รีไซเคิลแบตลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอุตฯอีวี

22.07.26 | 10:07 น.
รีไซเคิลแบตลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของไทยกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด เฉพาะครึ่งปีแรก 2569 ยอดจดทะเบียนทะลุ 100,000 คัน เพิ่มขึ้น 90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ครองส่วนแบ่งตลาด 30% และคาดว่าสิ้นปีจะทำสถิติใหม่มากกว่า 150,000 คัน เติบโตมากกว่า 50%

โดยอีวีมีแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญในการวิ่งบนท้องถนน รถยนต์ 1 คันกับแบตเตอรี่ 1 ก้อน ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมแผนรองรับซากแบตเตอรี่ที่จะหมดอายุในอนาคต

ล่าสุด กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จับมือ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ยกระดับความร่วมมือในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการรีไซเคิลซากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ไปต่อยอดขยายผลสู่ภาคการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบทดแทน

อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ให้ข้อมูลว่า กพร.มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะ หรือของเสีย (Secondary Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบให้แก่ประเทศ โดยได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้พัฒนาขึ้นมากกว่า 90 เทคโนโลยี และหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ได้แก่ เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ซึ่ง กพร.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565

Advertisement

ปัจจุบัน กพร.ประสบความสำเร็จในการนำเซลล์แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้งานแล้วมาประกอบใหม่เพื่อใช้ซ้ำ (Reuse) ในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน รวมทั้งได้พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้งานแล้วอย่างครบวงจร เพื่อให้ได้ผงขั้วไฟฟ้า (Black Mass) ที่มีคุณภาพสูง และมีสิ่งเจือปนต่ำ แล้วนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลด้วยกระบวนการโลหะวิทยาเพื่อให้ได้สารตั้งต้น (Precursor) ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) และโรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

“เป้าหมายหลักของ กพร.คือการขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรม การร่วมมือกับบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจพลังงานทางเลือกและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน” อดิทัตเน้นย้ำ

ด้าน ฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกไปสู่พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม หากประเทศไม่มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่เหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาสะสมในระยะยาวทั้งในด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน หากแบตเตอรี่เหล่านี้ถูกทิ้งไปโดยไม่มีการรีไซเคิล ประเทศก็จะสูญเสียวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตได้อีกครั้ง ดังนั้น การรีไซเคิลแบตเตอรี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการกำจัดของเสีย แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ความมั่นคงด้านวัตถุดิบ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ อมิตาพร้อมสนับสนุนการจัดหาแบตเตอรี่และวัสดุจากกระบวนการผลิตเพื่อใช้ในการศึกษาและพัฒนา พร้อมทั้งร่วมวิเคราะห์และทดสอบวัตถุดิบที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยของภาครัฐ มาผสานกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและความพร้อมด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพให้สามารถก้าวจากระดับห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบไปสู่การประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง” นายฉัตรพลกล่าว

ขณะที่ กิตติพันธุ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กพร. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการจัดหาวัตถุดิบทดแทนคุณภาพสูงที่ได้จากการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ เพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่

ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าซากแบตเตอรี่ได้ไม่น้อยกว่า 260,000 บาทต่อตัน พร้อมทั้งลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน