
เหตุการณ์ระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล ประเทศยูเครนในปี 2529 ตลอดจนภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2554 ที่ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะเสียหายนั้น แม้จะผ่านมานานจนกลายเป็นอีกหนึ่งภัยพิบัติในประวัติศาสตร์ที่โลกจารึกไว้ แต่ก็ยังสร้าง “ความหวาดระแวง” ต่อพลังงานนิวเคลียร์มายาวนาน อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โลกต้องเผชิญทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความไม่แน่นอนของพลังงานฟอสซิลจากปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำลังถูกจับตามองอีกครั้ง ในฐานะที่เป็นความหวังที่อาจแก้จุดอ่อนเดิมและตอบโจทย์พลังงานในอนาคตไปพร้อมกัน
SMR คืออะไร ทำไมโลกถึงเริ่มจับตามอง?
SMR คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สมัยใหม่ที่มีกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย หรือราวหนึ่งในสามของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ทั่วไป โดยจุดเด่นสำคัญมีสามด้าน ได้แก่ 1) ขนาดเล็ก (Small) ทำให้ใช้พื้นที่น้อยกว่า และในกรณีฉุกเฉินจะส่งผลกระทบในวงจำกัดกว่า 2) ก่อสร้างได้รวดเร็ว เพราะเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ออกแบบเป็นโมดูล (Module) อุปกรณ์ส่วนใหญ่จึงถูกผลิตและประกอบในโรงงาน ก่อนจะผ่านขั้นตอนการขนส่งและนำไปติดตั้งยังพื้นที่เป้าหมาย และ 3) ผลิตไฟฟ้าได้จากความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (Reactor)
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ SMR ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ การออกแบบระบบความปลอดภัย ด้วยระบบหล่อเย็นแบบพาสซีฟ (Passive Cooling) ซึ่งอาศัยแรงโน้มถ่วงและการไหลเวียนตามธรรมชาติในการระบายความร้อน โดยไม่ต้องพึ่งพาปั๊มน้ำหรือไฟฟ้าสำรอง กล่าวคือแม้เกิดไฟดับฉุกเฉิน ระบบก็ยังระบายความร้อนได้ต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นเก่าที่ระบบหล่อเย็นอาจล้มเหลวเมื่อไฟฟ้าดับ อันเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะเมื่อปี 2554
โลกกำลังเข้าสู่ยุค SMR
ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เช่น รัสเซียมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ Akademik Lomonosov กำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่จีนมีโรงไฟฟ้า HTR-PM ซึ่งใช้ก๊าซอุณหภูมิสูงเป็นสารหล่อเย็น (HTGR) โดยเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2566 ทั้งนี้ รายงานของ Nuclear Energy Agency ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการ SMR ที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ระหว่างก่อสร้างทั่วโลก 7 โครงการ และอีกกว่า 50 โครงการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาต
กระแสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศมหาอำนาจ เพราะในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา และไทย ต่างบรรจุ SMR ไว้ในแผนพลังงานแห่งชาติแล้ว (ในกรณีของไทย คาดว่าจะบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593 หรือ PDP2026) ขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการบรรจุ SMR ไว้ในแผนพลังงานของประเทศในอนาคต สะท้อนว่าเราไม่อาจมองข้าม SMR ได้อีกต่อไป
ความหวังใหม่ในแผนพลังงานไทย
การพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะไทยมีความพยายามพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2509 จนในปี 2567 กระทรวงพลังงานได้บรรจุโรงไฟฟ้า SMR ไว้ในร่างแผน PDP2024 โดยมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 600 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้า 2 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการทบทวนในกรอบ PDP2026 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยในร่างแผน PDP2026 มีการหารือในเบื้องต้นว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก SMR ขึ้นอีกด้วย
โอกาสในการพัฒนา SMR ในไทย
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน SMR ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีดังนี้
1.ความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้น จากการที่บริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ประกาศแผนการลงทุน Data Center และ Cloud Service ในไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดทุกช่วงเวลาในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ไทยได้ขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี เป็นปี 2593 ทั้งหมดนี้ทำให้พลังงานที่ “สะอาดและเสถียร” อย่าง SMR กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
2.การลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก โดยวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 และความขัดแย้งในตะวันออกกลางปี 2569 ส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและขาดแคลน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าของไทยที่ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึงราว 60% โดยเฉพาะก๊าซนำเข้า ที่กว่า 1 ใน 4 มาจากตะวันออกกลาง ขณะที่ SMR ใช้ยูเรเนียมซึ่งมีแหล่งผลิตกระจายทั่วโลก ดังนั้น การมี SMR ในประเทศจึงช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานได้
ไทยพร้อมแค่ไหนกับการมีโรงไฟฟ้า SMR?
ปัจจุบันไทยอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมด้าน SMR โดยไทยมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2504 และปัจจุบันดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งมีโครงสร้างการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและกรอบการกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR
นอกจากนี้ ไทยได้ลงนามความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์และ SMR กับประเทศต่างๆ อาทิ เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ SMR ให้มีความปลอดภัย ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าในไทยเองก็ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของ SMR มาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ SMR จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งต้นทุนการก่อสร้างและต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจน “ความเชื่อมั่นของสังคม” ซึ่งอาจเป็นโจทย์ยากที่สุด เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจทดแทนการสร้างการยอมรับจากสังคมได้
ท้ายที่สุดแล้ว SMR อาจไม่ใช่เพียง “ทางเลือกใหม่ของพลังงาน” แต่คือบททดสอบสำคัญว่าประเทศไทยจะวางอนาคตพลังงานของตัวเองไว้อย่างไร ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ไม่แน่นอน และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ในวันที่หลายประเทศกำลังเร่งแข่งขันด้านพลังงานสะอาดและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ไทยอาจต้องตัดสินใจว่าจะเป็นเพียงผู้เฝ้ามองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ หรือจะกล้าก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ด้วยตัวเอง!!

