ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงพลังงาน คนส่วนใหญ่มักถามเพียงว่า “เมื่อไรค่าไฟจะลด” หรือ “น้ำมันจะถูกลงหรือไม่” แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ หากประเทศไทยยังมีต้นทุนพลังงานสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เราจะดึงดูดการลงทุนใหม่ได้อย่างไร และเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากอะไร
ในวันที่การบริโภคภายในประเทศยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน การใช้จ่ายภาครัฐก็มีข้อจำกัด เครื่องยนต์สำคัญที่เหลืออยู่คือการลงทุนและการส่งออก ซึ่งล้วนต้องการพลังงานที่ “ราคาแข่งขันได้ มีความมั่นคง และเป็นพลังงานสะอาด”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่
ประเด็นแรก คือ “การแก้ต้นตอของค่าไฟแพง” ไม่ใช่เพียงลดค่าไฟเป็นครั้งคราว แต่พยายามลด “ต้นทุนของระบบ” ทั้งการทบทวนกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่สูงเกินความจำเป็น (Overbuilt) ทำให้ต้องแบกรับค่าความพร้อมจ่าย (ค่า AP) การตรวจสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง (Adder) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาบังคับซื้อ(Must Take) รวมถึงการแยกบัญชีค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน ทั้งหมดนี้คือการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรมมากขึ้น
หากทำสำเร็จ ประชาชนจะไม่ได้เห็นเพียงค่าไฟที่ลดลงในระยะสั้น แต่จะได้ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เป็นธรรม และแข่งขันได้ในระยะยาว
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือแนวคิด “ลดค่าไฟฟ้าแบบมุ่งเป้า” แทนที่จะลดค่าไฟเท่ากันทุกคน กระทรวงพลังงานเสนอให้ความช่วยเหลือไปยังครัวเรือนก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพมากที่สุด โดยผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในช่วง 200 หน่วยแรก จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด แนวคิดนี้คล้ายหลักการของนโยบายสวัสดิการยุคใหม่ ที่ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการอุดหนุนแบบหว่านแหเดิมๆ
ขณะเดียวกัน การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาประชาชนในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย พร้อมขยายโควต้ารับซื้อจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่ระบบเปิดกว้าง และมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะทำให้ประชาชนไม่ใช่เพียง “ผู้ใช้ไฟ” แต่สามารถเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” ที่เปิดโอกาสให้มีรายได้จากพลังงานสะอาดของตนเอง
ในมิติของน้ำมัน ซึ่งประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่า 90% แนวทางของกระทรวงพลังงานช่วงวิกฤตราคาพลังงานโลกก็สะท้อนความพยายามลดภาระประชาชนโดยไม่สร้างภาระการคลังเพิ่ม ทั้งการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างระมัดระวัง การหลีกเลี่ยงการใช้เงินภาษีอุดหนุน การเจรจานำเงินจากโรงกลั่นมาช่วยลด
รวมถึงการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ อย่าง B20 และ E20 ซึ่งมีส่วนต่างถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 5 บาท/ลิตร เพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดต้นทุนภาคขนส่ง และภาคเกษตร โดยพบว่าปัจจุบันการใช้ B20 เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 10-15% ของการใช้ดีเซลทั้งประเทศ
อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือประเทศในภูมิภาคอาเซียน ต่างกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อย CO2 เป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าและการลงทุน
สำหรับประเทศไทย หากสามารถออกแบบระบบพลังงานให้ตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุน และความยั่งยืน จะไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานในระยะยาว
ดังนั้น นโยบายพลังงานในเวลานี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการทำให้ค่าไฟถูกลง แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า เพราะเมื่อประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มั่นคง มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียว ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนได้พร้อมกัน
แน่นอนว่า การปฏิรูปพลังงานแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ผลิตไฟฟ้า และผู้ใช้พลังงาน
แต่หากประเทศไทยยังใช้โครงสร้างเดิมที่ตอบโจทย์เมื่อ 20-30 ปีก่อน ก็อาจไม่ทันต่อการแข่งขันของโลกยุคใหม่ ที่การลงทุนด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมสะอาด ล้วนเลือกประเทศที่มีพลังงานคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้
การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะได้เห็นภายในปี 2026 นี้ จึงมีความสำคัญไม่น้อย เพราะจะเป็นแผนระยะยาว 25 ปี ไปจนถึงปี 2050 ที่ต้องตอบโจทย์พร้อมกันทั้ง 3 ด้าน คือ ค่าไฟที่ประชาชนรับไหว ความมั่นคงด้านพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของประเทศ
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของการปฏิรูปด้านพลังงาน คงไม่ได้วัดจากคำประกาศหรือวิสัยทัศน์ แต่จะวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟที่ลดลง ระบบพลังงานที่โปร่งใสขึ้น หรือความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่
และจะเป็นบทพิสูจน์กระทรวงพลังงานของ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” เพราะหาก “หัวใจ” ของเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นจริง ประโยชน์ก็จะไม่ได้ตกอยู่เฉพาะภาคพลังงาน หากแต่จะส่งต่อไปยังการจ้างงาน การลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

