ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และปัญหาฝุ่น PM2.5 กลายเป็นความท้าทายสำคัญในหลายประเทศทั่วโลก แนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการปลูกต้นไม้ หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ควรเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ป่ากลายเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดตัวโครงการ Reforest Tokenization ภายในงาน “Toward Reforestation Carbon Credit Tokenization” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดตัว Reforest Tokenization โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่มุ่งยกระดับผืนป่า “ทุนธรรมชาติ” ให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Natural Capital) โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงคุณค่าจากการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้พร้อมจับมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำร่องพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ใน จ.เชียงใหม่ เชียงราย และตาก เพื่อสร้างต้นแบบการอนุรักษ์ที่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
แนวคิดของโครงการคือ การสร้างระบบที่เชื่อมโยงคุณค่าของป่าไปสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่อาศัยอยู่กับป่าได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าที่เกิดจากชุมชนผู้ดูแลผืนป่า การอนุรักษ์ป่าในอนาคต จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร

“ที่ผ่านมาอินเซนทีฟของการรักษาป่ามีน้อย แต่อินเซนทีฟของการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือแม้แต่กิจกรรมผิดกฎหมายกลับมีมากกว่า ถ้าเราจะรักษาป่า เราต้องสร้างแรงจูงใจใหม่ให้คนที่อยู่กับป่าไม่อยากทำลายป่า ถ้าเราไม่สร้างอาชีพที่ยั่งยืน ไม่สร้างรายได้ที่ดีกว่า สุดท้ายเขาต้องเลือกสิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่รอด” นายศุภชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ป่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญของมนุษย์ โดยช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ 31% เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืด 75% ของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบก 80% และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลก 90% ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม ระหว่าง 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่า 42% สปป.ลาว 9.5% เมียนมา 3.9% และไทย 2.9% แม้ไทยจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการรักษา หากต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ยังเป็นความท้าทายสำคัญ
จากการลงพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงใน จ.น่าน ทำให้เห็นว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่ายังคงอยู่ ซึ่ง Reforest Tokenization จะนำคุณค่าของการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์
สำหรับโครงการนำร่อง จะดำเนินการผ่านชุมชนที่ดูแลพื้นที่ป่า หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน สามารถดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000 ไร่ และมีรายได้เพิ่มเป็น 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันเฉลี่ย 80,000-100,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ควบคู่กับการส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง อาทิ กาแฟและผลไม้เศรษฐกิจ จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่า และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในประเทศไทยและภูมิภาคได้ เพื่อให้การอนุรักษ์ป่ากลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม และชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการปลูกป่าชุมชน ซึ่งความโปร่งใสเป็นหัวใจของโครงการ จึงมีการกำกับดูแล ตรวจสอบ และติดตามการดำเนินงาน พร้อมเปิดให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่ามีการดูแลป่า ป้องกันไฟป่า และดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชนในพื้นที่ยังเป็นแนวทางลดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมผิดกฎหมายในป่า โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดน

“ถ้าโมเดลนี้สำเร็จ ภาคเอกชนอีกหลายบริษัท สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ และจะเกิดวิสาหกิจชุมชนที่ทำงานภายใต้ระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ถ้าเราสร้างทางเลือกใหม่ที่ทำมาหากินได้ถูกกฎหมาย ชาวบ้านก็เลือกทางที่ถูกกฎหมาย” นายศุภชัยกล่าว
ทั้งนี้ เป้าหมายร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 วงเงินรวม 30 ล้านบาท ซึ่งเงินจะเข้าสู่กองทุนดูแลป่าชุมชน แบ่งใช้ 2 ด้าน ได้แก่ กองทุนป้องกันไฟป่า และกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ทั้งนี้ โครงการที่จะทำร่วมกับแม่ฟ้าหลวงมีพื้นที่ป่านำร่องกว่า 10,000 ไร่ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก ประมาณการคาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นอกจากนี้ ภายในปี 2569 เครือเจริญโภคภัณฑ์จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯจำหน่ายบนแอพพลิเคชั่น TrueMoney เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิใช้งานทันที (Instant Redeem) กลไกในระยะเริ่มต้นนี้ยังไม่มีการถือครองเหรียญ หรือโทเคน ใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชนเพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น
ระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์ โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของป่า
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง โดยข้อมูลจาก Planetary Boundaries ระบุว่า โลกได้ก้าวข้ามขีดจำกัดความยั่งยืนแล้ว 7 ใน 9 ด้าน ขณะที่ Earth Overshoot Day สะท้อนว่ามนุษยชาติใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินกว่าที่โลกจะฟื้นฟูได้ในหนึ่งปี หรือเทียบเท่ากับการนำทรัพยากรของคนรุ่นลูกหลานมาใช้ล่วงหน้า ทั้งนี้ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในอนาคต เนื่องจากกว่า 55% ของจีดีพีโลกยังพึ่งพาฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ภาคธุรกิจและภาครัฐจำเป็นต้องปรับแนวคิดการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติด่านหน้า และต้องผลักดันกลไกทางการเงินและคาร์บอนเครดิตที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน รวมถึงยกระดับการอนุรักษ์จากการกักเก็บคาร์บอนไปสู่การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต้องมองต้นทุนทางธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการดำเนินงาน และควรตระหนักถึงต้นทุนของการไม่ทำอะไร หรือ Cost of Inaction เพราะหากปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในอนาคตจะสูงกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันตั้งแต่วันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



