ที่ราชพัสดุอาจดูเป็นเพียงที่ดินของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลและจัดสรรให้เกิดประโยชน์ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป พื้นที่แต่ละแปลงกลับมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการเป็นเพียงที่ดินสำหรับใช้ในราชการ บางพื้นที่สามารถนำมาช่วยแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้ประชาชน บางพื้นที่สามารถต่อยอดเป็นพื้นที่ประกอบธุรกิจ ขณะที่อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้งานก็สามารถนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ได้ เช่นเดียวกับการนำพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกรมธนารักษ์ที่ต้องการ “เพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน” ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงมองเรื่องรายได้ของรัฐเพียงด้านเดียว

อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุว่า กรมธนารักษ์นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อติดตามการดำเนินโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” ในพื้นที่ราชพัสดุ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว พร้อมตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการอาคารราชพัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ทั้งโครงการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) อ.ท่าแซะและโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงภาพยนตร์ในตัวเมืองชุมพร เพื่อผลักดันการใช้ทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการพาไปดูตัวอย่างของการบริหารที่ราชพัสดุในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดการปัญหาการถือครองที่ดินของประชาชน ไปจนถึงการนำอาคารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับมาสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการต่อยอดพื้นที่เดิมด้วยพลังงานสะอาด
การลงพื้นที่มีวัตถุประสงค์หลัก 2 เรื่อง ได้แก่ ต้องการให้สื่อมวลชนเห็นภาพการดำเนินงานของโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร และต้องการให้เห็นการบริหารจัดการอาคารราชพัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าให้กับประเทศ

ชุมพรเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาคกลางกับภาคใต้ ทั้งทางถนน รถไฟ และทางทะเล รวมถึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงการเดินทางไปยังเกาะต่างๆ ในอ่าวไทย จึงมีทั้งบทบาทด้านโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว สำหรับพื้นที่ราชพัสดุในจังหวัดชุมพร มีเนื้อที่ประมาณ 16,689 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ใช้ในราชการ 15,569 ไร่ เพื่ออยู่อาศัย 312 ไร่ เพื่อการเกษตร 575 ไร่ และเพื่อการพาณิชย์ 233 ไร่ โดยปี 2569 กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายรายได้จากการบริหารจัดการที่ราชพัสดุจังหวัดชุมพรไว้ที่ 15.5 ล้านบาท
แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า จะทำอย่างไรให้ที่ดินของรัฐที่มีอยู่สามารถตอบโจทย์ของพื้นที่และประชาชนได้มากที่สุด ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีคำตอบไม่เหมือนกัน

‘ธนารักษ์เอื้อราษฎร์’ เปลี่ยนปัญหาที่ดินสู่สิทธิถูกต้อง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญอยู่ที่โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” บนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ชพ.521 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร เนื้อที่รวมประมาณ 100 ไร่
ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านปากคลอง ก่อนจมีการยุบเลิกการเรียนการสอน ต่อมาในปี 2532 เกิดเหตุการณ์วาตภัยและอุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจนไม่มีที่ดินทำกินและไม่มีที่อยู่อาศัยประมาณ 200 ครัวเรือน
ภาครัฐจึงนำราษฎรที่ได้รับผลกระทบเข้ามาอยู่อาศัยและทำการเกษตรในที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา แต่ปัญหาคือการถือครองพื้นที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดให้เช่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่
จากปัญหาที่สะสมมานาน สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรจึงดำเนินการจัดทำสัญญาเช่าภายใต้โครงการรัฐเอื้อราษฎร์ ตั้งแต่ปี 2548 เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิการเช่าถูกต้องตามกฎหมาย เป้าหมายสำคัญคือการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ ขณะเดียวกันก็ช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนแบบบูรณาการ
ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าว 116 ราย แบ่งเป็นผู้เช่าเพื่ออยู่อาศัย 108 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 20 ไร่ และผู้เช่าเพื่อการเกษตร 8 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 22 ไร่ ขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นใช้เป็นศาลาประชาคมหมู่บ้าน ถนนสาธารณะ และสระน้ำ รวมประมาณ 57 ไร่ โดยกรมธนารักษ์เตรียมต่อยอดสู่โครงการธนารักษ์ยั่งยืนในปีงบประมาณ 2570
อาคารเก่าก็สร้างมูลค่าใหม่ได้
จากที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกิน อีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการนำทรัพย์สินของรัฐกลับมาใช้ประโยชน์ คือโครงการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือในพื้นที่ อ.ท่าแซะ
อาคารดังกล่าวถูกกรมปศุสัตว์ส่งมอบคืนให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรในปี 2559 โดยเป็นอาคารที่มีอายุการใช้งานประมาณ 17 ปี พร้อมเครื่องจักรเดิม
เมื่ออาคารถูกส่งคืน การบริหารจัดการจึงต้องตอบให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้ทรัพย์สินที่มีอยู่กลับมาสร้างประโยชน์อีกครั้ง กรมธนารักษ์จึงดำเนินการประมูลสิทธิการเช่า และในปี 2561 เห็นชอบผลการประมูลให้บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด ได้รับสิทธิการเช่าอาคารเพื่อประกอบกิจการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล)
พื้นที่ใช้สอยของอาคารประมาณ 4,252 ตารางเมตร บนพื้นที่ประมาณ 76 ไร่โดยมีสัญญาเช่า 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2596
จากอาคารที่ถูกส่งคืนรัฐ จึงกลับมาเป็นพื้นที่สำหรับประกอบกิจการอีกครั้ง และเกิดการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจขึ้นในพื้นที่
แต่เมื่อธุรกิจเดินหน้า ปัญหาอีกด้านที่ตามมาก็คือต้นทุน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ซึ่งกิจการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือมีต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยเดือนละประมาณ 5-6 แสนบาท กรมธนารักษ์จึงอนุญาตให้บริษัทติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ บนหลังคาอาคารราชพัสดุ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับประหยัดพลังงานภายในอาคาร โดยไม่มีการนำไปจัดหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ต่อยอดสู่พื้นที่เชิงพาณิชย์ ห้างใจกลางเมือง
อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจคือการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ชพ.94 บางส่วน ต.ท่าตะเภา อ.เมืองชุมพร ซึ่งกรมธนารักษ์ให้บริษัท ชุมพรโอเชี่ยนกรุ๊ป จำกัด ได้รับสิทธิพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ปี 2559 เดิมเป็นโครงการก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง ก่อนปรับรูปแบบเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงภาพยนตร์ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง ลักษณะเป็นอาคารห้างสรรพสินค้า4 ชั้น จำนวน 1 หลัง ภายใต้สัญญาเช่า 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2581
ต่อมากรมธนารักษ์อนุญาตให้บริษัทติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 353.60 กิโลวัตต์ บนพื้นที่ประมาณ 1,469 ตารางเมตรของอาคารราชพัสดุ เพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงานภายในอาคาร โดยได้รับยกเว้นค่าเช่าในกรณีดังกล่าว และมีเงื่อนไขให้จัดทำประกันอัคคีภัยและเหตุทั้งปวงที่อาจเกิดจากการติดตั้งระบบ

มั่นใจรายได้แตะ 1.4 หมื่นล้าน
เมื่อมองกลับมาที่ภาพรวมของกรมธนารักษ์ การนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ยังเชื่อมโยงกับภารกิจด้านการจัดเก็บรายได้โดยปีงบประมาณ 2569 กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 1.19 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ 1.15 หมื่นล้านบาท และรายได้จากเหรียญกษาปณ์ 400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 30 มิถุนายน กรมธนารักษ์สามารถจัดเก็บรายได้รวมแล้ว 1.16 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากที่ราชพัสดุ 1.12 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้จากเหรียญกษาปณ์จัดเก็บได้ทะลุเป้าหมาย 400 ล้านบาทแล้ว
ในระยะเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ อัครุตม์ระบุว่า กรมธนารักษ์ไม่ได้ตั้งเป้าเพียงให้ถึงตัวเลขเดิม แต่ต้องการขยับเป้าหมายขึ้นไปที่ 1.4 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งอธิบายว่าโครงสร้างรายได้หลักจากที่ราชพัสดุแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การเช่าเพื่อการเกษตร การเช่าเพื่อที่อยู่อาศัย และการเช่าเชิงพาณิชย์ โดยรายได้สัดส่วนสูงสุดมาจากการให้เช่าเชิงพาณิชย์
“ขณะนี้เราขาดอีกเพียง 300 ล้านบาทก็จะครบตามเป้าหมายเดิม แต่ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ เราตั้งเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม โดยมุ่งเป้าที่จะจัดเก็บรายได้รวมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่ 1.4 หมื่นล้านบาทนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีมากสำหรับกรมธนารักษ์” อัครุตม์ระบุ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมธนารักษ์ดูแลที่ราชพัสดุทั่วประเทศกว่า 12.5 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่ที่สามารถนำมาจัดหาประโยชน์ได้จริงประมาณ 1.1 ล้านไร่ และสร้างรายได้ให้รัฐเฉลี่ยมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ท้ายที่สุด ที่ราชพัสดุจึงไม่ได้มีคำตอบเพียงว่าควรนำไปปล่อยเช่าเท่าไร หรือสร้างรายได้ให้รัฐมากแค่ไหน แต่คำถามสำคัญกว่าคือ จะบริหารอย่างไรให้ทรัพย์สินของแผ่นดินแต่ละแปลงสามารถสร้างประโยชน์ได้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และทำให้ทั้งรัฐ ประชาชน ภาคธุรกิจ และสังคมได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลทรัพย์สินไปสู่การ สร้างประโยชน์จากทรัพย์สิน ซึ่งหากทำได้อย่างต่อเนื่อง ที่ราชพัสดุจำนวนมากทั่วประเทศก็อาจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่รัฐถือครอง แต่สามารถกลายเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรายได้ สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ลดต้นทุนภาคธุรกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในเวลาเดียวกัน

