เช็กสุขภาพ ศก.ไทย สู่เป้าจีดีพี 3% ในวันที่พื้นที่คลังจำกัด

24.08.26 | 09:47 น.
เช็กสุขภาพ ศก.ไทย สู่เป้าจีดีพี 3% ในวันที่พื้นที่คลังจำกัด

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี หากอธิบายได้ง่ายสุด คือ “มูลค่าเงินรวมของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศ” ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอย การลงทุนทำธุรกิจ การจ้างงาน หรือการผลิตสินค้าและบริการ โดยไม่สำคัญว่าผู้สร้างมูลค่านั้นจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ เพียงเกิดขึ้นภายในประเทศ ก็นับรวมเป็นจีดีพีทั้งหมด


ตัวเลขจีดีพี จึงเปรียบเสมือนผลตรวจสุขภาพทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อทุกภาคส่วน ที่ภาครัฐใช้ดูภาพรวมของระบบเศรษฐกิจทั้งหมดภายในประเทศ เพื่อกำหนดนโยบายการเงินและการคลัง รวมถึงวางแผนกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายภายในประเทศ ส่วนนักลงทุนใช้ประเมินความน่าสนใจในการลงทุน ฝั่งภาคประชาชน แม้ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ตัวเลขจีดีพีคือภาพสะท้อนกำลังซื้อ ปากท้อง และความเป็นอยู่ของทุกคนในสังคมโดยตรง

⦁สภาพัฒน์ปรับเป้าจีดีพี’69 2.2%

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลทางฤดูกาลแล้วพบว่าหดตัว 0.2% (QoQ_SA) รวมครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.4% ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.0-2.5% มีค่ากลางที่ 2.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การขยายตัวในเกณฑ์สูงของการลงทุนภาคเอกชน 2.การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน 3.การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออกสินค้า และ 4.แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ

Advertisement

ทั้งนี้ สศช.ได้เน้นย้ำประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ได้แก่ การดูแลการผลิตและรายได้เกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากภัยแล้งและเอลนีโญ, การรักษาแรงส่งภาคการส่งออกและเจรจาลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ ภายใต้กรอบ ART และมาตรา 301, การขับเคลื่อนการลงทุนจริงของภาคเอกชนผ่านระบบ Thailand FastPass และการวางกรอบบริหารจัดการ Data Center, การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานผันผวน

⦁เอกนิติย้ำมาตรการมาถูกทาง

ด้านรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัว 1.9% แม้จะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกแต่ยังสอดคล้องกับที่กระทรวงการคลังประเมินไว้ ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ยืนยันได้ว่ามาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลดำเนินมาถูกทาง ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้นตาม จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินฯ เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสสำหรับดูแลค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ ไตรมาส 2 พระเอกที่เห็นชัดเจนคือการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และโต 2 หลักต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 10.1% ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand FastPass ของบีโอไอที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เอไอ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร นอกจากนี้ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัวต่อเนื่องจาก 12.1% ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 12.5% โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

“มุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย” เอกนิติกล่าว

แนวโน้มดังกล่าวทำให้รัฐบาลยังมีความหวังที่จะผลักดัน GDP ให้เติบโตมากกว่า 3% ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทว่าคำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะวางหมากอย่างไร ภายใต้สถานการณ์ทางการคลังที่จำกัด รวมทั้งหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่กำลังจะแตะระดับ 70% อยู่ที่ 66.9%

⦁กสิกรแนะรัฐต้องประคองตรงจุด

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมองว่า การที่รัฐบาลจะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ไปถึงเป้าหมาย GDP 3% จำเป็นต้องเดินหน้า 2 ขาพร้อมกัน ทั้ง “ประคอง” เศรษฐกิจ และควบคู่กับ “ปรับโครงสร้าง” ประเทศ

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถมุ่งสู่เป้าหมายจีดีพี 3% ได้ ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด รัฐบาลจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบระหว่างมาตรการ “ประคอง” เศรษฐกิจระยะสั้น และการ “ปรับโครงสร้าง” เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว หากมีความจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินเพื่อประคองเศรษฐกิจ

รัฐควรออกแบบนโยบายแบบพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนและจำกัดขอบเขตให้ชัดเจน แทนการแจกเงินแบบหว่านแหให้กับทุกคน ขณะเดียวกัน เม็ดเงินอีกส่วนต้องเร่งนำไปใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการเติบโตในระยะยาว พร้อมทั้งหาแนวทางเพิ่มทักษะและรายได้ให้กับกำลังแรงงานในประเทศอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดก็จะกลับมากระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ณัฐพรระบุว่า ในส่วนของสถานการณ์ทางการคลังที่เริ่มมีข้อจำกัด โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 66.9% ต่อจีดีพีนั้น ประเมินว่าหนี้สาธารณะมีโอกาสที่จะแตะเพดาน 70% ในต้นปี 2570 ซึ่งได้รวมผลกระทบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่หนี้สาธารณะแตะเพดานไม่ได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยลดลงไปมาก และสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการที่หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับการเติบโตเศรษฐกิจที่โตเพียง 2% นอกจากนี้ ความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังที่ไทยต้องจับตา คือ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก แนวโน้มราคาพลังงานที่แม้จะคลี่คลายลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งกดดันค่าครองชีพ รวมถึงปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากการเร่งนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ของกลุ่มทุนต่างชาติ (FDI)

นอกจากนี้ ณัฐพรระบุว่า จากกรณีที่สภาพัฒน์ประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2 ขยายตัวที่ 1.9% นั้น ถือว่าออกมาดีกว่าคาด โดยศูนย์วิจัยฯคาดการณ์ว่าจะขยายตัวต่ำกว่า 1.9% ซึ่งทิศทางดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์ เนื่องจากศูนย์วิจัยฯประเมินไว้อยู่แล้วว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลงจากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและมาตรการภาครัฐที่ยังเข้ามาไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม จุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษไม่ใช่ตัวเลขการเติบโต แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแรงและมีการเติบโตอย่างกระจุกตัว โดยแรงขับเคลื่อนหลักพึ่งพาเพียงภาคการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ในขณะที่ภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวกลับมีสัญญาณอ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จีดีพีไตรมาส 2 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ศูนย์วิจัยฯยังคงประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีที่ 2.0% โดยประเมินเศรษฐกิจครึ่งปีหลังว่า ไตรมาส 3 จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนแรงกดดันจากราคาพลังงานจะเริ่มลดลงบางส่วน ส่วนในไตรมาส 4เศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ แต่โมเมนตัมอาจจะไม่เร่งตัวมากนักเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 เนื่องจากผลของมาตรการไทยช่วยไทยพลัสสิ้นสุดลง ประกอบกับการส่งออกอาจชะลอตัวและมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลก ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีหลังอาจเติบโตต่ำกว่าครึ่งปีแรกที่โตได้ 2.4%

⦁หอค้าชี้เน้นเฉพาะกลุ่ม-โฟกัสลดต้นทุน

ส่วนมุมมองของทางหอการค้าไทย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า การบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อผลักดันจีดีพีให้เติบโตระดับ 3% นั้น ในด้านการประคอง จะต้องไม่ใช้เงินแบบเบี้ยหัวแตก แต่ต้องโฟกัสเฉพาะกลุ่ม เช่น วิธีเสริมสภาพคล่องในกลุ่มครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดเล็กที่เดือดร้อนด้านสภาพคล่องจริงๆ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องช่วยเหลือไม่ให้ธุรกิจล้มและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนในด้านการปรับโครงสร้าง จะต้องโฟกัสการลดต้นทุนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เช่น การขับเคลื่อนนโยบาย Net Zero หรือคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral) จะต้องทำควบคู่ไปกับการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การสนับสนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด อาทิ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ต้องควบคู่กับการทำให้ภาคประชาชนและธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านได้จริงและลดต้นทุนได้จริง เพื่อให้แต่ละภาคส่วนมีแหล่งพลังงานเป็นของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

สถานการณ์ทางการคลังของประเทศในปัจจุบันมีความจำกัดค่อนข้างมาก โดยเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีถูกกำหนดไว้ที่ 70% และปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณ 66.9% ทำให้เหลือพื้นที่อีกเพียงราว 3% ซึ่งพื้นที่ที่เหลืออยู่นี้ควรเก็บไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนของราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การมีงบประมาณจำกัดถือเป็นแรงกดดันในเชิงบวกที่บังคับให้การใช้เงินต่อจากนี้ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเป็นการกู้เพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน หรือเพิ่มทักษะเพื่อสร้างรายได้และลดต้นทุนในอนาคตย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่หากจะกู้เพื่อนำมาแจกจ่ายคงเป็นไปได้ยากในยุคนี้ นอกจากนี้ ความเสี่ยงในครึ่งปีหลังที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และปัญหาคุณภาพสินเชื่อของ SME ที่ขาดสภาพคล่อง ซึ่งต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้กระทบต่อการจ้างงาน

และสำหรับกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกนั้น ถือว่ายังอยู่ในกรอบที่ไม่ได้แย่กว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ โดยจุดที่สร้างความประหลาดใจในทิศทางบวกคือ การลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตขึ้นโดยเฉพาะในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ การส่งออกที่ขยายตัว 17.6% รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ฟื้นกลับมาเติบโต 6.6% หลังจากหดตัวต่อเนื่องมา 4-5 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่น่ากังวลคือ การเติบโตยังพึ่งพาการลงทุนใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ขณะที่ยังไม่เห็นการเติบโตในแง่มุมของภาคธุรกิจทั่วไปและเอสเอ็มอี (SME) เท่าที่ควร ซึ่งในตัวเลขรวมดูแล้วไม่กังวล แต่ระยะยาวยังคงไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.ความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง 2.ผลการเจรจา ART กับสหรัฐ 3.หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และ 4.ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งนี้ แม้ว่าทุกภาคส่วนจะอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% แต่จากปัจจัยแวดล้อมปัจจุบัน หลายสถาบันรวมถึง กกร. คาดการณ์ว่าจีดีพี (GDP) ทั้งปีตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 2.0% โดยหากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายได้พร้อมๆ กัน ก็ยังมีโอกาสที่ตัวเลขจะเติบโตได้สูงกว่านี้ ซึ่งโจทย์จากนี้ รัฐต้องบาลานซ์ ประคอง ควบคู่ ปรับโครงสร้าง

รวมถึงต้องใช้งบอย่างคุ้มค่าตรงจุดจริงๆ…