วันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศต่างๆ เริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขทางการค้า
คาดการณ์ว่า “ของเสียและเหลือใช้” อาจจะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ส่งผลให้ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy ได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ใช้ขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Green Industry หรือ อุตสาหกรรมสีเขียว ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล
ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ให้ข้อมูลว่า โลกกำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป การกำหนดเป้าหมาย Net Zero หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันด้วยปัจจัยเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม
จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ “ดีพร้อม” กำลังเร่งผลักดันผู้ประกอบการให้ก้าวสู่ โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ดีพร้อมสามารถยกระดับผู้ประกอบการได้มากกว่า 3,215 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,385 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง
หนึ่งในแนวคิดที่ดีพร้อมพยายามสื่อสารกับผู้ประกอบการมาโดยตลอด คือ Green Industry ไม่ใช่เรื่องของการลงทุนมหาศาลเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจากการปรับวิธีคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การใช้น้ำ การใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และการลดของเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้ บทบาทของดีพร้อมจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือให้คำปรึกษา แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการในการวิเคราะห์กระบวนการผลิต ปรับปรุงการใช้ทรัพยากร และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อช่วยลดการสูญเสีย เพิ่มผลิตภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
โดยการก้าวสู่ Green Industry ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่าร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี และลดต้นทุนพลังงานได้มากถึงร้อยละ 60 ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญ ในการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มีต้นทุนที่เหมาะสมขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว และอีกประเด็นสำคัญ คือ การปรับมุมมองที่มีต่อ “ของเสีย” ให้กลายเป็นทุน โดยการนำกลับมาใช้ซ้ำรีไซเคิล หรืออัพไซเคิลให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ ของเสียก็จะเปลี่ยนสถานะจากต้นทุนที่ต้องกำจัดกลายเป็นรายได้ก้อนใหม่ของกิจการทันที
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างชัดเจน คือ บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด ธุรกิจการ์เมนต์ไทยที่ดำเนินกิจการมาเกือบครึ่งศตวรรษ
วีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด ระบุ ในแต่ละปี โรงงานต้องเผชิญกับเศษผ้าจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเศษผ้าเหล่านี้จะถูกขายออกไปในราคาต่ำมาก บางส่วนกลายเป็นของเสีย ทั้งที่จริงๆ แล้วยังคงมีคุณค่าอยู่จึงเกิดคำถามขึ้นในวันนั้นว่าหากสามารถนำเศษผ้าเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง จะสามารถสร้างมูลค่าใหม่ให้ธุรกิจได้หรือไม่
หลายคนมอง Waste เป็นภาระ แต่เราเห็นเป็นโอกาส บริษัทได้เริ่มศึกษาการพัฒนาเส้นใยและผืนผ้าจากวัสดุรีไซเคิล ก่อนต่อยอดสู่แบรนด์ Eco Supreme ซึ่งมุ่งผลิตสินค้าภายใต้แนวคิดความยั่งยืน นอกจากเศษผ้าแล้ว บริษัทยังนำวัสดุเหลือใช้อีกหลากหลายประเภทมาเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกรีไซเคิล แหอวนเก่า ใบอ้อย ผักตบชวา กากกาแฟ และแกลบข้าว โดยเราไม่ได้มองว่าวัสดุเหล่านี้เป็นขยะ แต่เป็นวัตถุดิบอีกประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เช่น กระดุมเสื้อซึ่งเดิมผลิตจากเรซิน หรือพลาสติก บริษัทได้พัฒนานำกากกาแฟและแกลบข้าวมาผสมในเนื้อกระดุม เพื่อลดทั้งการใช้สีสังเคราะห์และปริมาณพลาสติก พร้อมต่อยอดไปถึงกระดุมที่ผสมเศษซองขนมกรุบกรอบ ซึ่งให้พื้นผิวมันวาวคล้ายกระดุมมุกธรรมชาติ ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและการลดขยะพลาสติกไปพร้อมกัน โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายรายการของบริษัทได้รับการรับรอง Carbon Footprint Product และได้รับความสนใจจากลูกค้าองค์กรที่ต้องการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันลูกค้าองค์กรที่มีนโยบายลดคาร์บอนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นเครื่องมือแสดงผลลัพธ์การลดคาร์บอนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายสินค้าทั่วไป มาเป็นพันธมิตรที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมาย ความยั่งยืนขององค์กรลูกค้าโดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์ปลายทาง แต่ลงลึกถึงกระบวนการทำงานภายในองค์กรทั้งระบบ ทั้งการคัดแยกขยะ การจัดสรรพื้นที่ทำงานใหม่เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า รวมถึงการปรับวิธีทำงานของทีมงานที่ต้องเริ่มทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูปมาผลิตเท่านั้น ปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ Green Industry Level 2 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขององค์กรอย่างรอบด้าน
วีรวุฒิระบุเพิ่มเติมว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้รวมประมาณ 1,059,620 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 118,000 ต้นเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ลอนดอน ไป-กลับประมาณ 150 เที่ยวบิน โดยปี 2569 บริษัทตั้งเป้าลดผลกระทบเพิ่มอีกประมาณ 700,000 สะท้อนสัดส่วนการผลิตเสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี

