“ทางด่วนถนนพระราม 2” หนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่คนไทยรู้จักดีที่สุด กับภาพจำของการก่อสร้างที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดฉายา “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” รวมถึงเป็นถนนอีกเส้นที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจนทำให้ประชาชนเหนื่อยหน่ายพร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมาต่อเนื่อง
ตลอดช่วงเวลาหลายปี และหลายยุครัฐบาล ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม พยายามเร่งแก้ปัญหาและดำเนินการก่อสร้างทางด่วนพระราม 2 ทั้งโครงการทางยกระดับหมายเลข 82 หรือ M82 ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว และโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ให้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเริ่มตั้งแต่ยุคคมนาคมสมัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่คิกออฟเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการทางยกระดับบางขุนเทียน-เอกชัย หรือ M82 ในเดือนสิงหาคม 2562 และเดินหน้าก่อสร้างถึงปี 2565 และต่อมาที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ตั้งเป้าหมายและเข้ามาเร่งรัดสานต่อการก่อสร้างโครงการดังกล่าวให้มีความคืบหน้า
จนส่งต่อมาถึงคมนาคมยุค พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้ปรับแนวทางจากการเร่งรัดให้ก่อสร้างเสร็จทั้งหมด มาเป็นการเร่งรัดก่อสร้างส่วนที่ค้างพร้อมนำโครงสร้างส่วนที่พร้อมใช้งานมาเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ก่อน ภายใต้นโยบาย Quick Win
การก่อสร้างและการดำเนินงานเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อกระทรวงคมนาคมยุคพิพัฒน์ ประกาศเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 82 หรือ M82 ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว 25 กิโลเมตร อย่างเป็นทางการ พร้อมเร่งรัดก่อสร้างที่เหลือให้เสร็จทันภายในช่วงต้นปี 2570
จากถนนที่ผู้ใช้เส้นทางเฝ้ารอว่า “เมื่อไรจะสร้างเสร็จ” วันนี้กำลังเดินเข้าใกล้ความเป็นจริงของการ “ปิดตำนานพระราม 2 ถนนเจ็ดชั่วโคตร” หลังจากต้องผ่านอุปสรรคหลายด้านมานานหลายปี ตั้งแต่ความล่าช้าของโครงการ ปัญหาการจราจร ไปจนถึงเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียและนำมาสู่คำถามด้านความปลอดภัย
⦁พิพัฒน์พร้อมปิดตำนานถนนเจ็ดชั่วโคตร
ช่วงนับถอยหลังก่อนเปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการเพิ่มเติมช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ทางกรมทางหลวงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทั้งด้านโครงสร้างและระบบความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการ
เริ่มจากเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมทางหลวงร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ได้ตรวจสอบโครงสร้างทางยกระดับ พร้อมทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้าง หรือ Load Test โดยอ้างอิงมาตรฐาน AASHTO (แนวทางปฏิบัติระดับสากล ที่ใช้ในการออกแบบ ก่อสร้าง และทดสอบงานโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ทางหลวง และสะพาน) และใช้น้ำหนักบรรทุกตามที่กฎหมายกำหนด
รวมถึงใช้เครื่องมือวัดระยะด้วยเลเซอร์ความละเอียดสูง เทคโนโลยี 3D Scanning และอุปกรณ์ตรวจวัดค่าความถี่ธรรมชาติของโครงสร้าง เพื่อเพิ่มความละเอียดในการประเมิน ซึ่งผลการตรวจวัดพบว่า ค่าการตอบสนองของโครงสร้างอยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมสำหรับการเปิดทดลองให้บริการ
ต่อมา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82) ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย และมุ่งตรวจสอบความพร้อมในทุกด้าน ตั้งแต่โครงสร้าง ผิวทาง ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ ป้ายและเครื่องหมายจราจร ไปจนถึงอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย
พิพัฒน์ระบุว่า เป็นการตรวจสอบความพร้อมใน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดก่อสร้างทางลงด่านสมุทรสาคร 1 สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน และด่านบ้านแพ้ว และทุกจุดมีความพร้อม โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและวิศวกรรม ขณะที่การทดสอบการรับน้ำหนักโครงสร้างและสะพานไม่พบปัญหา และมี วสท.เป็นที่ปรึกษา รวมถึงกรมทางหลวงได้ติดตามและหารือการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่า M82 พร้อมเปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการในวันที่ 28 สิงหาคม 2569
โดยการเปิดทดลองใช้ M82 ถือเป็นการปิดตำนานการก่อสร้างถนนที่ดำเนินมายาวนานตั้งแต่ปี 2513 หรือกว่า 50 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัดและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนถนนพระราม 2 โดยการเปิดใช้ M82 จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ประตูภาคใต้ได้รวดเร็วขึ้น และคาดว่าจะช่วยแบ่งเบาปริมาณการจราจรบนถนนพระราม 2 ซึ่งมีรถใช้บริการมากกว่า 200,000 คันต่อวัน
นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และลดระยะเวลาเดินทางได้ไม่น้อยกว่า 40 นาที ซึ่งการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนระบบโลจิสติกส์และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
“วันที่ 28 สิงหาคม 2569 จะเป็นการปิดตำนานของถนนพระราม 2 ซึ่งต้องบอกว่าเราก่อสร้างกันมานานหลายสิบปี ถือว่าเราได้ประสบความสำเร็จ คงจะลบภาพ ‘ถนนเจ็ดชั่วโคตร’ จากที่คนพูดถึง” พิพัฒน์ระบุ
⦁จำกัดความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชม.
อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์ระบุว่า การเปิดให้บริการ M82 ในครั้งนี้ยังถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาการเดินทางบนถนนพระราม 2 เนื่องจากโครงการยังมีงานก่อสร้างและงานระบบบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะด่านสมุทรสาคร 1 และด่านสมุทรสาคร 2
ขณะที่กระทรวงคมนาคมยังต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อกับ M82 เพื่อให้การเดินทางสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งเส้นทางพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการทางด่วนสองชั้น (Double Deck) ช่วงพระราม 3-ดาวคะนอง ซึ่งคาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน 2570
เนื่องจาก M82 ยังอยู่ในช่วงทดลองให้บริการและงานก่อสร้าง รวมถึงระบบบริหารจัดการความปลอดภัยบางส่วนยังไม่แล้วเสร็จ กรมทางหลวงจึงกำหนดมาตรการจำกัดความเร็ว โดยรถยนต์ 4 ล้อใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
นอกจากนี้ ไม่อนุญาตให้คนเดินเท้า จักรยาน รถจักรยานยนต์ทุกขนาดเครื่องยนต์ รถสามล้อ และรถล้อเลื่อนทุกประเภทใช้ทางยกระดับ M82 โดยผู้ใช้ยานพาหนะประเภทดังกล่าวยังสามารถเดินทางบนถนนพระราม 2 ด้านล่างได้ตามปกติ
ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และรถช่วยเหลือผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและบริหารจัดการจราจรในช่วงเปิดทดลองให้บริการ รวมถึงมีการติดตามความพร้อมของผิวทาง ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ ป้ายและเครื่องหมายจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
“เรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราได้ประสานงานกับกรมทางหลวงและตำรวจ ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดย M82 จำกัดความเร็วไว้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากฝ่าฝืนจะมีการตรวจจับและดำเนินการตามกฎหมาย” พิพัฒน์เน้นย้ำ
ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า M82 จะยังเปิดให้ประชาชนใช้บริการโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในช่วงทดลองประมาณ 2 ปี โดยช่วงเวลาดังกล่าวจะใช้สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านระบบบริหารจัดการและการดำเนินงาน รวมถึงการติดตั้งและทดสอบระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางและระบบควบคุมการจราจร ตามแผนที่เปิดเผยไว้
คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับระบบ O&M และระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในปี 2570 และคาดว่าจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในปี 2572 เมื่อระบบมีความพร้อมสำหรับการให้บริการเต็มรูปแบบ
⦁ปชช.แห่ใช้ แม้หวั่นความปลอดภัย
ภายหลังเปิดทดลองให้บริการ M82 ตลอดสายบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของการก่อสร้าง แต่คือการใช้งานจริงและเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ใช้เส้นทาง
เพราะแม้ M82 จะเข้ามาเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและช่วยแบ่งเบาการจราจรบนถนนพระราม 2 แต่เส้นทางยังอยู่ในช่วงทดลอง รวมถึงบางจุดที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ประชาชนยังต้องปรับตัวและศึกษารายละเอียด รวมถึงเสียงความคิดเห็นของประชาชนในโลกออนไลน์หลายคน ต่างยังมีความหวั่นใจในด้านความปลอดภัย และยังไม่มั่นใจที่จะไปทดลองเดินทาง เนื่องจากถนนเส้นนี้มีอุบัติเหตุรุนแรงเกิดบ่อยครั้ง และส่วนใหญ่เหตุมาจากการก่อสร้างโครงการทางยกระดับ
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงแรกประชาชนจะมีการแสดงความคิดเห็นถึงความกังวลต่อการใช้บริการ แต่หลังเปิดทดลองให้บริการ จากข้อมูลสถิติการใช้งานเส้นทาง M82 ในช่วง 3 วันแรก ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 กลับมีรถใช้บริการ M82 รวม 76,734 คัน แบ่งเป็นขาเข้า 35,592 คัน และขาออก 41,142 คัน ขณะที่ปริมาณการจราจรบนถนนพระราม 2 ด้านล่างมีแนวโน้มลดลง โดยขาเข้าลดลง 18.1% และขาออกลดลง 23.7%
สะท้อนว่าในระยะแรก M82 สามารถดึงปริมาณรถส่วนหนึ่งขึ้นไปใช้ทางยกระดับ และช่วยบรรเทาการจราจรบนถนนพระราม 2 ได้ในระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน แม้การเปิดทดลองให้บริการ M82 จะเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและช่วยแบ่งเบาภาระบนถนนพระราม 2แต่หลังเปิดใช้งานยังพบว่าการจราจรบางจุดเกิดการสะสม โดยเฉพาะบริเวณทางลงบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ต้องจับตาเรื่องการระบายรถและการเชื่อมต่อกับถนนระดับพื้นดิน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก บริษัท มหาชัยเคเบิลทีวี จำกัด เผยแพร่คลิปวิดีโอรายงานสถานการณ์การจราจรบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82)
โดยระบุว่า ฝั่งขาออกมุ่งหน้าลงใต้ บริเวณทางลงบ้านแพ้ว มีรถชะลอตัว ส่งผลให้มีท้ายแถวสะสมยาวไปถึงบริเวณโรงพยาบาลวิภาราม สมุทรสาคร ขณะที่ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้ากรุงเทพฯ การจราจรยังคงคล่องตัว สามารถเดินทางได้ตามปกติ
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ M82 จะเข้ามาเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเดินทางระยะไกล แต่การแก้ปัญหาจราจรไม่ได้จบลงเพียงแค่การเปิดทางยกระดับ เพราะ “คอขวด” ยังสามารถเกิดขึ้นบริเวณทางขึ้น-ลงและจุดเชื่อมต่อกับถนนสายหลักด้านล่างได้
โดยเฉพาะช่วงบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นจุดปลายทางของ M82 ในระยะทดลอง การระบายรถจากทางยกระดับลงสู่โครงข่ายถนนเดิม จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่พิพัฒน์ให้การบ้านกับกรมทางหลวง ติดตามอย่างใกล้ชิดและพิจารณาปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการจราจรบริเวณทางลงด่านบ้านแพ้ว ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นต่อไป
ซึ่งหลังจากนี้ นอกจากการติดตามการก่อสร้างในส่วนที่เหลือแล้ว ยังต้องพิสูจน์การใช้งานจริงว่าโครงการทางยกระดับบริเวณเหล่านั้น จะปลอดภัย มั่นคง และสามารถแก้ปัญหาที่สะสมมายาวนานบนถนนพระราม 2 ได้อย่างยั่งยืน
พร้อม “ปิดตำนานถนนเจ็ดชั่วโคตร” จริงๆ สักที!!

