตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมากว่า 6 ปีแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงไม่สามารถก้าวข้ามผ่านผลกระทบจากเชื้อไวรัสอันตรายนั้นได้จริงๆ เลย แม้จะมีการเลือกตั้งระดับชาติถึง 2 ครั้ง และได้นายกรัฐมนตรีใหม่ เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นผู้รับมือกับโรคระบาดใหม่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ช่วงที่โควิดเริ่มคลายตัวลงแล้ว จากนั้นจึงเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และตามมาด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ทั้งที่ผ่านมาเกินครึ่งทศวรรษ แต่เศรษฐกิจไทยกลับยังไม่ไปไหน มิหนำซ้ำยังดูเหมือนถอยหลังไปอีกขั้นด้วย

ข้อกล่าวหาไม่ได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่สะท้อนจากภาวะเศรษฐกิจที่มองย้อนกลับไปในปีก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ข้อมูลจากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ว่าจีดีพีไทยเติบโต 2.1% พอเกิดโควิดปี 2563 จีดีพีติดลบรุนแรงถึง6.1% ก่อนฟื้นตัวขึ้นมาที่ 1.6% ในปี 2564 และฟื้นตัวได้ต่อในปี 2565 โตที่ 2.5% จากนั้นชะลอตัวลดลงเหลือโตเพียง 1.9% ในปี 2566 สลับมาดูข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อไม่ให้ผูกติดกับข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานจีดีพีไทยปี 2567 ขยายตัว 2.9% ปี 2568 โตลดลงเหลือ 2.4% ซึ่งข้อมูลในเชิงเศรษฐศาสตร์ไม่เคยโกหกได้

จะเห็นว่าจีดีพีไทยชะลอตัวลงสลับกับปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะปี 2569 ที่ สศช.คาดจะโตช่วง 1.5-2.5% เป็นตัวเลขใกล้เคียงกับ ธปท.และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าจีดีพีไทยจะโตประมาณ 1.6% ภายใต้กรอบสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านต้องจบลงในครึ่งแรกปี 2569 หรือจบลงภายในเดือนมิถุนายนนี้ แต่จากภาพข่าวที่ออกมา แนวโน้มดูแล้วไม่สามารถมองเห็นจุดจบร่วมที่ดีต่อทุกฝ่ายได้เลย แม้แต่ประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานนำเข้าสูงขึ้น ก็ยังไม่มีวี่แววว่าผลกระทบที่ทำให้ประเทศไทยเลือดไหลแบบนี้จะหยุดลงในช่วงใด

⦁รัฐเสาะแสวงทุกวิถีทางรับมือ

ตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบทำให้ราคาพลังงานในประเทศปรับสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้มีเสียงค้านว่า เหตุใดจึงปรับขึ้นทั้งที่สต๊อกคงค้างมีอยู่เป็น 100 วัน รวมถึงการหาน้ำมันเติมหน้าปั๊มน้ำมันที่มีไม่เพียงพอ ไม่สามารถหาเติมได้ แต่เมื่อรัฐบาลปล่อยให้ราคาปรับขึ้นจากการตรึงไว้ที่เท่าเดิมแล้ว กลับสามารถหาน้ำมันเติมได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังสนับสนุนสภาพคล่องและการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อตรึงราคาขายปลีกในประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราวหากสถานการณ์ยืดเยื้อการบริหารน้ำมันสำรอง

Advertisement

รัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศยังคงเพียงพอพร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายในการจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบออกไปนอกประเทศหากจำเป็น และกวดขันไม่ให้มีการกักตุนน้ำมัน รวมถึงมีมาตรการบังคับลดใช้พลังงานในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด อาทิ การกำหนดให้เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 26-27 องศาเซลเซียสเฉพาะเวลาทำงาน และปิดไฟช่วงพักเที่ยง รวมถึงขอความร่วมมือจากประชาชนให้ทำตามแนวทางดังกล่าวด้วย

ด้านการควบคุมต้นทุนและค่าขนส่ง ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตั้งวอร์รูมเข้ามาควบคุมดูแลค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าอันเนื่องมาจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ผลลัพธ์ยังทำให้ประชาชนต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาสูงขึ้นอยู่ดี เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ การพยายามควบคุมราคาของรัฐบาลดูอาจไม่ได้เป็นผลมากนัก

⦁ปิ๊งไอเดียหั่นงบประมาณ

เมื่อสถานการณ์ดูยังไม่น่าจะดีขึ้นได้ในเร็ววันนี้ รัฐบาลจึงต้องงัดทุกไม้เด็ดมาช่วยประคองภาวะเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ รวมถึงบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงเกิดเป็นโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศประจำปี 2569 ของรัฐบาล โดยมีหลักการสำคัญคือ รัฐบาลสนับสนุนเงินค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ผ่านเป๋าตัง มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 ใช้งบประมาณ 1.76 แสนล้านบาท เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายรวมประมาณ 43.18 ล้านคนทั่วประเทศ ถือเป็นเงินก้อนใหญ่มาก กระทรวงการคลังจึงต้องพิจารณาแนวทางอย่างถี่ถ้วนมากที่สุด โดยหนึ่งในแนวทางที่ออกมาคือ การลดผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนลง เพราะเชื่อว่าคนไทยมีฐานะดีขึ้นแล้วบางส่วนในช่วงที่ผ่านมา

โดยเฉพาะช่วงที่มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับเงินเพิ่มพิเศษจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส เดือนละ 700 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ได้รับรวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน (จากวงเงินสวัสดิการเดิม 300 บาท + เงินเพิ่มพิเศษจากโครงการนี้ 700 บาท) วงเงินรวมตลอดโครงการ 4,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (มิถุนายน-กันยายน 2569) และสามารถใช้ได้แบบไม่จำกัด ผู้ถือบัตรใช้ซื้อสินค้าได้เต็มวงเงินที่กำหนดภายในครั้งเดียวก็ทำได้ รัฐบาลจึงวางคุณสมบัติของบัตรคนจนด้วยเกณฑ์ใหม่

คำถามที่ถูกตั้งถึงของเกณฑ์ใหม่ที่รัฐบาลวางแนวทางไว้อยู่ในส่วนของกรณีการตัดสิทธิบุคคลที่ถูกลูกนำชื่อซึ่งเป็นบิดา หรือมารดา ไปหักลดหย่อนภาษี และกำหนดให้เลือกว่าจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีหรือถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะมองว่าการที่ลูกยังช่วยดูแลพ่อแม่ ส่งเสียเลี้ยงดูถือว่าโชคดีกว่ากลุ่มคนอีกบางส่วนที่ไม่มีตรงนี้แต่รัฐบาลอาจลืมมองว่า ลูกที่ต้องหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ก็ไม่ได้สบายมากไปกว่ากัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เป็นแผลเรื้อรังแบบในปัจจุบัน

⦁ไฟลุกถกวงกว้างหวั่นเร่งปัญหาสังคม

ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาของสังคมไทยให้ขยายวงกว้างมากกว่าเดิม เมื่อเพจเฟซบุ๊ก Drama-addict ออกมาเผยเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นจากลูกเพจบางส่วนซึ่งได้ส่งข้อความมาระบายปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตัวเองถูกแม่โกรธที่นำชื่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี ทั้งที่ตนก็ใช้แม่ลดหย่อนภาษีมาทุกปี ไม่เคยมีปัญหา อีกทั้งมีการส่งเงินให้แม่ทุกเดือนด้วย จึงอยากเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะคนแก่ที่บ้านไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรกับเรื่องแบบนี้ได้

มุมมองของภาคเอกชนที่ประเมินแนวทางการบริหารจัดการของรัฐบาลผ่านนโยบายที่ออกมานั้น นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ระบุว่า

“ต้องยอมรับว่า นโยบายที่รัฐบาลส่งออกมาเป็นการสะท้อนปัญหาของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องหาทางลดงบประมาณจากการทำมาตรการช่วยเหลือผลกระทบของประชาชนลง แต่รัฐบาลอาจลืมมองไปว่า แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางที่มีมาตลอด เมื่องบประมาณเริ่มมีจำกัดมากๆ รัฐบาลจึงจะลดความช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ผ่านการตัดคนออกเพราะคิดว่ามีฐานะดีขึ้นแล้ว แต่คำถามคือ มาตรวัดที่นำมาใช้ว่าดีขึ้นแล้วเอามาจากไหน แต่เอาอะไรการันตีว่าคนเหล่านั้นดีขึ้นจริงๆ เพราะกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือ มีฐานะจนจริงๆ คงไม่สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเองท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คนเหล่านี้จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร และทางเลือกของคนจนจะไปอย่างไรต่อ เนื่องจากรัฐบาลวางแนวทางช่วยเหลือผ่านการแจกเงินมาตั้งแต่ต้น

จนถึงตอนนี้มาตรการของรัฐบาลก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหาที่โครงสร้างจริงๆ รูปแบบของมาตรการที่ทำออกมาเพราะต้องตอบโจทย์ปัญหาการมีงบประมาณใช้อย่างจำกัดมากๆ ก็เท่านั้น การช่วยเหลือประชาชนเป็นแนวทางลำดับรองลงมาจากการพิจารณางบประมาณ เป็นการโยนปัญหาให้ประชาชนจัดการรับมือกันเอง ทั้งการปรับขึ้นของพลังงาน ข้าวของกินของใช้ แม้รายได้ลดลงจากการทำงานที่ถูกลดเวลาลง แต่การใช้จ่ายมากขึ้น ประชาชนต้องบริหารจัดการเอง เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุแต่มีมาตรการบรรเทาที่ปลายเหตุออกมาเท่านั้น

ต้องบอกว่า ตั้งแต่การประกาศแนวทางจัดทำโครงการ ก็ไม่ได้แฮปปี้กับมาตรการของรัฐบาลในลักษณะของการแจกเงิน หรือการให้เปล่าแบบหว่านแหแบบนี้ เพราะความจริงรัฐบาลควรดำเนินมาตรการออกมาในรูปแบบสร้างงานสร้างอาชีพ ช่วยให้ประชาชนสามารถต่อยอดใช้ชีวิตเองได้มากกว่า เพราะการแจกเงินให้แล้วก็หมดไป อีกทั้งยังเป็นงบประมาณที่มาจากเงินกู้ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกอย่างดูเสี่ยงไปหมด ทั้งปัจจุบัน รวมถึงอนาคตในอีก 4 เดือนข้างหน้าที่มีปัญหาจะมีความรุนแรงมากกว่าปัจจุบันแน่นอน ทั้งราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจรายได้ลดลง ต้องปรับลดคน หรือการจ้างงาน ปัญหาที่สะสมไว้ตั้งแต่ต้นปีจะเริ่มผุดออกมาแบบพร้อมเพรียงกัน” นายสมชายกล่าว

⦁หนุนกรองเหลือ‘เดือดร้อนจริง’

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสริมว่า การวางแนวทางคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน รอบใหม่ พร้อมปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้การใช้งบประมาณด้านสวัสดิการมีความถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่มีความจำเป็นจริง โดยมองว่าทางออกของการช่วยให้ผู้ถือบัตรคนจนมีรายได้มากเกินเส้นความยากจน คือ หากยังอยู่ในวัยทำงาน หรือมีความพร้อมในการประกอบอาชีพ ควรได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะ การฝึกอาชีพ การอัพสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน รวมถึงส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมากกว่าการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว

นายแสงชัยกล่าวว่า ส่วนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผู้ที่มีบุตรและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุตร 30,000 บาท อาจถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขพิจารณาสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เห็นว่าเป็นแนวทางที่มีเหตุผล เพราะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบาง หากครอบครัวมีศักยภาพในการดูแลกันเอง มีรายได้จนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ก็ต้องมาพิจารณาว่ายังมีความจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการจากรัฐหรือไม่ เพราะงบประมาณควรถูกนำไปช่วยเหลือคนที่ขาดโอกาสและเดือดร้อนจริงๆ

⦁คลังยันทำสวัสดิการตรงจุด

ส่วนภาครัฐ ผู้ทำนโยบาย โดย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ โดยการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร

“หลักการสำคัญคือ รัฐบาลต้องการเน้นให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด และมีฐานะยากจนจริงๆ ไม่มีลูกหลานคอยดูแล เนื่องจากเงินที่รัฐบาลนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานนั้นมีจำกัด จึงต้องใช้จ่ายแบบพุ่งเป้า (Target) และมีประสิทธิภาพ โดยการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการคัดกรองสิทธิของผู้ถือบัตรคนจน จากเดิมใช้เกณฑ์ครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคล ในรอบนี้ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนโยบาย Negative Income Tax ในอนาคตต่อไป” นายลวรณกล่าว

จากเสียงสะท้อนทั้งหมดที่แตกต่างกัน รวมถึงคำยืนยันของรัฐบาลว่ามาถูกทาง ผลกระทบเชิงบวกหรือลบจะเป็นอย่างไร และประเทศไทยจะเดินทางไปสู่จุดใด อีกไม่ช้านานคงได้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่าเดิม