
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ ยุค Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) และ AI Economy (เศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์) อย่างก้าวกระโดดดังนั้น ไทยจึงเผชิญกับความท้าทายรอบด้านและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าโลก และการเข้ามาดิสรัปต์ของเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมของไทย ที่เน้นรับจ้างผลิตมูลค่าต่ำ และใช้แรงงานเข้มข้น โมเดลธุรกิจในอดีตเริ่มหมดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญปัญหาคอขวดและติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” มาอย่างยาวนาน
ในเวทีเศรษฐกิจโลก วันนี้สองเมกะเทรนด์นี้ต้องเป็นกลไกคู่ขนาน ที่ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกผสานเข้าด้วยกัน ภาพรวมเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมโรงงาน คิดเป็นสัดส่วน 25% ของ GDP ขณะที่สินค้ากลุ่มสีเขียว ครองสัดส่วนเกือบ 10% ของส่งออกทั้งหมด ทิศทางจากนี้ทำให้ไทยต้องเร่งยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง” ขยับจากห่วงโซ่มูลค่าจากอุตสาหกรรมปลายน้ำขึ้นสู่ต้นน้ำและกลางน้ำ เปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ประกอบแผงวงจรหรือชิ้นส่วนขั้นพื้นฐาน ไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น เซลล์แบตเตอรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และระบบการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียว
นอกจากนี้ การหลั่งไหลเข้ามาลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อจัดตั้ง Cloud Region และขยายฐานข้อมูลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งสะท้อนว่า ไทยมีศักยภาพ แข่งขันได้ และมีแต้มต่อสูง ในการเติบโตสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center และ AI Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียน ด้วยความพร้อมด้านทำเล เป็นจุดยุทธศาสตร์ใจกลางอินโดจีน โครงสร้างพื้นฐานพร้อม และสิ่งสำคัญคือระบบไฟฟ้าของไทยมีเสถียรภาพและมั่นคงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ควบคู่กับมีนโยบายอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม แต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ อย่าง Semiconductor ไทยยังเผชิญปัญหาคอขวดสำคัญจากการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงระดับ Deep Tech และยังขาดแคลนศูนย์ออกแบบชิป
พลิกงานวิจัยสู่นวัตกรรมกินได้
สจล. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “The World’s Master of Innovation” พร้อมเป็นเครื่องจักรสำคัญและทำหน้าที่เป็นแกนหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง โดยขอฉายภาพ ยุทธศาสตร์และโรดแมปผ่าน 4 กลไกสำคัญ และ 3 พันธกิจแห่งอนาคตเพื่อพลิกฟื้นและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย
กลไกที่ 1 พลิกโฉมงานวิจัยสู่ “นวัตกรรมกินได้” โดย สจล.มีนโยบายเปลี่ยนบทบาทองค์กรจากการทำวิจัยขึ้นหิ้งเพื่อการตีพิมพ์เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้แก่เศรษฐกิจจริง ผ่านการบริหารงานของหน่วยงาน KRIS พร้อมผลักดันนโยบายสร้าง Spin-off และสตาร์พอัพ (Startup) เพื่อตอกย้ำกลไก ช่วงวันที่ 1-6 กันยายนนี้ สจล.เตรียมจัดงานใหญ่รอบ 10 ปี ลาดกระบังนิทรรศน์ หรือ KMITL EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมสุดล้ำกว่า 1,000 ชิ้น เน้นจับคู่ทุนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากผู้ร่วมทุนข้ามชาติ และพันธมิตรรายใหญ่ระดับโลกเพื่อนำนวัตกรรมเหล่านี้ต่อยอดในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ
ส่วนกลไกที่ 2 สร้าง “กำลังคนแห่งอนาคต” รองรับอุตสาหกรรมใหม่และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) สจล.ทลายกรอบระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม เปลี่ยนจากโรงงานผลิตปริญญาหลักสูตร 4 ปี สู่การเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยดีไซน์หลักสูตรระยะสั้นเฉพาะทางที่มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงานอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะเร่ง Up-skill และ Re-skill ทักษะด้าน AI, Cloud Computing, Data Center และวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป้าหมาย คือ สร้างบัณฑิตและแรงงานยุคใหม่ให้มี Hybrid Skills หรือทักษะลูกผสม 3 ด้าน ได้แก่ AI-Augmented Skills, Green Literacy & Circular Mindset, Core Human Skills
กลไกที่ 3 ต้นแบบ “Sandbox” ด้านดิจิทัลและความยั่งยืนที่จับต้องได้ สถาบันจึงได้ทรานส์ฟอร์มระบบนิเวศภายในรั้วมหาวิทยาลัยให้เป็น Sandbox หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมจริง พร้อมกับเดินหน้านโยบายความยั่งยืน (SDG) ที่วัดผลได้จริง
กลไกที่ 4 สะพานเชื่อมยุทธศาสตร์ EEC สู่เวทีโลก สจล.ได้ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเชิงทำเลที่ตั้งทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่าน สจล.วิทยาเขตฉะเชิงเทรา ในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม ซึ่งร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติจากสหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน เพื่อดึงดูดยักษ์ใหญ่ข้ามชาติและกลุ่มสตาร์ตอัพ มาร่วมลงทุนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในพื้นที่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูงสู่บุคลากรไทย และผลักดันให้พื้นที่ยุทธศาสตร์นี้กลายเป็น Core Engine ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เข้าระบบเศรษฐกิจไทย
ชูไทยฮับนวัตกรรมอาเซียน
นอกจากนี้ สจล.ได้วางหมุดหมายและพันธกิจระยะยาวอีก 10 ปีข้างหน้า ร่วมเป็นกำลังหลักนำพาประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมสีเขียวและดิจิทัลของอาเซียน” พลิกสถานะของประเทศจากผู้ซื้อเทคโนโลยีสู่ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมในเวทีสากล ผ่าน 3 พันธกิจหลัก ประกอบด้วย Global Talent Factory เป็นโรงงานบ่มเพาะนวัตกรและผู้ประกอบการสายเทคโนโลยี, Deep Tech Commercialization Hub ดันงานวิจัยและนวัตกรรมเรือธงของ สจล. ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่, Global-Local Ecosystem Bridge เป็นตัวกลางผสานองค์ความรู้ระดับโลกเข้ากับบริบทและความต้องการของท้องถิ่นไทย
โดยสรุป เมื่อโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จาก Digital Transformation สู่ยุค AI Economy และ Data Economy ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมกำลังคน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งหลายประเทศเริ่มศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) เป็นนิวเคลียร์ยุคใหม่ที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากกว่านิวเคลียร์ในอดีต ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของโลกสำหรับรองรับความต้องการพลังงานในยุค AI ถ้าไทยต้องการเป็นศูนย์กลางด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เราต้องมองเรื่องพลังงานควบคู่กันไป วันนี้นักลงทุนไม่ได้มองเฉพาะพื้นที่หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่มองถึงแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถรองรับการดำเนินงานในระยะยาวได้ด้วย รวมถึงเตรียมบุคลากร หลายคนกังวลเรื่อง AI แย่งงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งโลกกำลังขาดแคลนแรงงาน เพราะคนเกิดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนที่มีอยู่ ในประเทศไทยผลิตแรงงานทักษะจากสถาบันต่างๆ หลายหมื่นคนต่อปี
เชื่อมั่นว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ยุทธศาสตร์โรดแมปที่ชัดเจน และความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับภาคเอกชนและพันธมิตรระดับสากล สถาบันจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพลิกฟื้น ทรานส์ฟอร์ม และปักหมุดประเทศไทยให้ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งและสง่างามบนแผนที่เศรษฐกิจโลกยุค Green & AI Economy ได้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างแน่นอน
อย่ามองข้ามจุดแข็งดั้งเดิม
อีกเรื่องต้องกล่าวถึงคือทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว แม้ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ แต่ไม่ควรละเลยจุดแข็งดั้งเดิมของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งยังคงเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยควรมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเกษตรมูลค่าสูง เกษตรอินทรีย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้สารเคมี และสร้างมาตรฐานที่ตอบโจทย์ตลาดโลก การพัฒนาเกษตรคุณภาพสูงยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวลเนสของภูมิภาค ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของประเทศไทยในยุคสังคมผู้สูงวัย
จุดแข็งของประเทศไทยคือ เกษตร อาหาร และสุขภาพ ถ้าเรานำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยยกระดับอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล และกลายเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness ของภูมิภาคได้ในอนาคต

