‘แอดวานซ์เทค’ กางวิชั่น ชู AI พลิกโฉมอุตฯโลก

14.06.26 | 09:47 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนี้ระบบ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลายคนไปแล้ว เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมการเติบโตของเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมทั่วโลก

ในช่วงวันที่ 1-3 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัท แอดวานซ์เทค จำกัด หรือ Advantech ผู้นำระดับโลกด้านระบบอัจฉริยะสำหรับ IoT และแพลตฟอร์ม Embedded ได้จัดการประชุมนานาชาติ ที่กรุงไทเป ไต้หวัน โดยเวทีแรกเป็นการประชุม “Advantech Edge AI Conference” ณ ศูนย์ประชุม Hua Nan Bank International อีกเวทีเป็นงานประชุมพันธมิตรระดับโลกประจำปีของ Advantech จัดที่สำนักงานใหญ่บริษัทแอดวานซ์เทค มีผู้บริหารแอดวานซ์เทคจากหลายภูมิภาค พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้าองค์กร และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากหลากหลายภาคส่วนทั่วโลก เข้าร่วมกว่า 800 คน

ระบบโรงงานอัจฉริยะ

ไฮไลต์หนึ่งในงานครั้งนี้ Advantech ได้เปิดตัว AI Factory Brain ซึ่งเป็นระบบ Multi-Agent อัจฉริยะ ที่มี Factory Manager Agent เป็นศูนย์กลาง โดยพัฒนาบน NVIDIA Factory Operations Blueprint (FOX) ทำหน้าที่เป็นชั้นสติปัญญากลางของโรงงาน สามารถตรวจสอบความผิดปกติ ระบุสาเหตุที่เป็นไปได้ และประสานงานระหว่าง AI Agents และผู้ปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

เคซี หลิว

นายเคซี หลิว ประธานกรรมการบริษัท Advantech ยังได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Edge Computing & AI-Powered WISE Solutions” ว่า AI กำลังก้าวจากระบบคลาวด์สู่ Edge และพัฒนาจากการเป็นเพียงเทรนด์ทางเทคโนโลยีไปสู่หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในทุกอุตสาหกรรม

Advertisement

Advantech กำลังปรับบทบาทจากผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม ผ่านกรอบการทำงาน WEDA (WISE-Edge Developer Architecture) การบูรณาการระบบนิเวศ และความสามารถด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ร่วมกัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับ AI ให้เป็นกลไกหลักในการดำเนินงานและการตัดสินใจทางธุรกิจ

Physical AI ก้าวสู่การใช้งานจริง พร้อม WEDA เป็นสถาปัตยกรรมหลักของ Edge AI เมื่อ Edge AI มีความพร้อมมากขึ้น AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการฝึกโมเดลบนคลาวด์หรือ Generative AI อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ยุคของ Physical AI ซึ่งสามารถรับรู้ คิดวิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติได้จริง ส่งผลให้ AI มีบทบาทในการตัดสินใจและการดำเนินงานอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์

AI ยกระดับอุตสาหกรรม

ขณะที่ นายวินเซนต์ ชาง กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคระหว่างทวีป บริษัท Advantech สะท้อนมุมมองว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุค Digital Transformation สู่ยุค AI ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมจากการใช้ข้อมูลเพื่อมองเห็นสถานการณ์ ไปสู่การใช้ AI เพื่อช่วยตัดสินใจอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ Advantech ในภูมิภาคอาเซียน และมีทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกอย่างชัดเจน หากย้อนกลับไปในปี 2018 ประเทศไทยเริ่มผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 อย่างจริงจัง โดย Advantech ได้เข้าไปนำเสนอแนวทางเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนที่ตลาดจะค่อยๆ พัฒนาเข้าสู่ยุคดิจิทัล และก้าวเข้าสู่ยุค AI ในปัจจุบัน

ในช่วงของ Industry 4.0 เป้าหมายสำคัญขององค์กรคือการรวบรวมข้อมูลและสร้าง Dashboard เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์การดำเนินงานแบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุค AI บทบาทของเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปจากการเป็นเครื่องมือสำหรับการมองเห็นข้อมูล ไปสู่การเป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจ

วินเซนต์ ชาง

ชูกลยุทธ์สร้างระบบนิเวศ

นายวินเซนต์มองว่าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ได้แก่ Smart Manufacturing ธุรกิจค้าปลีก และพลังงาน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้อมูลและการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ได้อย่างชัดเจน

ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้เกิดจากการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือภายในระบบนิเวศทางธุรกิจ ในยุค AI ไม่มีใครสามารถชนะได้ด้วยตัวเอง และไม่มีใครสามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ด้วยเหตุนี้ Advantech จึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยกำหนดบทบาทของบริษัทในฐานะผู้ประสานงาน ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเข้ากับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน หรือ Domain Solution Partner

กลยุทธ์สำคัญของ Advantech คือการสร้าง AI Ecosystem ในแต่ละภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ผ่านการลงทุนในทีมงานท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนพันธมิตรในการพัฒนาโซลูชั่น AI ร่วมกัน หรือ Co-create Solutions ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในแต่ละอุตสาหกรรม

ยังมีโครงการสนับสนุนพันธมิตรหลัก 2 โปรแกรม ได้แก่ PSP (Premier Partner Alliance Program) และ JBCP (Joint Ventures with Partners) มีเป้าหมายในการค้นหาและพัฒนาพันธมิตรที่มีศักยภาพในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนทรัพยากรและความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการของตลาดไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

AI ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดคน

นายวินเซนต์ระบุด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด Automation ไปสู่ Intelligence เมื่อ 10-20 ปีก่อน จะพูดถึง Automation เพื่อประหยัดต้นทุนแรงงาน แต่วันนี้เรากำลังเปลี่ยนจาก Automation ไปสู่ Intelligence ซึ่ง Advantech ได้พัฒนาโซลูชั่น Edge AI เพื่อรองรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น Predictive Maintenance การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ การประหยัดพลังงาน และการควบคุมแบบเรียลไทม์

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ แต่คือการนำ AI Agent เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว

“AI ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดคน แต่เพื่อช่วยให้คนที่มีอยู่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลิตภาพ หรือProductivity สูงที่สุด”

ผนึกมหาวิทยาลัยไทย-อาเซียน

เมื่อถามว่าระบบการศึกษาโดยเฉพาะการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวอย่างไรกับการเข้ามาของ AI นายวินเซนต์มองว่าการพัฒนาคนรุ่นใหม่มีความจำเป็น การศึกษาคือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรม AI สิ่งที่เราเรียนรู้เมื่อ 10-20 ปีก่อน อาจใช้ไม่ได้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพราะ AI กำลังเปลี่ยนทุกอย่าง ที่ผ่านมา Advantech มีโครงการ InnoWorks ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ภายใต้โครงการดังกล่าว Advantech สนับสนุนการจัดตั้ง AIO Lab ภายในมหาวิทยาลัย พร้อมส่งวิศวกรของบริษัทเข้าไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษา รวมถึงจัดกิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon) เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้าน AI

ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้จะมีการแข่งขันด้าน AI ที่มีมหาวิทยาลัยจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม กว่า 11 แห่งเข้าร่วม ซึ่งบริษัทได้สนับสนุนทั้งฮาร์ดแวร์และชุดการเรียนรู้ WEDA เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ได้ หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ที่นำแพลตฟอร์ม AI ของ Advantech ไปพัฒนาหุ่นยนต์ จนสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันระดับโลกที่ประเทศจีน

โดยบริษัทมีแผนขยายรูปแบบโครงการด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรไปยังประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น นำแนวทางความสำเร็จจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาปรับใช้

อย่างไรก็ดี AI เป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ดังนั้นจำเป็นต้องลงทุนในคนรุ่นใหม่เพราะนี่คือการลงทุนเพื่ออนาคต

ทิศทางของแอดวานซ์เทค

ในช่วงท้าย นายวินเซนต์กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของ Advantech จากโมเดลธุรกิจแบบ Transactional ที่มุ่งเน้นการซื้อขายฮาร์ดแวร์ ไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรผ่านระบบนิเวศ AI ว่า แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Compute and Control Enablement การเป็นรากฐานด้าน AI Infrastructure, Ecosystem Orchestration การทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างโซลูชั่นร่วมกันและสนับสนุนการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค และ Ecosystem Value Development การใช้ทรัพยากรและศักยภาพของ Advantech เพื่อสนับสนุนพันธมิตรตามความเชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกรรม

นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Ecosystem Business อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในยุค AI ต่อไปในอนาคต

AI กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมจากยุคของการมองเห็นข้อมูล สู่ยุคของการตัดสินใจอัจฉริยะ ซึ่งความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทั้ง Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี พันธมิตรทางธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม

นับเป็นทิศทางสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรม จะต้องปรับตัว เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI