ตลอดระยะเวลา 90 วันแรกของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพิสูจน์ความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทั้งภาวะกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากพิษสงครามตะวันออกกลาง และแรงกดดันจากประชาชนที่ต้องการเห็นมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
ช่วงที่ผ่านมาในสื่อจะเห็นว่า รัฐบาลอนุทิน 2 ได้เร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ทั้งมาตรการลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่าย อย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” การส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการเดินหน้าผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะพยายามสื่อสารผลงานและผลักดันนโยบายให้เกิดผล แต่เสียงสะท้อนจากประชาชนกลับยังสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ผลสำรวจของนิด้าโพลพบว่าคะแนนนิยมของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยปรับลดลง จาก 26% เหลือ 21%ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี ต้องกำชับรัฐมนตรีทุกกระทรวงเร่งประชาสัมพันธ์ผลงานและผลสำเร็จของรัฐบาลให้ประชาชนรับทราบมากขึ้น
“ผลงาน 90 วัน” จึงไม่ได้เป็นเพียงการวัดผลสำเร็จของนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และพิสูจน์ว่ามาตรการต่างๆ สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
⦁เขย่า ครม. ใครคือ‘รัฐมนตรีโลกลืม’
เมื่อผลสำรวจออกมาไม่ค่อยดีเท่าที่หวัง ทำให้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายกฯอนุทินจำเป็นต้องออกมาส่งสัญญาณเตือนแรงๆ เตือนแรงถึงเหล่ารัฐมนตรีที่ทำงานเงียบจนประชาชนจำไม่ได้ โดยเปรียบเปรยว่าเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” พร้อมย้ำชัดว่ารัฐมนตรีต้องเป็น “หลวงรอบรู้” ไม่ใช่ทำงานเก่งแต่ไม่พูดหรือไม่สื่อสารประชาสัมพันธ์ แม้คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะเพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่เดือน แต่หากรัฐมนตรีคนใดไม่มีผลงานปรากฏต่อหน้าสื่อหรือประชาชน ก็อาจถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้คนที่ทำงานเชิงรุกและสนองนโยบายรัฐบาลได้ดีกว่าเดิม และย้ำชัดว่า ผลสำรวจความนิยมเปรียบเสมือนกระจกส่องตัวเอง เมื่อคะแนนนิยมลดลงก็ต้องเร่งแก้ไข
ท่ามกลางความสงสัยของประชาชน ที่ต่างพากันตั้งคำถาม และคาดการณ์ว่าใครจะอาจมีแววหลุดโผ ทำให้เหล่ารัฐมนตรีต่างตบเท้าออกมาแสดงความมั่นใจในผลงานของตนเองอย่างเต็มที่
เริ่มที่รัฐมนตรีหญิงดาวเด่น ขวัญใจหลายคนตั้งแต่เริ่มเปิดตัวมาครั้งแรกๆ ในยุค ครม.อนุทิน 1 จนมาถึงยุคปัจจุบันอย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ช่วงหลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าตัวหายหน้าไปจากหน้าสื่อและหันไปสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น ทั้งที่เคยโดดเด่นเรื่องการตอบคำถามสื่อมวลชนและการปฏิบัติราชการอย่างขะมักเขม้น จะเป็นรัฐมนตรีโลกลืมหรือไม่ ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้ไปออกรายการดังชี้แจงเรื่องราวต่างๆ รวมถึงล่าสุดได้นัดพูดคุยกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงอย่างเป็นกันเองเพื่อเคลียร์ใจต่อกระแสเชิงลบที่เกิดขึ้น
โดยศุภจียืนยันหนักแน่นว่า ตนเองยังคงปฏิบัติราชการและทำงานขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์อยู่ตลอดเวลา โดยมุ่งเน้นที่เนื้อหาของงานและผลลัพธ์มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งหน้างานของกระทรวงมีความหลากหลาย ตั้งแต่การดูแลเกษตรกรระดับรากหญ้า การตลาดภายในประเทศ ไปจนถึงการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ แต่อาจเกิดความเข้าใจผิดว่าตนหายไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ใช้วิธีมอบหมายให้อธิบดีกรมต่างๆ หรือโฆษกกระทรวง เป็นผู้แถลงชี้แจงแทน ซึ่งตนรับทราบถึงข้อบกพร่องในมิตินี้แล้วว่าการที่ระดับรัฐมนตรีออกมาพูดชี้แจงด้วยตัวเองจะสร้างความชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่า หลังจากนี้จึงพร้อมปรับตัวโดยทำงานควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและพร้อมชี้แจงผ่านหน้าสื่อด้วยตนเองให้มากขึ้น
“ดิฉันไม่ได้หายไปไหนค่ะ ยังคงทำงานต่อเนื่องทุกวันเพราะงานพาณิชย์มีมิติที่ต้องดูแลกว้างขวางมาก แต่อาจจะบกพร่องเรื่องการสื่อสารไปบ้าง เพราะก่อนหน้านี้เน้นมอบหมายให้ระดับอธิบดีหรือโฆษกเป็นคนพูด ซึ่งตอนนี้เข้าใจแล้วว่าน้ำหนักอาจไม่เท่ากับรัฐมนตรีมาชี้แจงเอง หลังจากนี้ดิฉันพร้อมปรับตัวและจะทำงานควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของกระทรวงพาณิชย์ให้บ่อยขึ้นค่ะ” ศุภจีระบุ
ต่อมาด้านกระทรวงเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน อย่างกระทรวงคมนาคม ที่มีรัฐมนตรีลูกบ้านใหญ่ถึง 3 คน อย่าง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และ สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ล่าสุด สิริพงศ์ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงประเด็นรัฐมนตรีโลกลืมว่าจริงๆ รัฐมนตรีทุกคนเขาก็ทำงานอย่างหนักเลยนะ ลงพื้นที่ดูรับฟังปัญหาของประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งก็ต้องขอความเป็นธรรมว่า รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมทำงานโดยตลอด
ส่วนด้านพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคเพื่อไทย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยยังไม่มีสัญญาณปรับ ครม. และรัฐมนตรีทุกคนยังคงตั้งใจทำงานต่อไป
⦁ผลงานมีแต้มแต่เศรษฐกิจยังต้องแก้
สิ่งที่จะบ่งชี้ได้ชัดว่า รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาจะตอบโจทย์หรือไม่ คือผลงานที่ผ่านมา ภาคเอกชนอย่าง ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ประเมินว่า ภาพรวมผลงานรัฐบาลในช่วง 90 วันแรก ให้คะแนนประมาณ 50 คะแนน จาก 100 คะแนน โดยเห็นว่ารัฐบาลมีผลงานบางด้านที่จับต้องได้ แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากขึ้น
ผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้ชัดเจน คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ในมุมมองประชาชนถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี เพราะช่วยให้บรรยากาศการค้าขายกลับมาคึกคัก และเป็นมาตรการที่เห็นผลในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีต้นทุนทางการคลัง เนื่องจากรัฐบาลต้องออกพระราชบัญญัติกู้เงิน ทำให้เกิดภาระต่ออนาคต ดังนั้น หากรัฐบาลจะดำเนินมาตรการลักษณะนี้ต่อ ควรปรับให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ประมาณ 14 ล้านคน เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเกิดประสิทธิภาพมากกว่า
นอกจากด้านเศรษฐกิจ ธนิตมองว่า การบริหารสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะปัญหากัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่รัฐบาลทำได้ชัดเจน เพราะเป็นความคาดหวังสำคัญของประชาชนหลังเข้ามาบริหารประเทศ รวมถึงแนวทางการต่างประเทศของนายอนุทินที่ใช้รูปแบบการทูตแบบเข้าถึงง่าย ผ่านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งช่วยปรับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมองด้านเศรษฐกิจในภาพรวม โดยส่วนตัวเห็นว่ายังไม่เห็นผลงานที่ชัดเจนมากนัก โดยความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเริ่มลดลงจากช่วงแรกที่นายอนุทินเข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากประชาชนมีความคาดหวังสูง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงกลับพบข้อจำกัดจากระบบราชการและปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน
ดังนั้น ธนิตจึงเสนอโจทย์เร่งด่วนของรัฐบาลคือการแก้ปัญหา “สภาพคล่อง” มากกว่าการออกมาตรการแจกเงินเพิ่มเติม เพราะตลาดแรงงานยังไม่ได้มีปัญหารุนแรง และภาคส่งออกยังเป็นแรงพยุงเศรษฐกิจ โดยควรเร่งแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) และปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ระบบธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อ มองว่าไทยอาจผ่านจุดสูงสุดแล้ว หลังราคาพลังงานเริ่มลดลง แต่รัฐบาลควรลดการพึ่งพามาตรการระยะสั้น และหันมาใช้แนวทางสร้างรายได้ เช่น ส่งเสริมการส่งออก ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ด้าน วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองถึงการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาว่า ในระยะสั้นรัฐบาลต้องมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากช่วงที่เข้ามาบริหารประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความรุนแรงพอสมควร โดยเฉพาะประเด็นสงครามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการประคับประคองสถานการณ์และรับมือกับปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ ถือว่ารัฐบาลสามารถผ่านพ้นวิกฤตในช่วงแรกมาได้ในระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกเข้ามากดดัน ทำให้การดำเนินนโยบายหลายด้านต้องชะลอลง และใช้เวลาไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก
สำหรับระยะกลางและระยะยาว สิ่งที่ต้องติดตามคือการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีการขยายตัวของภาระการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จนเริ่มเห็นตัวเลขภาระด้านงบประมาณที่สูงขึ้น ดังนั้น การจัดทำงบประมาณครั้งใหม่จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนว่า จะทำอย่างไรให้การพัฒนาประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม วิศิษฐ์เผยว่า ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างเต็มที่ว่างบประมาณดังกล่าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเพียงใด เพราะถือเป็นงบประมาณชุดใหม่ที่จะสะท้อนแนวทางและฝีมือการบริหารของรัฐบาลอย่างแท้จริง หลังจากที่ผ่านมาเป็นช่วงของการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นหลัก ดังนั้น สิ่งที่ต้องการเห็นจากนี้คือสถานการณ์โลกที่มีความผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อไม่ให้แรงกดดันจากภายนอกเข้ามาทำให้รัฐบาลต้องใช้เวลาไปกับการแก้ไขวิกฤตจนไม่สามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาภายในประเทศได้
ส่วนกรณีคะแนนความนิยมของรัฐบาลลดลง จาก 26% เหลือ 21% นั้น วิศิษฐ์มองว่า หากต้องการฟื้นความเชื่อมั่นในมิติด้านเศรษฐกิจรัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายใหม่ที่สามารถสร้างความชัดเจนและทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการการลงทุนจากต่างประเทศที่ขณะนี้เริ่มมีตัวเลขเข้ามาในระดับที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวไม่ควรมองเพียงตัวเลขเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ทั้งการสร้างผลดีต่อภาคแรงงาน ภาคเอกชน และซัพพลายเชนภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่กระจายไปยังเศรษฐกิจโดยรวม
ส่วนการกำหนดตัวชี้วัดการทำงาน ให้กับรัฐมนตรีและกระทรวงต่างๆ วิศิษฐ์มองว่า ไม่ควรจำกัดเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ แต่ทุกกระทรวงจำเป็นต้องปรับตัว เนื่องจากปัจจุบันมีเครื่องมือใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถช่วยให้ภาครัฐทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น และช่วยลดต้นทุนให้กับภาคเอกชน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
90 วัน ผ่านไปอาจยังไม่ชัด แต่อนาคตใกล้ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ต้องจับตากันต่อ!!



