ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส สถานการณ์หนี้สินของคนรุ่นใหม่ก็กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนเพิ่งเริ่มทำงาน (First Jobber) ในช่วงอายุ 20-35 ปี สถิติพบว่า 52.7% มีสถานะเป็นหนี้อย่างรวดเร็ว
ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนของหนี้เสีย (NPL) สูงที่สุดถึง 27% ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยสำคัญมาจากบริการสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือ BNPL (Buy Now Pay Later) ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนในสังคม
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ สินเชื่อ BNPL ได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำรวจจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 6 แห่ง ระบุว่า ในปี 2564 มีจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเพียงประมาณ 6 แสนบัญชี แต่สิ้นปี 2567 หรือเพียง 3 ปีให้หลัง ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.91 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่สูงเกือบ 100% ต่อปีในทุกๆ ปี อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่ได้มอง Buy Now Pay Later เป็นคนร้าย แต่หากไม่เข้ามาควบคุม อาจจะเกิดความเปราะบางในบางจุด ทั้งการซื้อโดยไม่ต้องมีเงิน และการที่เด็กกลายเป็นหนี้เร็ว ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียในอนาคต
ขณะเดียวกัน ยังมีความน่ากังวลจากพฤติกรรมการนำ BNPL ไปใช้ผ่อนชำระสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่มีมูลค่าต่ำในชีวิตประจำวัน เช่น ชานมไข่มุกราคา 106 บาท หรือแม้กระทั่งข้าวมันไก่ราคา 50 บาท โดยเลือกผ่อนชำระนานถึง 4 เดือน แม้ค่างวดในแต่ละเดือนจะดูน้อย แต่เมื่อคำนวณอย่างถี่ถ้วนแล้ว กลับซ่อนอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 16-18%
ธปท.จึงอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อวางกติกาและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้งาน หรือการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด โดยคาดว่าแนวทางเหล่านี้จะมีความชัดเจนภายในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569
แม้ BNPL ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่อย่าลืมว่าหนี้เสียพังชีวิตได้มากกว่าที่คุณคิด!!

