วันนี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ถึงการพัฒนาสินค้าหรือบริการในกลุ่มอาหารได้หลากหลายและตอบโจทย์ได้มากที่สุด ถือเป็นแหล่งผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลก ไม่เฉพาะอาหารหรือสินค้าทั่วไปพัฒนาเพื่อคนได้กินได้ใช้ แต่ประเทศไทยยังโดดเด่นในเรื่องอาหารและสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง
ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายตลาดในต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โครงการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง เดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นำโดย นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดี DITP

วัตถุประสงค์โครงการ ประกอบด้วย 1.ส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทยสามารถเข้าถึงและขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงได้มากขึ้น 2.เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทย สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ สู่กลุ่มผู้นำเข้าและผู้กระจายสินค้าเป้าหมายในตลาดเวียดนาม 3.พัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทยกับนักธุรกิจ/ผู้นำเข้า/ผู้กระจายสินค้าในเวียดนาม สามารถต่อยอดธุรกิจและขยายความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกันในอนาคต 4.เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทยให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติในตลาดเวียดนามได้มากขึ้น ผ่านวิธีการเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าของประเทศเวียดนาม ซึ่งในครั้งนี้ คัดเลือก 22 บริษัทเข้าร่วมกิจกรรม แบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง 11 บริษัท กลุ่มสินค้าอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง 6 บริษัท กลุ่มผู้ผลิตสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง 3 บริษัท กลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง 2 บริษัท
“ได้นัดหมายบริษัทนำเข้าสินค้าของเวียดนาม 58 ราย มาเจรจากับ 22 บริษัทของไทย เกิดการเจรจาระหว่างกันถึง 200 คู่ แม้จัดพบปะเพียงวันเดียว แต่สามารถสร้างเจรจาซื้อขายเกินเป้าหมาย เดิมคาดไว้ 30 ล้านบาทแต่เกิดขึ้นจริงถึง 60 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพสินค้าไทยและการขยายตัวของตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนามที่ขยายตัวรวดเร็ว จากสำรวจพบว่าเกือบ 50% ระบุต้องการสัตว์เลี้ยงเพื่อมาเป็นเพื่อนหรือส่วนหนึ่งในครอบครัว ดังนั้น โครงการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทย ในการศึกษาพฤติกรรมตลาด กฎระเบียบ และแนวโน้มตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนาม จนเกิดการค้าที่ยั่งยืน” นางสุภาพรกล่าว

ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยรายได้ประชากรเวียดนามที่สูงขึ้นทำให้มีจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนามมีมูลค่า 94 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 182.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2571 โดยอาหารสัตว์เลี้ยง มีสัดส่วน 85% ของมูลค่าตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงทั้งหมด ขณะที่บริการสัตวแพทย์ อุปกรณ์เสริม สปา และโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน
จากการสอบถามผู้ประกอบการสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทยที่ได้เดินทางมาร่วมเจรจาครั้งนี้ กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า บรรยากาศเจรจาคึกคักและได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดจากผู้นำเข้าของเวียดนาม มั่นใจว่าจะเกิดการซื้อขายต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ความต้องการยังมุ่งไปด้านกลุ่มอาหาร แต่การตื่นตัวของสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นสำหรับสัตว์เลี้ยง ถือว่าได้รับการตอบรับที่สูง

ดร.ศรวิษฐ์ ด้วงศรีพัฒน์ ผู้บริหารบริษัท กรีน พอว์ อินโนเวชั่น จำกัด เจ้าของยี่ห้อ Cattery Care เป็นทรายแมวเต้าหู้ผสมกราฟีน ผลิตจากวัตถุดิบจากพืชธรรมชาติและเทคโนโลยีกรีนกราฟีน ช่วยควบคุมกลิ่นไม่พึงประสงค์ ลดการสะสมของแบคทีเรีย จับตัวเป็นก้อนได้รวดเร็ว ฝุ่นต่ำ ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงและผู้ใช้งาน สามารถทิ้งลงชักโครกได้ ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับแมวทุกสายพันธุ์
กล่าวว่า เห็นถึงการเติบโตที่สูงในตลาดเวียดนาม เรามาครั้งนี้เพื่อต้องการหาตัวแทนจำหน่ายสินค้า และขยายธุรกิจร่วมกัน โดยเราชูจุดขายสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดภาวะโลกร้อน จึงตรงความต้องการของเวียดนามด้วย ปัจจุบันเรามีการผลิตและส่งออกไปหลายประเทศในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

นายพิชเยศ เสาวภาคย์ ผู้บริหารไทยบัดดี้ จำกัด ผู้ให้บริการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (OEM/ODM Services) กล่าวว่า เป็นการต่อยอดจากรุ่นคุณแม่ที่อยู่ในธุรกิจสัตว์เลี้ยงมากว่า 40 ปี และมีความหวังร่วมกันจะตั้งโรงงานผลิตอาหารเปียกสำหรับสัตว์เลี้ยง จึงตั้งบริษัทเมื่อปี 2566 ตั้งความหวังผลิตป้อนทั่วโลก วันนี้นอกจากในไทย ได้ผลิตส่งให้ยุโรปและอเมริกาแล้ว จะขยายในเอเชียด้วย พบว่า เวียดนามเป็นตลาดใหม่ที่ขยายตัวเร็วและแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นต่อเนื่อง ยังพบว่าเวียดนามเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าพรีเมียมเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยถือว่าพร้อมทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต อย่างเนื้อปลา เนื้อไก่ ผักนานาชนิด ไทยถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและมีมาตรฐานระดับสากล ทั่วโลกยอมรับ ทำให้ไทยวันนี้เป็นผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ และขยับจากเคยเป็นอันดับสามแซงยุโรปมาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เมื่อความต้องการสูง รายใหม่ๆ จะมากขึ้น การแข่งขันก็จะสูงตาม จะเจอการดัมพ์ราคาจากประเทศคู่แข่ง ดังนั้นอยู่รอดได้ต้องเน้นคุณภาพและความแตกต่าง เราจึงใช้ความลงตัวของแนวคิด 2 รุ่นในการขับเคลื่อนธุรกิจ

น.ส.มะลิวัลย์ คุรุเวฬุกรณ์ ผู้บริหารบริษัท โรงงานฟอกหนังคุรุ จำกัด ธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัข ผลิตจากหนังวัวธรรมชาติ ยี่ห้อ PUPPY ระบุว่า สินค้าเน้นจุดขายเรื่องความปลอดภัยดีต่อสุขภาพ เพราะส่วนผสมส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัข เป็นสินค้าคลาสสิกในอุตสาหกรรมนี้ แต่เมื่อตลาดสัตว์เลี้ยงโตขึ้น ก็อยากได้สินค้าแบบใหม่ๆ ที่มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น รูปทรงอาจเปลี่ยนแปลงตามความต้องการ แต่หัวใจคือใช้วัตถุหนังวัวที่มีคุณภาพด้านอาหาร มีโปรตีน และไขมันต่ำ สำหรับตลาดเวียดนาม เป็นตลาดน่าสนใจและการขยายตัวเศรษฐกิจและกำลังซื้อมากขึ้น เป็นการเปิดช่องทางขยายตลาดของบริษัท เวียดนามถือเป็นหนึ่งตลาดเป้าหมายที่ต้องการรุก ไปพร้อมกับรักษาฐานตลาดยุโรป และไทย ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ ได้ช่วยให้บริษัทได้เปิดตลาดใหม่ และสร้างโอกาสต่อยอดสินค้าตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ ปัญหาของธุรกิจเราคือวัตถุดิบที่มีคุณภาพหาได้ยากขึ้นและราคาสูงขึ้น จึงมีผลต่อการต่อรองราคากับต่างประเทศ

นายณรงค์เดช ถริมมาลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอ ทู เนเจอร์ จำกัด ผู้พัฒนาแชมพูและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงสกัดจากธรรมชาติ แบรนด์ O2 NATURE กล่าวว่า สินค้าของบริษัทโชว์ความเป็นสินค้าบริสุทธิ์และทำความสะอาดได้ดีไม่เป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยงและสัตว์เลี้ยง เพราะผสมด้วยสมุนไพรธรรมชาติและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและระบบน้ำทิ้ง ก่อนหน้านี้เปิดตลาดแล้วในญี่ปุ่น จากนี้ต้องการเจาะตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อย่างเวียดนาม ที่ครบทั้งกำลังซื้อและความต้องการ แม้ราคาสินค้าไทยอาจสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ก็ต้องทำความเข้าใจว่าสินค้าเราดีและปลอดภัยสูง การที่ตลาดสัตว์เลี้ยงในเอเชียโตดี เพราะด้วยอากาศและสภาพแวดล้อมทำให้ความต้องการสินค้าชำระล้างเป็นที่ต้องการสูงกว่าในยุโรป แม้พฤติกรรมคนปัจจุบันทั่วโลกต้องการสัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนและเสมือนหนึ่งในครอบครัว แต่เอเชียต้องการสินค้าต่างๆ มากกว่า จึงเป็นโอกาสของสินค้าไทย ประกอบกับไทยเป็นประเทศเพาะเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ เพื่อส่งออก อาทิ งู กิ้งก่า ส่งออกกว่า 2 หมื่นล้านต่อปี อย่างไรก็ดี อยากให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ สนับสนุนนำพาผู้ประกอบการออกไปทำตลาดประเทศ เพราะหากให้เอกชนไปเอง อาจมีข้อจำกัดทั้งงบประมาณ และความถี่ในการออกงาน เพราะต้นทุนในวันนี้สูง อย่างต้นทุนราคาพลาสติกจากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อกระทบต่อต้นทุนหีบห่อเราเพิ่มแล้ว 30-50% แต่ปรับราคาสินค้าไม่ได้มากเท่า งบรัฐมาช่วยเหลือการออกงานต่างประเทศก็จะช่วยธุรกิจได้มาก

น.ส.นัสภรณ์ พิบูลย์ไพโรจน์ ผู้บริหาร บริษัท กาลิเลโอ โพรดักชั่น จำกัด ธุรกิจของเล่นที่ผลิตจากพลาสติกชีวภาพปลอดภัยต่อน้องแมว แข็งแรงทนทาน ล้างทำความสะอาดได้ทั้งชิ้น สามารถ DIY สีได้ตามต้องการมีกล่องให้เก็บสะดวกต่อการใช้งาน ภายใต้ยี่ห้อ CAREYOU by PIAKABERM เล่าว่า เป็นรายใหม่ในปีนี้ ธุรกิจเกิดจากการเลี้ยงแมว 2 ตัว จึงอยากได้ของเล่นที่ทนทาน และปลอดภัย ผลิตจากพลาสติกชีวภาพ ที่ปลอดภัยและแข็งแรง ย่อยสลายได้ จึงได้ต่อยอดจากธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกมาเป็นของเล่นสัตว์เลี้ยง เริ่มจากแมว ลองตลาดก่อน ไม้ตกขนนก ชามข้าวเอียง 30 องศา ตัวอักษรติดภาชนะ เป็นต้น พบว่าประสบความสำเร็จดี จากนี้ก็จะผลิตป้อนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ และแตกไลน์ชนิดสินค้าที่ผลิตจากพลาสติกชีวภาพ อย่าง ภาชนะ เครื่องนอน สำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น สินค้าเราถือว่าเป็นเจ้าแรกๆ ในไทย จากนี้ไม่แค่แตกไลน์สินค้า แต่จะรุกตลาดต่างประเทศด้วย เวียดนาม เป็นเป้าหมายหนึ่งเพราะเห็นถึงการขยายตัวตลาด จึงอยากให้รัฐบาลและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมพาเอกชนพบปะในต่างประเทศ ต้องขอบคุณที่กรมจัดกิจกรรมที่ดีอย่างนี้ เป้าหมายนอกจากเวียดนามแล้ว อยากไปเจาะตลาดสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไต้หวัน
พร้อมกันนี้ ได้สอบถามบริษัทอื่นๆ ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ หลังจากวันรุ่งขึ้นไปพบปะและสำรวจความต้องการตามโรงพยาบาล/คลินิกที่ในเวียดนามมีกว่า 2,500 แห่ง รวมถึงแหล่งขายสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง พบว่าบรรยากาศพูดคุยคึกคักไม่ต่างกันกับช่วงวันแมชชิ่งเจรจาการค้า

นอกจากนี้ ตามข้อมูลจากผู้จัดงานแสดงสินค้า InterPetFest ระบุว่าตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงในเวียดนาม มีมูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 คาดเพิ่มเป็น 168 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569 โตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี และสินค้าสัตว์เลี้ยงที่ต้องการไม่แค่อาหาร ยังต้องการของใช้และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงสินค้านวัตกรรม ที่แตกต่างอีกมาก โดยปัจจุบันจำนวนหมาแมวในเวียดนามมีกว่า 32 ล้านตัว ในส่วนนี้มีการดูแลอย่างดีภายในครอบครัวประมาณ 16 ล้านตัว โดยส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้น เพราะพื้นที่จำกัดและดูแลง่ายกว่าหมา อีกทั้งโรงงานและการผลิตสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงในเวียดนามยังน้อยและนวัตกรรมการผลิตไม่สูง จึงนิยมนำเข้าจากประเทศไทย
จากการเยือนครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่า สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงของไทย เป็นหนึ่งสินค้าที่จะโกยเงินเข้าประเทศได้อีกมากในอนาคต

