การไปเยือนหรือการมาเยือนของระดับผู้นำประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอาเซียน ทั้งที่ผ่านมาและจะถี่ขึ้นในอนาคต กำลังถูกจับตามองถึง “ผลลัพธ์” ระหว่างประเทศในมิติต่างๆ หลังการเยือนพบปะพูดคุยระหว่างผู้นำ โดยเฉพาะการเฝ้ามองถึงผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน โดยทุกฝ่ายเชื่อว่า โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การดึงดูดการลงทุนและการเพิ่มการค้าจึงเป็นโจทย์หลักของผู้นำประเทศในเวลานี้
ดังนั้น ทุกประเทศต้องรู้ว่า “ใครเป็นมิตร-ใครเป็นคู่แข่ง” รวมถึงต้องรู้กำลังตนเองว่า “แค่ตั้งรับหรือต้องรุก” อีกทั้งยังมีความกังวลถึง “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
ซึ่งนักธุรกิจและนักวิชาการได้ให้มุมมองและข้อเสนอแนะดังนี้
⦁หวังความร่วมมือ‘จับต้องได้’
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ให้ความเห็นว่า การเยือนระหว่างผู้นำในอาเซียนควรนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ การเปิดตลาด การลดอุปสรรคทางการค้า การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ และการสร้างความแน่นอนของกติกาการลงทุน
สำหรับการแข่งขันของไทยเทียบประเทศเพื่อนบ้าน เห็นว่า มาเลเซียและเวียดนาม เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมใหม่ มาเลเซียมีความพร้อมด้านอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่เวียดนามมีความโดดเด่นด้านการผลิตเพื่อส่งออก การดึงการลงทุนโดยตรง (FDI) และการเชื่อมโยงตลาดผ่านความตกลงการค้าเสรีส่วนไทยยังมีข้อได้เปรียบจากฐานอุตสาหกรรมเดิม ห่วงโซ่ยานยนต์อาหารและเกษตรแปรรูป บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และที่ตั้งที่เชื่อมโยงภูมิภาค
อย่างไรก็ดี ไทยไม่ควรแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือค่าแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลดต้นทุนการค้า ลดขั้นตอนภาครัฐ และสร้างความเร็วในการอนุมัติโครงการ ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานและการใช้เทคโนโลยี
สำหรับเมียนมา สรท.มองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน เกษตร และพลังงานในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนด้านความขัดแย้ง ระบบไฟฟ้า การเงิน และโลจิสติกส์ ยังทำให้ไม่ใช่คู่แข่ง FDI โดยตรงของไทยในระยะใกล้ ไทยจึงควรใช้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมความมั่นคงของการค้าชายแดนและห่วงโซ่อุปทานมากกว่า
เมื่อถามถึงปัจจัยที่อาจทำให้การดึงลงทุนต่างชาติล่าช้า ประธาน สรท.ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิทธิประโยชน์ แต่พิจารณาความแน่นอนของกติกา ต้นทุนพลังงาน ความสะดวกในการทำธุรกิจ คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของผู้บริหารกับครอบครัว ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของกฎหมายและใบอนุญาต การติดต่อหลายหน่วยงาน ความล่าช้าในการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค ความไม่พร้อมของพลังงานสะอาด และความเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์
ข้อเสนอของ สรท. คือ ความสำเร็จในการดึง FDI ต้องไม่วัดจากยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการเกิดมูลค่าในประเทศจริง ทั้งการใช้วัตถุดิบและผู้ประกอบการไทย การจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ดังนั้น สิทธิประโยชน์การลงทุนควรผูกกับเงื่อนไขการสร้าง Local Value Creation อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมการร่วมทุน การวิจัยและพัฒนา และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เป็น supplier ระดับโลก เพื่อเปลี่ยนเงินทุนต่างชาติให้เป็นความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
“สรท.เสนอให้เดินหน้าแนวคิด ‘One Process, One Submission, One Decision’ และพัฒนา National Single Window ให้ใช้ได้จริงตลอดกระบวนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลครั้งเดียว ลดเอกสาร ลดเวลา และลดต้นทุน อีกทั้งในด้านภาพลักษณ์ประเทศ รัฐควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ ความปลอดภัยทางถนน คุณภาพอากาศ และบริการสาธารณะในพื้นที่เศรษฐกิจ เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของบุคลากรต่างชาติและครอบครัวโดยตรง” นายธนากรกล่าว
⦁เปิด5มิติ‘ความสามารถแข่งขัน’
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในด้านความสามารถการแข่งขันทางการค้าและนโยบายขับเคลื่อนเสถียรภาพเศรษฐกิจในอาเซียน มองว่าแต่ละประเทศในอาเซียนมีจุดเด่นในมิติที่ต่างกัน ในภาพรวมไทยยังโดดเด่นด้านขนาดเศรษฐกิจและเสถียรภาพ แต่ต้องเร่งแก้ปัญหาการเติบโตที่ช้า ส่วนนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศสะท้อนระดับการพัฒนาที่ต่างกัน เช่น เมียนมาทำเพื่อประคองตัวขณะที่ไทยทำเพื่อยกระดับโครงสร้างสู่อนาคต หากเปรียบเทียบรายมิติ ดังนี้
มิติแรก ขนาดเศรษฐกิจและฐานตลาด (ไทยยังโดดเด่น) ปี 2568ข้อมูล IMF ระบุ เศรษฐกิจไทย คงเป็นกลุ่มผู้นำ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน (5.77 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) รองจากอินโดนีเซีย (1.44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) และสิงคโปร์ (6.03 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และคงทิ้งห่างเวียดนาม (4.94 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) มาเลเซีย (4.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) เมียนมา (8.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานตลาดและการผลิต
มิติสอง แนวโน้มและอัตราการเติบโต (ไทยกำลังเผชิญความท้าทาย) ไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำเรื้อรัง ข้อมูล IMF ปี 2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.4% ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและมาเลเซียโต 8.0% และ 5.2% และปี 2569 คาดจะต่ำที่สุดในอาเซียน (โต 1.9%) ต่ำที่สุดในอาเซียน สวนทางกับกลุ่มเร่งเติบโตอย่างเวียดนามคาดสูงระดับ 8.0% ภาวะนี้ตอกย้ำว่าปัญหาของไทยเกิดจากข้อจำกัด เชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน (ปัญหาหนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และผลิตภาพโตช้า) ทำให้ความน่าสนใจของไทยเสียเปรียบประเทศอื่นที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวสูงกว่า
มิติสาม ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงสถาบัน (ไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่เวียดนามกำลังไล่ตามมา) จาก IMD World Competitiveness 2026 ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (อันดับ 1) และมาเลเซีย (อันดับ 15) ขณะที่เวียดนามตามหลังไทยเพียงอันดับเดียว (อันดับ 27) แต่นำหน้าไทยด้านประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ ไทยต้องเร่งยกระดับผลิตภาพแรงงาน ควบคู่กับการแก้ปัญหาความโปร่งใสและกฎระเบียบภาครัฐเพื่อลดอุปสรรคทางธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI
มิติสี่ โครงสร้างการส่งออกและการดึงดูด FDI (เด่นกันคนละรูปแบบ) คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม เป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ที่แรงที่สุดในภูมิภาค ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีน และการมีข้อตกลง FTA ที่ครอบคลุมมากกว่า ขณะที่เมียนมาและลาวโดดเด่นด้านค่าแรงต่ำ แต่จุดแข็งของไทยอยู่ที่ปัจจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ แรงงานทักษะ และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนสูง
มิติห้า นโยบายขับเคลื่อนเสถียรภาพ (ดำเนินนโยบายตามระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน) แยกเป็น กลุ่มเอาตัวรอด (เช่น เมียนมา ลาว) ส่วนใหญ่นโยบายเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพื้นฐาน เช่น เร่งส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อดึงดูดเงินจากต่างประเทศ หรือแก้ไฟฟ้าเพื่อให้ภาคการผลิตเดินหน้าได้
กลุ่มเร่งเติบโต (เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย) เน้นคุมเงินเฟ้อและลดการอุดหนุนพลังงาน เพื่อไม่ให้เป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กลุ่มยกระดับ (เช่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์) ไทยมีเสถียรภาพพื้นฐานดีมากอยู่แล้ว (เงินเฟ้อต่ำ ทุนสำรองสูง) นโยบายไทยจึงเป็นโจทย์ขั้นสูง เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อปลดล็อกกำลังซื้อภายในประเทศ
ถามถึงความวิตกของต่างชาติที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในไทย นายนันทพงษ์ระบุว่า ปัจจัยที่นักลงทุนยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าสหรัฐ โดยเฉพาะการไต่สวนตามมาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงเปราะบาง อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอประเมินความชัดเจนของสถานการณ์ ส่วนกรณีที่ต้องย้ายผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และครอบครัวเข้ามาพำนักในประเทศไทย นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความสะดวกรวดเร็วของกระบวนการขอวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ล้วนเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจลงทุนและพำนักในระยะยาว
“ประเทศไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและเอื้อต่อการลงทุน ทั้งทำเลที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงตลาดอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพ ตลอดจนบุคลากรที่มีทักษะและมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายและลดขั้นตอนการอนุญาตให้เอื้อต่อการลงทุน ยกระดับการดูแลความปลอดภัย การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและครอบครัว นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพชีวิต ระบบสาธารณสุข โรงเรียนนานาชาติ ที่พักอาศัย และค่าครองชีพที่สามารถแข่งขันได้ จึงยังคงเป็นจุดหมายที่มีศักยภาพทั้งสำหรับการลงทุนและการพำนักระยะยาวของนักลงทุนและครอบครัว” นายนันทพงษ์กล่าว
⦁จี้แก้จุดบอด‘การศึกษา-ทักษะแรงงาน’
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยยังต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย ขณะที่เวียดนามไล่ตามมาติดๆ โดยไทยยังมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารและเกษตรแปรรูป ปิโตรเคมี การท่องเที่ยว และบริการทางการแพทย์ แต่กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานหมุนเวียน ดาต้าเซ็นเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งไทย คือ คุณภาพการศึกษา ทักษะแรงงานที่ยังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ ปัญหาคอร์รัปชั่น ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบที่ขาดประสิทธิภาพและความแน่นอน หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ไทยอาจดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนนั้นให้เป็นเทคโนโลยี ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ ไทยเริ่มตามหลังมาเลเซียและสิงคโปร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีและ AI ตามหลังเวียดนามด้านอัตราการเติบโต การดึง FDI เพื่อการส่งออกและข้อตกลงการค้า และตามหลังอินโดนีเซียด้านแร่สำคัญกับวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ EV อีกทั้งข้อมูล ADB (ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.8% ต่ำกว่าเวียดนาม 7.2% อินโดนีเซีย 5.2% และมาเลเซีย 4.6% แสดงให้เห็นว่าไทยยังมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแรง แต่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
จากการที่รัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของมิน ออง ไลง์ ต้องการยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยนำวัตถุดิบภายในประเทศ เช่น ข้าว ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา สินค้าประมง ผักและผลไม้ มาแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม แทนการส่งออกในรูปวัตถุดิบ พร้อมส่งเสริมการผลิตสินค้าที่เมียนมาสามารถผลิตเองได้ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ประหยัดเงินตราต่างประเทศ สร้างงาน และเพิ่มรายได้จากการส่งออก นโยบายนี้มีผลทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อไทย โดยระยะ 1-2 ปี ถือว่าเป็นโอกาสของไทย และไทยยังได้ประโยชน์จากการส่งออกเครื่องจักร กล่องบรรจุภัณฑ์วัตถุดิบอุตสาหกรรม และการลงทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ห้องเย็น เป็นต้น แต่ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป หากเมียนมาสร้างโรงงานได้จริง การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากไทยจะลดลง และการแข่งขันในสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจะชัดเจนขึ้นทั้งในตลาดเมียนมาและตลาดโลก พร้อมกันนี้เมียนมาเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและรองรับการขยายตัวของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังน้ำขนาดเล็ก และระบบผลิตไฟฟ้านอกโครงข่าย โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้าส่วนกลางเข้าไม่ถึง
“นโยบายดังกล่าวอาจเป็นความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจไทย เนื่องจากบริษัทจีนมีบทบาทนำและมีความได้เปรียบเกือบตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือกของเมียนมา ตั้งแต่การจัดหาเงินทุน การพัฒนาโครงการ การผลิตและจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ไปจนถึงการก่อสร้าง ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ ทำให้บริษัทไทยมีโอกาสถูกจำกัดให้อยู่เพียงตลาดเฉพาะด้านหรือเป็นผู้รับเหมาช่วง มากกว่าการเป็นผู้พัฒนาและเจ้าของโครงการหลัก” รศ.ดร.อัทธ์กล่าว
ถามถึงความวิตกกระทบแผนพัฒนาประเทศของไทย รศ.ดร.อัทธ์ระบุว่า มี 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นชัดเจนที่สุด ซึ่งในมุมมองของบริษัทต่างชาติ ยังเกิดคำถามว่า ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชาจะยืดเยื้อหรือขยายพื้นที่หรือไม่ เส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทานจะหยุดชะงักหรือไม่ และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจะเดินทางกลับประเทศหรือไม่ เป็นต้น 2.นักลงทุนไม่ได้กังวลเฉพาะว่าใครเป็นรัฐบาล แต่กังวลว่าเมื่อรัฐบาลหรือรัฐมนตรีเปลี่ยนแล้ว นโยบายเดิมจะถูกเปลี่ยนตามหรือไม่ เช่น นโยบาย EV และเงื่อนไขการผลิตชดเชย ค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า และกฎการนำเข้าแรงงานต่างด้าว 3.ซึ่งสองความกังวลดังกล่าวมีผลมากต่อการตั้งสำนักงานใหญ่ ศูนย์วิจัย ศูนย์บริหารภูมิภาค และโครงการเทคโนโลยีที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ไม่ได้มีผลเฉพาะโรงงานเท่านั้น เมื่อผู้บริหารต้องย้ายมาพร้อมครอบครัว บริษัทจะพิจารณาเรื่องความปลอดภัย อาชญากรรม ความรุนแรงอุบัติเหตุทางถนน การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ PM2.5 น้ำท่วม คุณภาพน้ำและความร้อน เป็นต้น นอกจากนี้การใช้อาวุธปืนยิงประชาชนในที่สาธารณะหลายเหตุการณ์ เช่น กราดยิงในโรงเรียน หรืออดีตนักการเมืองยิงคู่ขัดแย้ง รวมทั้งตัวเลขครอบครองปืนของไทยที่สูงกว่าอาเซียน ส่งผลต่อความกังวลถึงความปลอดภัยทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกปัจจัยคือ โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม ทำให้โครงการที่อนุมัติแล้วเริ่มไม่ได้ ซึ่งอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่และ EV ต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง พลังงานสะอาด น้ำ ที่ดินและแรงงานทักษะสูง หากหน่วยงานรัฐที่อนุมัติโครงการ แต่ระบบไฟฟ้าและน้ำไม่พร้อม จะเกิดช่องว่างทันที กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลต้องทบทวนความพร้อมของไฟฟ้า น้ำ และประโยชน์ต่อประเทศก่อนอนุมัติโครงการเพิ่มเติม แสดงว่าความล่าช้าไม่ได้เกิดจากนักลงทุนไม่สนใจไทย แต่เกิดจากขีดความสามารถในการรองรับการลงทุนของไทยเอง
นักธุรกิจและนักวิชาการทิ้งท้ายเป็นเสียงเดียว หวังการวางหมากขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็น “หมากรุกฆาต”

