เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการสร้างแรงส่งใหม่ให้เติบโต!!
หลังการขยายตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมีข้อจำกัด ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ การส่งออกที่ต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง หากรัฐบาลต้องการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตมากกว่า 3% ต่อปี จึงจำเป็นต้องหา “เครื่องยนต์ใหม่” เข้ามาขับเคลื่อน โดยเฉพาะ “การลงทุน” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้แตะ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2572 จากปัจจุบันที่อยู่ระดับกว่า 20% สะท้อนว่าไทยต้องเร่งเพิ่มการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะหาเงินลงทุนเพิ่มจากที่ไหน” หากอยู่ที่ว่า “ทำอย่างไรให้เอกชนอยากลงทุน” เพราะการขยับสัดส่วนการลงทุนขึ้นสู่ 30% ไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการลงทุนของภาคเอกชนและเอฟดีไอเข้ามาเสริม ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ระบบดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนต่อ และทำให้เกิดการต่อยอดของเม็ดเงินลงทุนในระยะยาว
⦁รบ.ดันไทยฐานลงทุนภูมิภาค
ล่าสุด รัฐบาลเตรียมเดินหน้ากรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ส่งผลให้หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจผ่านการลงทุน สร้างความพร้อม ลดอุปสรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หากสามารถใช้โอกาสนี้เปลี่ยนประเทศไทยได้สำเร็จ จะช่วยให้ไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศมีหน้าที่พิจารณาและเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคด้านการลงทุน และติดตามผลการดำเนินมาตรการต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายด้านการลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมการจะร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของ กรอ. 3 ด้าน ได้แก่ ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากกว่า 3% ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ทั้งเกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีขั้นสูง การเดินทางและยานยนต์แห่งอนาคต สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจการค้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้เข้าใกล้ 30% ของจีดีพี โดยเร่งการลงทุนภาคเอกชนควบคู่กับการลงทุนภาครัฐ
⦁5ยุทธศาสตร์ปลุกลงทุนใหม่
เมื่อเจาะลึกกรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) พบว่า รัฐบาลวาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนและเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ยุทธศาสตร์แรก คือ ศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านการลงทุนและอุตสาหกรรม (Investment and Industry Transformation Hub) มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่เร่งรัดการลงทุนผ่านกลไกไทยแลนด์ ฟาสต์พาส (Thailand FastPass) เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่รองรับการลงทุน รวมถึงยกระดับทักษะแรงงานผ่านโครงการสกิล บริดจ์ (Skill Bridge) และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต ควบคู่กับการผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ และใช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ มาตรการภาษี และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI &Digital Hub) มุ่งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการดึงดูดการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป โดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 5 ของจีดีพี พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Hub) มุ่งเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า และระบบขนส่งสีเขียว พร้อมพัฒนาระบบบัญชีก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ศูนย์กลางบริการทางการเงิน (Financial Hub) มุ่งใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต โดยพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม บริษัทเริ่มต้น และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเติบโตสู่ระดับโลก ให้สามารถระดมทุนและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 5 ศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์ (Medical Investment Hub) มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการแพทย์ระดับโลก และผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพภายในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค
ทั้งนี้ เอกนิติระบุด้วยว่า การขับเคลื่อนทั้ง 5 ยุทธศาสตร์จะไม่หยุดอยู่เพียงการกำหนดทิศทาง แต่จะเร่งผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านมาตรการระยะสั้น เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเร่งด่วน และมาตรการเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้านการลงทุน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และเงินทุน สร้างงานคุณภาพ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ทุกมาตรการจะกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ กรอบเวลา และตัวชี้วัดอย่างชัดเจน พร้อมติดตามผลทั้งด้านการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
⦁ความเชื่อมั่นกุญแจไขประตูลงทุน
เมื่อมองถึงมุมมองของภาคเอกชนต่อเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้แตะ 30% ของจีดีพีเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น สรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย มองว่าเป้าหมายการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี แม้เป็นโจทย์ที่ท้าทาย แต่ยังมีความเป็นไปได้ หากรัฐบาลสามารถสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นกับทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการ และสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุดไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือความเชื่อมั่นในการลงทุน เพราะเมื่อผู้ประกอบการมั่นใจว่าจะมีลูกค้าและเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ก็พร้อมตัดสินใจลงทุน ขยายกิจการ และจ้างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนจะมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ 2.ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าไฟฟ้า พลังงาน ค่าธรรมเนียม และต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นภาระสำคัญของผู้ประกอบการร้านอาหาร 3.ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยยังเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย แต่หลายรายยังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงคือประเทศที่มีเอสเอ็มอีเข้มแข็ง 4.กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการที่ทำให้ประชาชนมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น มากกว่าการอัดฉีดระยะสั้น และ 5.สร้างความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ เพราะการเปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้งทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน
สรเทพระบุว่า สำหรับภาคธุรกิจร้านอาหาร หากเศรษฐกิจเติบโต ภาคการท่องเที่ยวแข็งแรง และกำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัว ธุรกิจร้านอาหารจะเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจแรกๆ ที่ได้รับอานิสงส์ เนื่องจากร้านอาหารเชื่อมโยงกับทั้งการท่องเที่ยว การเกษตร การผลิต การขนส่ง และการจ้างงานจำนวนมาก ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถสร้าง “ความเชื่อมั่น” ควบคู่กับการลดต้นทุนและส่งเสริมการลงทุนได้ เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 3% ก็มีโอกาสเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น และจะเกิดการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ที่สำคัญ รัฐต้องเร่งปรับโครงสร้างงบประมาณประจำปี เนื่องจาก 30% ของงบประมาณหมดไปกับเงินเดือนข้าราชการ และเมื่อรวมกับรัฐสวัสดิการต่างๆ ของข้าราชการเข้าไปอีก งบประมาณของประเทศจมไปกว่า 70% จึงเหลือเงินในการนำมาลงทุนพัฒนาประเทศเพียง 10-15% ซึ่งไม่สามารถกระตุ้นจีดีพีในแง่การลงทุนของรัฐได้เลย
ขณะที่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL Research มองว่า การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของจีดีพี จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ หากเม็ดเงินลงทุนมุ่งไปสู่กิจกรรมที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาเทคโนโลยี และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
BBL Research ระบุว่า ปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนไม่ได้อยู่ที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความต่อเนื่องของนโยบาย กฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI นั้น BBL Research มองว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์มากขึ้น หากสามารถเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการในประเทศ ผ่านการเพิ่ม Local Content การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปยังภาคธุรกิจและแรงงานไทยในวงกว้าง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความคืบหน้าของคณะทำงาน ความสามารถในการผลักดันการลงทุนจริงของภาคเอกชนและ FDI รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทยผ่าน Local Content การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงาน
เมื่อประกอบทั้งสองมุมมองเข้าด้วยกัน จึงสะท้อนว่า โจทย์การผลักดันสัดส่วนการลงทุนแตะ 30% ของจีดีพี ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยได้จริง…

