กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาล “อนุทิน 2” กำลังทยอยแถลงผลงานในช่วงกว่า 90 วันของการเข้าบริหาร รวมถึงประกาศแผนงานต่างๆ ที่จะเร่งดำเนินการจากนี้ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอยู่มาก อย่าง ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังผ่านช่วงอ่อนแรงสุดของปีในไตรมาส 2 โดยปัจจัยบวก มาจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก สหรัฐ-อิหร่านลงนามสัญญาพักรบชั่วคราวแม้มีโอกาสกลับมาสู้รบกันใหม่ การส่งออกของไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ พร้อมฟันธง 5 ข้อมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 คือ ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปีที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1% สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และรัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น
ขณะเดียวกัน หลายสำนักวิเคราะห์ยังมองเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และอัตราเติบโตยังต่ำ การจะเห็นตัวเลขปีนี้โตได้ 3% เป็นไปได้ยากจึงมีข้อเสนอต่อนโยบายรัฐบาล อะไรบ้างที่ควร “ตัด-ต่อ-เสริม-แต่ง”
⦁‘อย่าล่าช้า’ขับเคลื่อนนโยบาย
เริ่มที่ภาคธุรกิจ นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุ สรท.เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน โดย “ตัด” ความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ ขั้นตอนราชการ และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การค้า และการส่งออก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ “ต่อ” การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ท่าเรือ ระบบราง ด่านการค้า และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและรองรับการขยายตัวของการค้าโลก “เสริม” ศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนานวัตกรรม การยกระดับผลิตภาพ และการขยายตลาดส่งออกใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และ “แต่ง” ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) การรักษาตลาดเดิม และการเปิดตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักและกระจายความเสี่ยงของภาคการส่งออก
เมื่อถามถึงผลงานรัฐบาลในช่วง 90 วันที่ผ่านมา นายธนากรมองว่า “สิ่งที่พอใจมากที่สุด” คือ ภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในหลายด้าน ซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องและควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดย “สิ่งที่พอใจน้อยที่สุด” คือการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลายด้านยังล่าช้า โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชน ส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจยังชะลอตัว
สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การสร้างความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ การกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานที่แน่นอน และการตัดสินใจที่รวดเร็วมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ในแง่การบริโภคภายในประเทศ เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคบริการและการท่องเที่ยว แต่กำลังซื้อโดยรวมยังไม่แข็งแรง
ครัวเรือนยังมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ของหลายภาคส่วนยังไม่ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต ประกอบกับค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนยังใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ดังนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่กระจายตัวทั่วถึง และยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่กัน
นายธนากรกล่าวถึงมุมมองของภาคเอกชนต่อการปรับคณะรัฐมนตรีว่า “สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร การมีเอกภาพในการตัดสินใจ และการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม หากการปรับคณะรัฐมนตรีจะช่วยให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนในแง่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า”
ขณะที่ นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แนะว่า การใช้ประโยชน์สูงสุดจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ต้องกางแผนที่ยุทธศาสตร์และกำหนดกลยุทธ์ในการบริหาร จัดการแต่ละมาตรการ โครงการที่มีเป้าหมายชัดเจน วิธีการดำเนินการที่โปร่งใส และผลลัพธ์ตัวชี้วัดที่จะสร้างความเข้มแข็ง ให้กับระบบเศรษฐกิจ การพลิกโฉมพลังงานทั้งประเทศสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นขั้นตอนและรูปธรรม โดยคำนึงถึงการลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มการเข้าถึงการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเป็นธรรม การส่งเสริมการลงทุนห่วงโซ่ซัพพลายเชนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมที่จะต้องขยายผลกระจายสู่เอสเอ็มอีให้ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณประจำปี 2570 ต้องเร่งการใช้ประโยชน์รวบรวมสร้างฐานข้อมูลเพื่อการวางแผน วิเคราะห์ ประเมิน ติดตามแต่ละโครงการให้เกิด “High Impact Value” และรวดเร็วจะก่อให้เกิด “Quick Big Win” ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
ผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาล 90 วัน มองใน 7 เรื่อง คือ 1.ด้านความมั่นคงเห็นการป้องกันเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา กับปัญหาความสุ่มเสี่ยงความขัดแย้งรอบใหม่ เห็นถึงการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ความเฉียบขาดจัดการกับกลุ่มทุนหรือผู้ร่วมขบวนการปล้นประชาชน จัดการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเดิมทั้งต้นทุนและราคา 2.ด้านเศรษฐกิจ ใช้ยาขนานวิเศษผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่ยังเป็นการเพิ่มกำลังซื้อประชาชนในระยะสั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษี และขาดการจูงใจให้เข้าสู่ระบบฐานภาษีอย่างถูกต้อง ควรเพิ่ม อาทิ การนิรโทษกรรมทางภาษีเพื่อรีเซตธุรกิจเข้าสู่ในระบบ การขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การยกเลิกระบบภาษีเหมาจ่าย การสนับสนุนสำนักงานบัญชีคุณภาพมาตรฐานขยายฐาน การดูแลนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เป็นต้น ขณะที่เครื่องยนต์การลงทุน FDI ไปได้ด้วยดี แต่การเชื่อมโยง ส่งเสริม TDI และธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม จำเป็นต้องเร่งแผนขับเคลื่อนการลงทุนในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภูมิภาค ควบคู่นิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการกระจายรายได้และดึงฐานการลงทุนใหม่ภายในประเทศ สิ่งสำคัญ คือ แก้หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ ส่งเสริมเติมเต็มแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำให้กับเอสเอ็มอี และมีระบบพี่เลี้ยงที่ปรึกษาอย่างเป็นระบบ
3.ด้านปราบยาเสพติด ปัญหาเรื้อรังยังขาดการจัดการอย่างเฉียบขาด ที่ต้นทาง ภาระคดีความ การถูกจองจำในราชทัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี อีกทั้งเห็นการเล็ดลอดยาเสพติดจากไทยไปต่างประเทศทำลายภาพลักษณ์ 4.ด้านป้องปรามทุจริตคอร์รัปชั่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การซื้อขายตำแหน่ง การสนับสนุนทุนเทานอกระบบ ต้องเร่งแก้ไข ก่อนไทยถูกมองเป็นประเทศไร้เครดิตในสายตาชาวโลก 5.ด้านสิ่งแวดล้อม ต้องเดินหน้า จัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 นำพาผู้ประกอบการเข้าสู่ธุรกิจ คำนึงถึงความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมเข้มข้นมากขึ้น
6.ด้านการศึกษา กับปัญหาหนี้ กยศ. หนี้ครู ต้องชัดเจนในการสร้างนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อการแก้หนี้ ปฏิรูปและลดความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย และวางยุทธศาสตร์ พัฒนากำลังคน ทักษะสูงตลอดทุกช่วงวัยรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ 7.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล AI ขนส่ง คมนาคม แหล่งน้ำระบบการป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นต้น
“การปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี หรือปรับคณะรัฐมนตรี เป็นทางเลือก ส่วนตอบโจทย์หรือไม่ ไม่อยู่ที่รัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว หากแต่ผู้นำรัฐบาลต้องมีกลยุทธ์ในการบังคับบัญชาและเป็นผู้นำในการกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละเรื่องที่สำคัญ ดังเคยกล่าวไว้ว่า พูดแล้วทำ เพราะความล่าช้าอาจเป็นหนทางที่นำไปสู่หุบเหวของเศรษฐกิจประเทศ”
⦁ให้โจทย์‘ตรงจุด-ถูกทาง-เสริมสิ่งขาด’
ฝั่งวิชาการ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุ รัฐบาลควรเปลี่ยนจากนโยบายเศรษฐกิจแบบ “กระตุ้นเป็นครั้งๆ” แต่หันไปแก้ปัญหาค่าครองชีพและแก้หนี้ให้ตรงจุด เพิ่มศักยภาพแรงงานและการผลิต การลงทุนในเศรษฐกิจ AI ความสามารถแข่งขันการส่งออก และต้องทำให้รายได้ของประชาชนและธุรกิจไทยเติบโตได้ หลังมาตรการกระตุ้นหมดลง (ไทยช่วยไทยพลัส)
“ตัด” สิ่งที่ไม่ตรงจุด 1.ตัดมาตรการแจกเงินแบบกว้าง มาตรการช่วยค่าครองชีพหรือกระตุ้นการใช้จ่ายยังจำเป็นในภาวะที่ประชาชนรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน แต่ไม่ควรแจกแบบครอบคลุมทุกคนหรือทำต่อเนื่องโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเงินส่วนหนึ่งอาจไปอยู่กับผู้ที่ไม่ได้มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และสร้างผลต่อเศรษฐกิจเพียงชั่วคราว ควรเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่ม ได้แก่ ครัวเรือนรายได้น้อย ผู้สูงอายุและผู้พิการ เกษตรกรรายย่อย และผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน 2.ตัดงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ ต้องตัดงบประมาณโครงการที่หน่วยงาน ทำซ้ำกัน และโครงการที่ใช้งบประมาณติดต่อกันหลายปี โดยโอนงบประมาณไปโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจชัดเจน เช่น ระบบน้ำและการป้องกันภัยพิบัติ การพัฒนาทักษะแรงงาน ห้องปฏิบัติการและการรับรองมาตรฐานสินค้าและโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์
“ต่อ” นโยบายที่มาถูกทาง คือ 1.ส่งเสริม SME และพัฒนาศักยภาพของ SMEs ซึ่ง SMEs สามารถหาตลาดได้และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องเน้นสินค้า Made in Thailand รวมทั้งการช่วย SME เข้าถึงเงินทุน เป็นนโยบายที่ควรดำเนินต่อ 2.การเปิดตลาดใหม่และรักษาตลาดส่งออกเดิม โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2016-2025) มีหลายตลาดส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลง (เช่น อาเซียน เอเชียตะวันออก และแอฟริกา เป็นต้น) ต้องเร่งรักษาสัดส่วนการส่งออกตลาดเดิมกลับมา และไทยต้องเดินหน้าความสัมพันธ์กับอาเซียน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และหาตลาดเกิดใหม่ โดยไม่พึ่งตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะตลาดสหรัฐและจีน นอกจากนี้ทำความร่วมมือไทย-มาเลเซียในการคลี่คลายข้อพิพาทสินค้าประมง พัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน และอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร
“เสริม” สิ่งที่ยังขาด ได้แก่ 1.เสริมกำลังซื้อผ่านรายได้ ไม่ใช่การแจกเพียงอย่างเดียว การบริโภคภาคประชาชนยังเป็นแรงขับเคลื่อน รัฐบาลจึงต้องเพิ่มรายได้เกษตรกรและ SMEs ด้วยการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มค่าจ้างตามทักษะและผลิตภาพ ไม่ใช่ปรับแบบอัตราเดียวทั่วประเทศ และสร้างงานในจังหวัดรองผ่านการลงทุนและการท่องเที่ยวคุณภาพ 2.เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน ก๊าซ ต้นทุนขนส่ง ปุ๋ย ปิโตรเคมี และวัตถุดิบอุตสาหกรรม รัฐบาลควรเร่งทำคือ กระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ส่งเสริมโซลาร์ภาคครัวเรือนและโรงงาน และเปิดให้ธุรกิจซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรง 3.เสริมทุนมนุษย์อย่างตรงกับตลาดแรงงานนโยบาย AI และอุตสาหกรรมใหม่จะไม่ประสบผล หากประเทศไทยไม่มีบุคลากรที่รู้เท่าทัน AI เช่น ช่างเทคนิค วิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นต้น ควรเปลี่ยนให้เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตร และรัฐจ่ายเงินสนับสนุน AI ตามผลลัพธ์ เช่น ผู้ผ่านหลักสูตรได้งาน รายได้เพิ่ม หรือมีใบรับรองทักษะที่นายจ้างยอมรับ
มองผลงาน 90 วันอย่างไร รศ.ดร.อัทธ์ระบุ พอใจมากกับประเด็นการลดภาระค่าไฟ ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จากนี้ควรช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมส่งเสริมโซลาร์หลังคา แต่ยังพอใจน้อย ประเด็นการรับมือวิกฤตราคาพลังงาน เพราะไม่สามารถแก้ไขราคาน้ำมันได้ทันท่วงทีและโครงสร้างราคาน้ำมันยังเหมือนเดิม จากนี้ควรลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้า หาแหล่งน้ำมันใหม่ ใช้พลังงานทางเลือก ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ด้านส่งออก พอใจระดับปานกลาง แม้ครึ่งปีแรก 2569 ขยายตัวกว่า 10% จากนี้ควรกระจายตลาด ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินและตลาด เข้มงวดสินค้านำเข้า เช่นเดียวกับ พอใจปานกลาง กับการดึงการลงทุน แม้เริ่มดึงผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและ Data Center โดยควรเพิ่มการผูกกับการจ้างแรงงานไทย การซื้อจากซัพพลายเออร์ไทย การใช้ไฟฟ้าสะอาด และการตั้งศูนย์วิจัยในประเทศ ส่วนประเด็นการปราบทุจริตสอบท้องถิ่น พอใจปานกลาง แม้เปิดเผยการแก้คะแนนและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องสะท้อนการไม่ปล่อยผ่าน แต่ต้องรอผลสรุปทำจนจบคดี จากนี้เร่งปรับระบบสอบให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ และให้หน่วยงานภายนอกร่วมกำกับ ขณะที่ประเด็นการแก้หนี้ครัวเรือนและเพิ่มรายได้ พอใจน้อย เพราะยังไม่เห็นผลลัพธ์ขนาดใหญ่ที่วัดได้ชัดเจน จากนี้ควรตั้งเป้าจำนวนบัญชีที่แก้สำเร็จ และสัดส่วนหนี้ต่อครัวเรือนลดลง
ถามถึงความเห็นต่อการถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรีหรือยัง รศ.ดร.อัทธ์มองว่า “ควรปรับ ครม. และเปลี่ยน รมต. เพราะรัฐมนตรีหลายท่านไม่มีผลงานเชิงประจักษ์ที่สามารถจับต้องได้ นโยบายที่ออกมาแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ประชาชนผิดหวังในการแก้ปัญหา”
พร้อมมองถึงทิศทางการบริโภคภายในประเทศ ช่วงครึ่งปีหลังว่า มีสัญญาณดีขึ้นจากการท่องเที่ยว และมาตรการลดค่าครองชีพ แต่กำลังซื้อยังไม่ดีขึ้นมาก เพราะครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญภาระหนี้สูง รายได้เติบโตช้ากว่าค่าครองชีพ และการใช้จ่ายยังพึ่งพากลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงเป็นหลัก โดยสถานการณ์ปัจจุบัน กำลังซื้อประชาชนฟื้นบางส่วน การใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้นสินค้าจำเป็นยังขายได้ดี แต่สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทนฟื้นตัวช้ากว่า ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังสูง เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการบริโภค ด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการฟื้นไม่เท่ากัน ห้าง ร้านอาหาร และเมืองท่องเที่ยวดีขึ้น แต่ร้านค้าชุมชนหลายแห่งยังเผชิญกำลังซื้อจำกัด และเศรษฐกิจต่างจังหวัดยังฟื้นช้ากว่าเมืองใหญ่ รายได้เกษตรและเศรษฐกิจท้องถิ่นยังไม่ฟื้น
ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ช่วงกว่า 90 วันของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หลายเรื่องถือว่าทำได้ดี และควรทำต่อเนื่อง ได้แก่ 1.นโยบายเชิงรุกต่างประเทศ ตั้งแต่การรับมือปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชา การเยือนพบปะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ไทยกับจีน ไทยกับยุโรป 2.แก้ปัญหาเฉพาะหน้า รับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งขึ้นราคาน้ำมันในประเทศใกล้เคียงกับตลาดโลก ทำให้คนไทยรับรู้ว่าต้องปรับตัวรับวิกฤตราคาน้ำมันระยะยาว การเข้าแทรกแซงกองทุนน้ำมันให้สอดรับกับสถานการณ์ จนไม่เกิดภาวะช็อกเกินไปในระบบขนส่งและการผลิตสินค้า พร้อมกับออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.ใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ คุมเงินเฟ้อ ป้องกันวิกฤตพลังงานระยะยาวผ่านผลักดันใช้พลังงานสะอาด 4.เร่งเจรจาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น เอฟทีเอไทย-อียู เจรจาสหรัฐปลดล็อกมาตรการภาษีนำเข้าสูงกับไทย 5.วางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยโตในระยะยาว มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ส่งเสริมขีดความสามารถแข่งขัน ทำ Thailand FastPass จูงใจลงทุน และหนุนป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น
“ทุกเรื่องต้องสานต่อ สิ่งที่ต้องเสริม แต่ง คือ ดันตัวเลขจีดีพีให้โตเกิน3% จึงควรเร่งนโยบายที่ไทยจะส่งเสริม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เกิดเป็นรูปธรรม เพิ่มการอำนวยความสะดวก (Doing Business) มากขึ้น ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นต้องร่วมมือทำงาน และวางโครงการพื้นฐาน เช่น แหล่งน้ำ ป้องกันภัยแล้งภัยท่วม ไฟฟ้า ประปา ต้องไม่ติดขัด ระยะยาวเรื่องรีสกิลอัพสกิลทักษะแรงงาน เป็นเรื่องสำคัญ นำเอไอมาไทย ส่งเสริมเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จีน รองรับอุตสาหกรรมใหม่ อีกเรื่องลดปัญหาแรงงานไทยในอนาคต จากปัจจุบันอัตราประชากรไทยเกิดน้อยกว่าการเสียชีวิต ดังนั้นการเปิดรับแรงงานต่างด้าวที่คุณภาพและทักษะ ต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้” นายธนวรรธน์กล่าว
ปีงบประมาณ 2570 จะเริ่มตุลาคมนี้ ต้องวัดใจ ครม. “อนุทิน” จะตัด-ต่อ-เสริม-แต่ง นโยบายและในทางปฏิบัติ ได้แค่ไหน

