ตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในสปอตไลต์ที่ส่องสว่างสดใสอีกครั้ง เมื่อดัชนีหุ้นไต่ระดับขึ้นมายืนเหนือ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแรง เพราะทั้งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สามารถเคลื่อนไหวอยู่ในระดับดังกล่าวได้ตลอดทั้งเดือน แม้มีจังหวะที่ดัชนีปรับลดลงไปแตะ 1,500 จุดบ้าง แต่ก็วิ่งกลับขึ้นมาเหนือ 1,600 จุดอีกครั้งถือว่าเป็นการกลับมาวิ่งในขาขึ้นได้อย่างมีความหวัง
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงเปิดปี 2569 มาตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในระดับที่ต่ำกว่า 1,300 จุด ต่อเนื่องจากปลายปี 2568 ซึ่งดัชนีเฉลี่ยวิ่งอยู่ที่ระดับ 1,200-1,280 จุดเท่านั้น ถือเป็นการวิ่งสู้ฟัดแบบสู้สุดใจกันสุดสุด หากเทียบกันแล้วจะเห็นว่า หุ้นไทยบวกขึ้นมากว่า 300 จุดภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านพ้นไปนั้น เรียกได้ว่า เหนือคาดหมายมากเพราะเหล่ากูรูหุ้นไทยให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปีไว้เฉลี่ยอยู่ในกรอบ 1,370-1,500 จุด ไม่มีใครคาดคิดว่าจะยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างแน่นอน
⦁ข้อมูลหลุดไร้ผลกระทบ
ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมในวงกว้าง เมื่อบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal บางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ต่อมาภายหลังการประสานงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ TSD จึงทราบว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล์, เลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเลขบัญชีธนาคาร ทำให้ผู้บริหารต้องตั้งโต๊ะแถลงสถานการณ์ให้นักลงทุนรับรู้ แต่ตลาดหุ้นไทยตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยต่างประเทศสนับสนุน
ถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ผู้ก่อเหตุมี 1 ราย และเป็นผู้ใช้งาน TSD Investor Portal จริง โดยล็อกอินเข้าระบบตามขั้นตอนปกติ แต่อาศัยการแก้ไขโค้ดตรงส่วนของไอดีในหน้าโปรไฟล์ผู้ใช้งาน เพื่อดึงข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้งานรายอื่นออกมาเป็นจำนวนมาก รวมกว่า 2 แสนราย ครอบคลุมทั้งข้อมูลบัญชีหลักทรัพย์และบัญชีธนาคาร หรือคือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการเจาะระบบมาจากภายนอก แต่เป็นการเข้ามาตามช่องทางปกติ แล้วอาศัยช่องโหว่ของระบบเว็บที่เปิดใช้งานมานานกว่า 5 ปีแล้วดำเนินการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล
ทันทีที่ตรวจพบ ทีมไอทีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปิดช่องทางที่ผิดปกติ ระงับการใช้งานบัญชีผู้ก่อเหตุ และแก้ไขโค้ดที่เป็นช่องโหว่ทันที ที่สำคัญคือไม่ได้แก้แค่จุดเกิดเหตุ แต่ยังนำระบบเอไอเข้ามาช่วยสแกนโค้ดทั้งหมดของระบบศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ และระบบอื่นๆ ในเครือตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อค้นหาแพตเทิร์นความเสี่ยงลักษณะเดียวกันและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ โดยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้พอร์ตหุ้นของผู้ลงทุนหายไป เนื่องจากโครงสร้างระบบแบ่งเป็นสองส่วนที่แยกขาดจากกัน โดยระบบที่ถูกเข้าถึงคือ หน้าบ้าน ซึ่งเป็นระบบผ่านเว็บสำหรับดูข้อมูลเท่านั้น ส่วนระบบหลังบ้านที่ใช้จับคู่ซื้อขายและเก็บข้อมูลพอร์ตหุ้นจริง ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตสาธารณะแต่อย่างใด เปรียบเสมือนมีการตั้งกำแพงป้องกันความปลอดภัยไว้อีกชั้น ทำให้ผู้มีความประสงค์ไม่ดีจะไม่มีทางเจาะเข้าถึงฐานข้อมูลหลักได้ อีกทั้งในระยะยาว ยังเตรียมถ่ายโอนการให้บริการจากเว็บไปสู่แอพพลิเคชั่น Wiset ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า
⦁ปรับเป้าหมายดัชนีแตะ1,720จุด
เมื่อตลาดหุ้นไทยตอบรับปัจจัยต่างประเทศที่หนุนให้เคลื่อนไหวในแดนบวกอย่างร้อนแรง จนเรียกว่าเมินปัจจัยลบในประเทศไปแบบผิดหูผิดตาจากที่เคยเป็นมาตลอด ก็ต้องประเมินทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ใหม่ โดย เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร สายงานวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) กล่าวว่า ทิศทางหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย คาดว่าจะวิ่งสู่ระดับสูงสุดได้ที่ 1,720 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 8-9 เดือน จากเดิมที่ให้ไว้ระดับ 1,580 จุด ภายใต้สมมุติฐานอีพีเอสปี 2569 ที่ 95 บาทต่อหุ้น
มีปัจจัยสนับสนุนคือ ภาวะดอกเบี้ยไทยในปีนี้ที่ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ระดับ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมากในอดีตดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% หุ้นมักซื้อขายที่อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (พีอี) เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า ประกอบกับนโยบายการคลังที่ชัดเจน โดยงบประมาณปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มจีดีพีไทยเป็น 2.3% จากเดิมที่ระดับ 1.5% ในแง่ของมูลค่าหุ้น หรือแวลูเอชั่น ตลาดยังน่าสนใจ ประเมินจากอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่ และหากหักหุ้นที่มีน้ำหนักมากอย่างเดลต้าออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็นค่าอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิของหุ้นไทยอยู่ระดับ 13 เท่า และอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 3.6% ซึ่งสูงกว่าตลาดหุ้นโลก
“ทิศทางเม็ดเงินทุนต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ในช่วงครึ่งปีแรกไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 55,802 ล้านบาท พร้อมคาดว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยปี 2569 นี้ มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งหากทำได้จะถือเป็นปีที่ 3 ต่อจากปี 2548 ที่มีมูลค่า 118,542 ล้านบาท และปี 2565 มูลค่า 202,694 ล้านบาท” เทิดศักดิ์กล่าว
⦁เตือนรับมือ3ปัจจัยเสี่ยงรออยู่
สำหรับภาพรวมในช่วงไตรมาส 3/2569 มองกรอบดัชนีหุ้นไว้ที่ระดับ 1,580-1,680 จุด เนื่องจากประเมินแนวโน้มการลงทุนอาจไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรกปี 2569 โดยมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากดดัน ได้แก่ 1.แรงกดดันเศรษฐกิจและปัจจัยผลักเงินเฟ้อ ซึ่งมาจากสงครามสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง เป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่นานกว่าปกติ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดจีดีพีโลกปี 2569 โต 3.1% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ ธปท.คาดจีดีพีไทยปี 2569 ชะลอเหลือ 2.3% และลดลงเหลือ 1.8% ในปี 2570
2.นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากปี 2568 กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหาย ในช่วงครึ่งปีหลังธนาคารกลางหลายแห่งมีคิวขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มทั้งสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อฟันด์โฟลว์ต่างชาติให้ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสถิติในอดีตดอกเบี้ยไทยมากกว่า 3% หุ้นไทยมักซื้อขายบนพีอีเฉลี่ยเพียง 11.7 เท่า ซึ่งถูกกว่าระดับปัจจุบัน และ 3.กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีความเสี่ยงที่ราคาหรือสถานการณ์อาจลดต่ำลง (ดาวน์ไซด์) แฝงในช่วงถัดไป โดย Consensus หรือมุมมองของนักวิเคราะห์ที่สอดคล้องกันได้เริ่มปรับลดกำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) ของดัชนี Nasdaq 100 หรือดัชนีที่คัดเลือกหุ้นของบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุด 100 บริษัทในตลาด Nasdaq ปี 2569 ลดลง 5% อีกทั้งสถิติชี้ปีที่หุ้นซื้อขายครั้งแรก (ไอพีโอ) สูงผิดปกติ (รอบปี 2543, 2550, 2564) ปีถัดมา S&P500 มักปรับฐานลง ติดลบกว่า 13% ถึงลบ 38.5%
⦁เสถียรภาพราคาสำคัญสุด
สอดคล้องกับมุมมองที่ได้จากการประชุมสุดพิเศษ (exclusive) ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย รักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเมินทิศทางภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงถัดไปนี้ หลังจากร่วมประชุมแบบ exclusive กับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) พบว่า เสถียรภาพของราคายังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ และแนวโน้มเงินเฟ้อในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง เมื่ออิงจากสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบของ ธปท. ที่ระดับ 30 เหรียญสหรัฐ
ต่อบาร์เรลในปี 2569 และระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2570 อัตราเงินเฟ้อน่าจะยังสูงต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4/2569 และลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 1/2570 เป็นต้นไป ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว และเป้าหมายสำคัญของ ธปท.มองว่ามีโอกาสน้อยที่จะมีการลดดอกเบี้ยลงในเร็วๆ นี้ แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณานโยบายการเงินตามข้อมูลเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะปรับมุมมองเชิงนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด
การขยายตัวของจีดีพีไทยปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% และปี 2570 จะปรับลดลงไปเหลือโต 1.8% โดยมองว่า โอกาสการปรับตัวขึ้น หรืออัพไซด์ของปี 2570 จะขึ้นกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกในปัจจุบัน ซึ่ง ธปท.ได้ใส่มาตรการกระตุ้นการบริโภค 2 แสนล้านบาทเต็ม 100% และโครงการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงงานสะอาด 2 แสนล้านบาท 25% ไว้ในประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีแล้ว ซึ่ง ธปท.มองว่าอัพไซด์ของเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก จึงดูเหมือนว่า ธปท.จะมีมุมมองที่ค่อนข้างบวกกับแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชน
⦁จีดีพีไทยโตต่ำแบบสม่ำเสมอ
จากการหารือร่วมกัน พบข้อมูลจาก ธปท.ที่ระบุถึงช่วงเวลาในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพการขยายตัวของจีดีพีลดลงอย่างสม่ำเสมอ และปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2.7% โดยมองว่ามีอุปสรรคเชิงโครงสร้างหลายประการที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ได้แก่ 1.แรงกระเพื่อมทางการเมือง 2.ระดับการศึกษาที่ต่ำ 3.จำนวนคนจนเมื่อคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของประชากรทั้งประเทศ 4.ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 5.ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังเข้าไม่ถึงตลาดสินเชื่อ ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้โดยเฉพาะเรื่องแรกอาจจะเกินวิสัยของ ธปท.แต่ในส่วนการเข้าถึงตลาดสินเชื่อของเอสเอ็มอีนั้น ธปท.กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเปิดช่องให้เอสเอ็มอีที่มีคุณภาพ และลดค่าธรรมเนียมการธนาคารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การดำเนินงานของเอสเอ็มอีลง สำหรับในระยะต่อไป ธปท.ยังมองว่ามีอีกสองสามด้านที่สามารถดำเนินการเพิ่มได้อีกในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
จากมุมมองของเนิร์ด (ผู้เชี่ยวชาญ) หุ้นไทย ที่ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการกลับมาวิ่งในแดนบวกอีกครั้งของหุ้นไทย หวังว่าการวิ่งขึ้นในรอบนี้จะทำให้นักลงทุนสามารถลงจากดอย หลังจากซื้อในราคาที่สูงจนขายออกไม่ได้เพราะเงินจะหายนั้น สามารถขายทำกำไรได้ในครั้งนี้ ทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดทุนเพื่อการลงทุนและการออมในอนาคตได้อย่างแท้จริง

