ส่องเศรษฐกิจ ‘เวลเนส’ เจาะลึกโอกาส ‘ไทย’ สู่ฮับโลก
หมายเหตุ – น.ส.ปรารถนา ปุณณกิติเกษม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ประเมินโอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่ตลาดยุทธศาสตร์สุขภาพ Thailand’s Golden Era in the Wellness Economy วิเคราะห์จุดแข็ง โครงสร้างยุทธศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นหมุดหมายใหม่ของโลกอย่างยั่งยืน
- ภาพรวมและสถานการณ์เศรษฐกิจ Wellness โลกและประเทศไทย
เศรษฐกิจ Wellness ในระดับสากลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และไม่ได้เติบโตเพราะเป็นแฟชั่น แต่เติบโตเพราะ 1.โครงสร้างประชากร 2.ภาระโรคเรื้อรัง และ 3.ค่านิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนพร้อมกัน โลกกำลังย้ายจากการจ่ายเงินเมื่อป่วย ไปสู่การลงทุนเพื่อไม่ให้ป่วยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานขึ้น
จากข้อมูลล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 7.9% จากปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนทะลุ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้บริโภค องค์กร และภาครัฐทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย GWI ประเมินมูลค่า Wellness Economy ของไทยไว้สูงถึง 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 1.5 ล้านล้านบาท ในปี 2024 ขยายตัวสูงถึง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก, อันดับที่ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 15 ของโลกในกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีการเติบโตด้านค่าใช้จ่ายในหมวดนี้สูงถึง 36.4% ในปีเดียว ตัวเลขนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เรามีฐานตลาด ชื่อเสียง และความพร้อมในระดับโลกอยู่แล้ว
“ไทยมีข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นสร้างตามได้ยาก เพราะมีวิทยาศาสตร์สุขภาพ + การบริการแบบไทย + ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม + ธรรมชาติ อยู่ในประเทศเดียวกัน ซึ่งโอกาสใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การขายบริการแยกชิ้น แต่อยู่ที่การออกแบบเส้นทางสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ประเมินความเสี่ยง ป้องกัน ฟื้นฟู ติดตามผล และกลับไปใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และเงื่อนไขของการเติบโตระยะยาวคือ Trust: มาตรฐาน การพิสูจน์ผลลัพธ์ การคุ้มครองข้อมูล และการสื่อสารที่ไม่กล่าวอ้างเกินหลักฐาน

- ปัจจัยเชิงโครงสร้างอะไรบ้างที่ขับเคลื่อนให้เรื่อง Wellness กลายมาเป็นความมั่นคงใหม่ของชีวิตมนุษย์?
มี 4 ปัจจัยหลักเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนเรื่อง Wellness จาก “ทางเลือก” มาเป็น “ความจำเป็น” คือ 1.โครงสร้างประชากร-โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ สำหรับประเทศไทย เรามีสัดส่วนประชากรสูงอายุอยู่ที่ 20.5% ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 31% ในปี 2040 ทุกคนไม่ได้ต้องการแค่มีอายุยืนยาว (Lifespan) แต่ต้องการ Healthspan หรือการมีสุขภาพกายและใจที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ มีความคิดแจ่มใสยาวนานที่สุด 2.การเพิ่มขึ้นของกลุ่มโรค NCDs-ภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเชิงเศรษฐศาสตร์และสาธารณสุข “การป้องกันมีต้นทุนที่ถูกกว่าการรักษาหลายเท่า” ทำให้คนยุคนี้ย้ายงบประมาณจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล มาเป็นการจ่ายเพื่อป้องกันโรค
3.พฤติกรรมและค่านิยมผู้บริโภค-ผู้บริโภคเปลี่ยนมุมมองว่า สุขภาพคือ “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ที่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจ Future of Wellness ของ McKinsey ในผู้บริโภคกว่า 9,000 คน ระบุว่า 84% ของคนอเมริกัน และ 94% ของคนจีน ยกให้ Wellness เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของชีวิต โดยกลุ่มหลักที่มีกำลังซื้อสูงสุดคือ Gen Z และ Millennials
4.การสนับสนุนจากเทคโนโลยี-เทคโนโลยีลดต้นทุนและทำให้การป้องกันเฉพาะบุคคลเกิดขึ้นได้จริง อย่าง Wearable Devices เช่น Apple Watch, WHOOP, AI Screening, Telehealth และ Digital Coaching ช่วยลดต้นทุนข้อมูล ทำให้เกิดการดูแลและป้องกันสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลได้จริง

- หากต้องการให้ประเทศไทยให้เป็น ‘New Magnet Economy’ ด้าน Wellness ควรมีโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง?
แนวคิด Magnet Economy คือเศรษฐกิจที่ดึงดูด 3 สิ่งเข้าประเทศพร้อมกัน ได้แก่ กำลังซื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศ, บุคลากรทักษะสูง และเงินลงทุนระยะยาว ซึ่งต้องขับเคลื่อนผ่าน 4 นวัตกรรม และ 5 องค์ความรู้ ให้เข้ามาหมุนเวียนและสร้างคุณค่าระยะยาว 1.Trust Infrastructure (โครงสร้างด้านความไว้วางใจ) การสร้างมาตรฐานกลางของประเทศสำหรับสถานประกอบการ บุคลากร และบริการ ความโปร่งใสด้านราคา การคุ้มครองผู้บริโภค และการวัดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างเกินจริง สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการทั้งไทยและต่างชาติ 2.Health Data Infrastructure (โครงสร้างข้อมูลสุขภาพ) ระบบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายใต้หลักความยินยอม และ PDPA เพื่อดูแลสุขภาพของลูกค้าร้อยเรียงกัน ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ระหว่างพำนัก จนถึงหลังเดินทางกลับ
3.Talent Infrastructure (โครงสร้างบุคลากรทักษะสูง) การพัฒนาบุคลากรแบบสหวิทยาการ ที่ผสานทักษะสุขภาพ การบริการ ภาษาต่างประเทศ ดิจิทัล และความเข้าใจวัฒนธรรม ครอบคลุมตั้งแต่นักบำบัด แพทย์ พยาบาล ผู้จัดการรีสอร์ต/สปา Wellness Coach นักกำหนดอาหาร เชฟ ไปจนถึงนักวิเคราะห์ข้อมูล
4.Seamless Journey Infrastructure (โครงสร้างการเดินทางไร้รอยต่อ) อำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เรื่องวีซ่า ประกันภัย ระบบชำระเงิน การแปลภาษา การต้อนรับที่สนามบิน การส่งต่อ และ Aftercare แบบจุดเดียวจบ
5.Place-based Cluster Infrastructure (โครงสร้างความเชี่ยวชาญตามพื้นที่) สร้างจุดเด่นให้แต่ละโซนตามศักยภาพภูมิศาสตร์ ไม่ควรทำทุกจังหวัดเหมือนกัน แต่สร้างความเชี่ยวชาญตามทุนของพื้นที่
6.Thai Wellness Brand (การสร้างแบรนด์ประเทศ) ยกระดับภาพลักษณ์จากเพียงแค่จุดหมายปลายทางของอาหารหรือสปา มาสู่แบรนด์ “Thai Wellness” ที่ผสานภูมิปัญญาไทย มาตรฐานการแพทย์ และสากลเข้าด้วยกัน

- จุดแข็งหรือ ‘ข้อได้เปรียบ’ 4 ด้าน (4 Hs) ที่ทำให้ประเทศไทยโดดเด่นในระดับโลกคืออะไร?
ไทยเปรียบเหมือนดินแดนที่มีความพร้อมรอบด้าน ผ่านข้อได้เปรียบ 4 Hs Health Science (วิทยาศาสตร์สุขภาพ) ไทยมีโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในลำดับต้นๆ ของโลก มีมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็ง เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีโรงพยาบาลถึง 11 แห่งในเครือ มีความพร้อมทั้งด้านการป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และการแพทย์แม่นยำ
Hospitality (การบริการแบบไทย) วัฒนธรรมการบริการที่อบอุ่น ใส่ใจ ละเอียดอ่อน และมี Human Touch ที่ลงลึกถึงหัวใจ ซึ่งเทคโนโลยีหรือ AI ไม่สามารถทดแทนได้ ผู้รับบริการจะรู้สึกได้รับการดูแลเหมือนญาติมิตรหรือคนในครอบครัว
Heritage (ทุนทางวัฒนธรรม) มรดกทางวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนระดับโลก เช่น นวดไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย มวยไทย วิถีพุทธ และสมาธิบดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์หาครอบครองได้ยาก
Habitat (สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ) ความหลากหลายทางธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา ป่าไม้ น้ำพุร้อน และภูมิอากาศที่มีแสงแดดตลอดทั้งปี เอื้อต่อการฟื้นฟูสุขภาพกายและใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ข้อได้เปรียบจะไม่กลายเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืนโดยอัตโนมัติ หากผู้ประกอบการแข่งกันลดราคา ขยายเกินความสามารถของพื้นที่ หรือใช้คำว่า wellness โดยไม่มีมาตรฐาน เราจึงต้องเปลี่ยนจาก “volume strategy” เป็น “value strategy” ดึงดูดลูกค้าที่เหมาะกับจุดแข็งของพื้นที่ สร้างประสบการณ์ที่ลึกขึ้น และวัดผลทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม

- หลักบริหาร Ecosystem ระยะยาว
Prove วัด outcomes เช่น การนอน ความเครียด สมรรถภาพ การควบคุมความเสี่ยง และคุณภาพชีวิต โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและไม่กล่าวอ้างเกินหลักฐาน
Specialize สร้าง destination specialization และมาตรฐานเฉพาะสาขา แทนการทำแพคเกจเหมือนกันทั่วประเทศ
Protect ต้องรักษาความสมดุลระหว่างตลาดต่างประเทศกับการเข้าถึงบริการของคนไทย รายได้จากตลาดมูลค่าสูงควรช่วยพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีคุ้มครองผู้บริโภค ข้อมูลสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ และกำลังคนในระบบสุขภาพ ไม่ให้ตลาดต่างชาติทำให้ประชาชนไทยเข้าถึงบริการยากขึ้น
Share ต้องทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า ออกแบบ revenue sharing, local sourcing และการพัฒนาทักษะ เพื่อให้ SMEs และชุมชนเป็นเจ้าของคุณค่า ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างราคาต่ำ การจัดซื้อวัตถุดิบท้องถิ่น การพัฒนามาตรฐานสมุนไพรและอาหาร การสร้างแบรนด์ร่วม และโมเดลแบ่งรายได้ จะทำให้ Wellness เป็นเศรษฐกิจที่สร้างทั้งความมั่งคั่งและความเข้มแข็งทางสังคม

- จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเกิด ‘ภาพจำใหม่’ ในฐานะศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก?
ไทยไม่ควรขายเพียงแพคเกจสปา แต่ควรขาย “เส้นทางสู่ชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งวัดผลได้” เราต้องเปลี่ยนภาพจำเดิม และสื่อสารว่า “การมาประเทศไทย คือเส้นทางสู่อนาคตชีวิตที่ดีขึ้นอย่างวัดผลได้” ผ่านกลยุทธ์ 3S
Science (วิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์) ต้องมีงานวิจัยรองรับ ใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบการดูแลเฉพาะบุคคล สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ยกระดับสู่ Evidence-based Thainess นำภูมิปัญญาไทยมาพิสูจน์ด้วยงานวิจัย ยกระดับด้วยมาตรฐาน และเล่าเรื่องด้วยแบรนด์ที่ทันสมัย
Soul of Thailand (จิตวิญญาณความเป็นไทย) นำเสนอเอกลักษณ์ มิตรภาพ ความเอื้ออาทร และการดูแลแบบองค์รวมที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณความเป็นไทย
Seamless Service (บริการไร้รอยต่อ) การดูแลที่ไม่จบแค่ในทริป แต่ดูแลต่อเนื่อง เช่น โปรแกรม Healthy Aging Journey 90 วัน ที่ประเมินล่วงหน้าก่อนเดินทาง มาฟื้นฟูที่ไทย และมี Tele-coaching ติดตามผลได้เมื่อกลับประเทศ

- มหาวิทยาลัยมหิดล โดยวิทยาลัยการจัดการ (CMMU) มีบทบาทและนวัตกรรมการศึกษาอย่างไรในการสนับสนุนเรื่องนี้?
รศ.ดร.ปรารถนา กล่าวว่า CMMU มีพันธกิจสำคัญในการสร้าง “Wellness Leaders” หรือผู้บริหารที่สามารถ “แปลภาษา 2 โลก” ได้ ทั้งโลกของการบริหารจัดการธุรกิจ และโลกของธุรกิจสุขภาพ เราพัฒนาหลักสูตรมาแล้วกว่า 14 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2012 ครอบคลุมทั้ง หลักสูตรนานาชาติ Healthcare and Wellness Management เน้นสร้างผู้บริหารระดับสากล ได้รับความนิยมจากทั้งนักศึกษาไทยและต่างชาติ เช่น แพทย์จากประเทศเพื่อนบ้าน, หลักสูตรภาษาไทย Healthcare Business Management สำหรับแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพ, หลักสูตรควบปริญญา MDMM & PiShape ความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี หลักสูตร 6+1 ปี ได้ 2 ปริญญา และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีทักษะการบริหารจัดการระดับสูง นอกจากนี้ เรายังมีงานวิจัยและ Consulting Projects ที่ให้อาจารย์และนักศึกษาลงไปแก้โจทย์จริงให้กับภาคอุตสาหกรรม โรงแรม โรงพยาบาล และชุมชน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว
- แนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และการศึกษา ควรขับเคลื่อนอย่างไร?
หัวใจสำคัญคือ การไม่แข่งกันตัดราคา แต่เน้นสร้างคุณค่า (Value Strategy) และกระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชน
ภาครัฐ กำหนดมาตรฐานกลาง อำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ภาษี คุ้มครองผู้บริโภค และเชื่อมโยงเป้าหมายของทุกกระทรวงให้ไปทางเดียวกัน (เช่น การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสาธารณสุข)
ภาคเอกชน สร้างสรรค์นวัตกรรมบริการใหม่ๆ ออกแบบแพคเกจที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม และสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เป็นธรรม
ภาคการศึกษา ผลิตบุคลากร ผลิตงานวิจัยเชิงประจักษ์ และเป็นพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจใหม่
Sharing Models เช่น การทำ Thailand Wellness Pass แพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือชุมชนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เข้ามาร่วมในห่วงโซ่คุณค่าด้วยระบบการแบ่งปันรายได้ที่โปร่งใส หรือ Shared Specialist Network แพลตฟอร์มจับคู่ผู้เชี่ยวชาญอิสระ เช่น นักจิตวิทยา นักกำหนดอาหาร นักกายภาพ กับสถานประกอบการขนาดเล็ก

- Wellness Economy จะเป็นอนาคตของ ‘Luxury ใหม่’ ของโลกอย่างไร?
ในอดีตความหรูหรามักถูกนิยามด้วยวัตถุ ความหายาก และสถานะ แต่เมื่อผู้คนเผชิญความเร่งรีบ ความเครียด มลภาวะ การนอนที่ไม่เพียงพอ และความไม่แน่นอน Luxury จึงเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ซื้อยากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ เวลา ความสงบ ความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ การฟื้นตัว ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ สุขภาพดีได้นาน
“Wellness กำลังกลายเป็นนิยามใหม่ของความหรูหรา รายงานล่าสุดในปี 2569 ระบุว่า “ความยืนยาวของชีวิต” หรือ Longevity กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ทั่วโลก โดยตลาด Longevity คาดว่าจะเติบโตจาก 5.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 เป็น 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) ทั่วโลกก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในรอบ 5 ปี และคาดว่าจะแตะ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 นี่คือสัญญาณว่าความหรูหราในยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สินหรือสิ่งของอีกต่อไป แต่วัดกันที่ “เวลา” และ “สุขภาพ” ซึ่งซื้อไม่ได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงทั่วโลกกำลังมองหาพื้นที่ที่ตอบโจทย์การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ”
“Wellness เป็นอุตสาหกรรมที่เหมาะกับการเชื่อมต่อมากที่สุด เพราะสุขภาพของคนหนึ่งไม่ได้เกิดจากบริการเดียว ลูกค้าอาจต้องใช้โรงพยาบาล นักโภชนาการ โรงแรม ครูฝึก ผู้ให้บริการนวด ร้านอาหาร การเดินทาง พื้นที่ธรรมชาติ และระบบติดตามผล หากทุกฝ่ายทำงานแยกกัน ประสบการณ์จะสะดุดและข้อมูลสูญหาย แต่หากเชื่อมอย่างดี จะเกิด One Trip, Many Economies คือการเดินทางหนึ่งครั้งสร้างรายได้และคุณค่าให้หลายภาคส่วน”

- Wellness มีความสำคัญอย่างไรต่อมนุษย์และอนาคตของประเทศไทย?
รศ.ดร.ปรารถนา กล่าวว่า สุดท้ายแล้ว Wellness ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือจำกัดอยู่เพียงในสปาและโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องของ สุขภาวะในชีวิตประจำวัน ที่ทุกคนโหยหา ความสงบในใจ (Inner Peace) การลดความเครียด (Stress Management) สุขภาพจิต (Mental Health) และการรักและดูแลตัวเอง (Self-care & Self-love)
- ทำอย่างไรที่จะเชื่อม Wellness กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ Wellness เป็นส่วนเสริมของการท่องเที่ยว แต่ทำให้ “การมีสุขภาวะที่ดี” เป็นแกนกลางที่เชื่อมการท่องเที่ยว อาหาร กีฬา ที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี การเงิน และชุมชนเข้าด้วยกัน ยุทธศาสตร์ที่สำคัญมี 3 คำ คือ Trust, Talent และเรื่องราวของประเทศไทย สร้างความไว้วางใจด้วยหลักฐานและมาตรฐาน สร้างคนที่เชื่อมสุขภาพกับธุรกิจและเทคโนโลยี และเล่าเรื่องประเทศไทยอย่างแตกต่างบนฐานของ Science, Soul and Service
เชื่อว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญมาก เรามีฐานตลาด มีชื่อเสียง มีบุคลากร มีวัฒนธรรม และมีความหลากหลายของประสบการณ์ แต่ Golden Era จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนจากการขายบริการแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบที่ได้รับความไว้วางใจ วัดผลได้ และแบ่งปันคุณค่าอย่างยั่งยืน หากทำได้ ไทยจะไม่เป็นเพียง Wellness Destination แต่จะเป็นประเทศต้นแบบของการใช้ชีวิตที่ดีในศตวรรษใหม่”
“โอกาสทองของไทยไม่ใช่เพียงการทำให้คนทั่วโลก ‘มาเที่ยวแล้วรู้สึกดี’ แต่คือการทำให้เขา ‘กลับไปใช้ชีวิตได้ดีขึ้น’ และทำให้คนไทยเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจนี้”

