สุชาติ โอวาทวรรณสกุล เล่าผลงาน 30 ปี สู่ 1,000 ล้าน ผ่าน ‘บริการทำความสะอาด’

19.07.26 | 09:47 น.

ไม่ว่าจะในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต ธุรกิจการให้บริการทำความสะอาด ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ไม่มีวันตาย และตลาดรวมมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก ปัจจุบันธุรกิจบริการทำความสะอาดในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2568 ตลาดรวมมีมูลค่าประมาณ 57,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี

เพียงแต่ธุรกิจประเภทนี้ส่วนใหญ่ 70% เป็นเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เก่าแก่ก็เป็นโนฮาวจากอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐ ล่าสุดจากสิงคโปร์ อีก 30% ที่เป็นสัญชาติไทยนั้นมีชื่อ บริษัท โอวาท โปร แอนด์ ควิก จำกัด หรือ โอวาทเมด รวมอยู่ด้วย

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล เจ้าของและกรรมการบริหาร โอวาทเมด วัย 59 ปี เล่าถึงการบุกเบิกธุรกิจนี้ว่า

“ธุรกิจบริการทำความสะอาด ไม่ง่ายนักที่จะอยู่ได้ด้วยความมั่นคง เป็นธุรกิจต้องเข้าใจ รับแรงกดดันสูง และปรับตัวรับเหตุการณ์ต่างๆ ให้ได้ตลอดเวลา ผมเคยสอนการทำธุรกิจให้ฟรีๆ แต่ไม่นาน ทำได้แค่ 5-6 เดือนก็ต้องเลิก เพราะหัวใจของธุรกิจนี้ ต้องพร้อมในหลายเรื่อง ตั้งแต่แรงงาน ไม่แค่มีทักษะแต่ต้องซื่อสัตย์ จำนวนเพียงพอกับการขยายงานซึ่งตอนนี้เริ่มมีข้อจำกัดด้วย ต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาเสริมกับแรงงานคนไทยที่ลดลง ต้องการบริหารจัดการสภาพคล่องการเงินและสร้างสมดุลให้ได้กับรายได้และเครดิต ด้วยเป็นงานบริการทำความสะอาด เป็นการทำสัญญาล่วงหน้า ต้องมีเงินหมุนเวียนเพียงพอกับการจ่ายเงินเดือนและซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด จึงทำให้ธุรกิจคนไทยแข่งขันกับทุนต่างชาติได้ยากขึ้น”

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล

จากจุดเริ่มต้นของโอวาทเมด เมื่อปี 2542 ที่มีพนักงานเพียง 2-3 คน วันนี้โอวาทเมด เติบโตสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริการทำความสะอาดครบวงจรของไทย มีพนักงานกว่า 2,700 คนในปี 2568 สร้างรายได้กว่า 498 ล้านบาท ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้แตะ 600 ล้านบาท เป้าหมายเติบโตสู่ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือครบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจ

Advertisement

สุชาติเล่าว่า ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการแข่งขันด้านราคา แต่เกิดจากการสร้างมาตรฐานการบริการ ความไว้วางใจของลูกค้า และวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เราให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม เพราะเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้า สิ่งนี้ทำให้เราเติบโตและสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจบริการจัดหาแรงงาน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รวมถึงให้บริการติดตั้งพรม ผ้าม่าน และวอลเปเปอร์ ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

ปัจจุบันธุรกิจบริการทำความสะอาดในประเทศไทยมีการแข่งขันจากผู้ให้บริการหลายกลุ่ม ทั้งผู้ประกอบการไทย ต่างชาติ และแอพพลิเคชั่นบริการแม่บ้านรายวัน แต่ในตลาดB2B (ธุรกิจจ้างธุรกิจ) ยังคงต้องการผู้ให้บริการมืออาชีพที่มีมาตรฐานสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงแรม และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของโอวาทเมดโดยปัจจุบันให้บริการกับองค์กรชั้นนำหลายแห่ง อาทิ มิตซูบิชิ เบทาโกร โซนี่ ซัมซุง กระทิงแดง และคูโบต้า ผ่านเครือข่ายสาขาในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี และลพบุรี

“1-2 ปีนี้ เราต้องปรับกระบวนการทำงานและกลยุทธ์การเติบโตให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ขยับจากลำดับ 11 เป็นติดใน 1 ใน 10 ของธุรกิจบริการทำความสะอาดในไทย โดยปรับตั้งระบบการทำงาน สร้างบุคลากรให้เหมาะกับลักษณะงาน วางความก้าวหน้าของพนักงานในแต่ละด้าน ลงทุนขยายสาขาในต่างจังหวัด และเพิ่มเครื่องมือการให้บริการแบบครบวงจร อย่างเริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทำความสะอาด 2 เครื่อง เข้ามาทำงานร่วมกับพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นำร่องใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20 เครื่องในปี 2570 และในปี 2570 มีแผนก้าวเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ทำความสะอาดและหุ่นยนต์เช็ดกระจก เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้กับธุรกิจบริการทำความสะอาดในประเทศไทย พร้อมกันนี้ขยายฐานลูกค้าไปยังจังหวัดระยอง รองรับการเติบโตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงการเปิดสาขาใหม่อีก 2 แห่ง ในเชียงใหม่และภูเก็ต”

สุชาติเล่าถึงวิธีการเลือกการไปตั้งสาขาในต่างจังหวัดว่า “เงินทุนเราจะเป็นเงินสดหมุนเวียน ไม่เน้นกู้จะดูว่าจะเปิดสาขาที่จังหวัดใด เราต้องมีฐานลูกค้า ที่จ้างเราแบบสัญญาต่อเนื่อง 200-300 คน มองว่าเป็นแหล่งทั้งนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน หรือเป็นเมืองที่ขยายตัวเร็ว ที่เต็มไปด้วย โรงงาน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ หรือชุมชนเมือง ถ้าไปเปิดก่อนแล้วค่อยมีลูกค้า มักไปไม่รอด”

เมื่อถามถึงเคล็บลับการทำธุรกิจให้ก้าวหน้าอย่าง “โอวาทเมด” สุชาติกล่าวเพียง “ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้องเข้าใจ ขยัน เรียนรู้ไม่จบ ปรับให้ทันต่อเหตุการณ์ ผมก็ประสบปัญหาและเจออุปสรรคมามาก แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ ตั้งรับและเปลี่ยนแปลงให้ทัน ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและพันธมิตร ไม่ว่าทำธุรกิจอะไรมีอุปสรรคอะไรก็จะผ่านไปได้ เดิมผมกะว่าทำรายได้แค่ปีละ 300-400 ล้านบาทก็จะเกษียณ แต่ยังชินกับการไม่หยุดนิ่งกับการหาอะไรใหม่ๆ อย่างปีนี้ถือว่าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ (Business Transformation) ครั้งใหญ่ ก่อนส่งผ่านไปยังรุ่นสอง”

เบื้องหลังการเติบโตของโอวาทเมด ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว จุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจส่วนตัวของสุชาติ เมื่อบุตรชายคนแรก (รินชาติ) ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม ทำให้ตนกับภรรยา (เกศริน) ปรับการใช้ชีวิตจากมนุษย์เงินเดือนที่ทำอยู่ ออกมาเป็นสร้างอาชีพของตนเองเพื่อให้เวลาเต็มที่กับบุตรชาย ประคบประหงม จนจบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยว ปัจจุบันมีอายุ 26 ปี และสนุกสนานกับการใช้ชีวิตด้านที่ได้ศึกษามา ไปพร้อมกับการปลูกฝังการรับช่วงการทำธุรกิจให้กับบุตรชายคนที่สอง (ชาติศริน)

ด้วยประสบการณ์ชีวิต และการได้คลุกคลีกับงานเพื่อสังคม ทั้งการเป็นนายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย อุปนายกและเหรัญญิกสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการพิจารณาผลงานการดําเนินโครงการวิจัยและพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสามารถด้านการเรียนรู้ ภาษา และความจําสําหรับเด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรมของหน่วยงานมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทางสติปัญญา และคนพิการทางการเรียนรู้ คณะกรรมการกํากับทิศทางพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ คณะทํางานพิจารณากลั่นกรองโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นต้น สุชาติจึงตระหนักถึงข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของผู้พิการ จึงตั้งใจสร้างองค์กรให้เติบโตควบคู่กับการสร้างโอกาสให้กับผู้พิการ ทำให้บริษัทเปิดรับและจ้างงานผู้พิการกว่า 30 คน ในหลายตำแหน่ง อาทิ ฝ่ายไอที ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายสรรหาบุคลากร ทั้งในรูปแบบการทำงานที่สำนักงาน และ Work from Home

“เราอยากเห็นภาคธุรกิจมองข้ามคำว่าพิการ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับศักยภาพของแต่ละบุคคล เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ เติบโต และก้าวหน้าในสายอาชีพเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป เพราะเมื่อได้รับโอกาสที่เหมาะสมคนเหล่านี้สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคมได้ไม่ต่างกัน” สุชาติทิ้งท้าย