เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถอนรากถอนโคน ความผันผวนอันเกิดจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Decarbonization) ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบด้านห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Supply Chain Due Diligence) สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกติกาใหม่ทางการค้า แต่คือ “แรงกดดันจากภายนอกที่ส่งผ่านสู่ภายใน” (Outside-In Pressures) ที่กระทบต่อเสถียรภาพของภาคการผลิตไทยโดยตรง
พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือ DIW ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการกำกับดูแลและส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้ข้อมูลว่า กรอ.กำลังยืนอยู่ตรงจุดตัดสำคัญของวิกฤตและความท้าทายนี้ บทบาทแบบดั้งเดิมที่เน้นการอนุมัติ อนุญาต และตรวจกำกับตามตัวบทกฎหมายแบบแยกส่วน ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป กรอ.จำเป็นต้องได้รับการประเมินโครงสร้างและปฏิรูปยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวขึ้นเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความสมดุลให้สังคม และปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
เมื่อวิเคราะห์ถึงภาคการผลิตของไทยอย่างตรงไปตรงมาเราจะพบว่า โครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยมีความเปราะบางที่สำคัญใน 2 มิติหลัก ได้แก่
มิติที่ 1 เทคโนโลยีการผลิตที่ยังไม่ทันสมัยและต้นทุนคาร์บอนสูง: โรงงานส่วนใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง ขาดความเชี่ยวชาญในการคำนวณและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ไทยเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเนื่องจากต้นทุนภาษีคาร์บอน
มิติที่ 2 ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเป็นศูนย์รับมลพิษและการทุ่มตลาด: การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมหนัก หรืออุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลพิษสูงเข้ามายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หากขาดกลไกคัดกรองที่ดี ไทยจะกลายเป็นเป้าหมายของการทะลักเข้ามาของกากอุตสาหกรรม ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ซึ่งบั่นทอนทั้งสิ่งแวดล้อมและศักยภาพของอุตสาหกรรมรีไซเคิลในประเทศ
อธิบดีพรยศระบุ การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยลำพัง การสลายกรอบการทำงานแบบไซโล (Silos Breakdown) ทั้งภายในและภายนอก กรอ.จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการทำงานของ กรอ.ในอนาคต ซึ่ง กรอ.ได้วางแนวทางการดำเนินการเชิงรุกไว้ ดังนี้
1.การสลายไซโลภายใน กรอ. โดยการผสานภารกิจอนุญาต-กำกับ-ส่งเสริม ให้เป็นหนึ่งเดียว ทลายเส้นแบ่งระหว่างกองงาน เช่น กองบริการงานอนุญาตโรงงาน กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยโรงงาน และกองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแยกกันตรวจเป็นการประเมินโรงงานแบบองค์รวม (Single Inspection & Evaluation) ประกอบกับการสร้างศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรมร่วม (Centralized Industrial Data Intelligence) เพื่อรวบรวมข้อมูลใบอนุญาต ข้อมูลมลพิษ ข้อมูลการใช้พลังงาน และข้อมูลการขนส่งวัตถุอันตราย มาไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติเชิงลึก เช่น โรงงานที่มียอดรับวัตถุดิบเคมีสูงแต่ไม่มีรายงานกากอุตสาหกรรมออกมา ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบปล่อยทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
2.การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการเชื่อมโยงระบบข้อมูลข้ามกระทรวง เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากรเพื่อติดตามการนำเข้าวัตถุอันตรายและขยะอุตสาหกรรมข้ามแดน กรมควบคุมมลพิษ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมรอบโรงงาน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและแนวโน้มการประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคส่วนความมั่นคงและกฎหมาย โดยการร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการจัดตั้งระบบติดตามการขนส่งกากอุตสาหกรรมอันตรายข้ามจังหวัด เพื่อหยุดยั้งขบวนการนำของเสียไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น
3.การผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชนและชุมชน (Public-Private-Community Partnership) สร้างกลไกที่ชุมชนรอบโรงงานสามารถเข้าถึงข้อมูลโรงงานและร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง (Community Monitoring) ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโรงงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG
โดย กรอ.มุ่งมั่นที่จะวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนคู่ชุมชน กรอ.จึงจะทำการปรับตำแหน่งยุทธศาสตร์องค์กร (Strategic Repositioning) จากการเป็นเพียง “ผู้กำกับดูแล” (Regulator) ไปสู่ “เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security & Global Competitiveness) ยกระดับโรงงานไทยสู่มาตรฐาน Green & Low-Carbon Industry เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวก (Facilitator) เร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียน การใช้นวัตกรรมดักจับคาร์บอน และการเปลี่ยนขยะอุตสาหกรรมให้เป็นวัตถุดิบใหม่ (Resource Recovery) เพื่อลดต้นทุนและช่วยให้สินค้าไทยผ่านเกณฑ์มาตรการสิ่งแวดล้อมโลก (เช่น CBAM) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีสะอาด และไม่สร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาวแก่ประเทศ
2.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Security & Circular Economy) สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Circular Economy) ผลักดันแนวคิด Industrial Symbiosis หรือการแลกเปลี่ยนชีวมวลและของเสียระหว่างโรงงานให้เกิดขึ้น พร้อมยกระดับกฎหมายให้การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ทำได้ง่ายขึ้นโดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งจะมีการบังคับใช้ระบบติดตามกากอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Waste Tracking) โดยใช้เทคโนโลยี GPS, IoT และระบบตรวจสอบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่การจัดการวัตถุอันตรายและกากอุตสาหกรรมแบบ 100% เพื่อขจัดปัญหาการลักลอบทิ้งกากสารเคมีอย่างเด็ดขาด
3.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสังคมและชุมชน (Social Security & Inclusive Growth) สร้างความยืดหยุ่นและการยอมรับจากชุมชน (Social License to Operate) ส่งเสริมแนวคิด Eco-Factory ที่โรงงานสามารถเติบโตคู่กับชุมชน ผ่านการจัดตั้งกองทุนหรือมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรมและรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติภัยทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังต้องมีการคุ้มครองความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงาน โดยการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีและวัตถุอันตรายในโรงงาน เพื่อปกป้องสุขภาพของแรงงานและประชาชนที่อาศัยอยู่รอบบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม ลดความขัดแย้งระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมในระยะยาว
“ในโลกยุคใหม่ที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจและวิกฤตสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถดำเนินภารกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์องค์กรให้ก้าวข้ามการกำกับดูแลแบบแยกส่วน ไปสู่การเป็น “เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่จำเป็นอย่างยิ่ง การทลายไซโลภายในและผนึกกำลังทุกภาคส่วน ผลักดันการใช้นวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้าง “เกราะคุ้มกัน” ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับมือกับกติกาโลกใหม่ พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยไม่ทิ้งภาระสิ่งแวดล้อมและสังคมไว้เบื้องหลังอย่างแท้จริง” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย

