ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นต้นตอของขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถูกจำกัดลงไปทุกที และดูเหมือนจะมีปัญหาสะสมที่เพิ่มมากขึ้นแบบไม่หยุดไม่หย่อน จนสร้างความกังวลถึงหลุมลึกของปัญหาเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่น การเรียกรับสินบนคาดสินบาททั้งในหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน รวมถึงประชาชนที่อาศัยความหละหลวมและช่องโหว่ของกฎหมาย เรียกหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถือเป็นต้นตอของปัญหาที่ตามมาเป็นพัลวัน สะท้อนถึงแผลเป็นของเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้างมากกว่าเดิม
ดังที่ได้เห็นการรวมตัวกันของภาคเอกชนในการจัดตั้งกลุ่มต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นมา โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกาศจุดยืนและขับเคลื่อนแคมเปญ Zero Corruption กกร.และเพื่อนไม่ทน ถือเป็นการประกาศสัญญาณลั่นกลองรบของภาคเอกชนอย่างเต็มตัว ผ่านการเน้นย้ำถึงการไม่จ่ายสินบนทุกรูปแบบ เพื่อปิดช่องโหว่การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งหากประเมินในช่วงที่ผ่านมา มักจะเห็นว่าภาคเอกชนจะพยายามไม่อยากพูดถึงการทำงานระหว่างภาครัฐบาล เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จึงไม่ค่อยจะมีการพูดถึงปัญหาในลักษณะที่เป็นทางการแบบนี้มากนัก
เมื่อภาพที่ไม่ค่อยมีให้เห็นกลับเกิดขึ้นให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากกว่าเดิม เมื่อ กกร.และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้พลีชีพแบบสุดชีวิตด้วยการเปิดเผยผลสำรวจโพล Zero Corruption เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า ภาคเอกชน 89.1% มองว่าปัญหาคอร์รัปชั่นในหน่วยงานรัฐรุนแรงขึ้น โดยมี10 หน่วยงานรัฐที่มียอดมูลค่าการเรียกรับสินบนหรือจ่ายใต้โต๊ะเฉลี่ยสูงสุดต่อครั้ง โดยหน่วยงานรัฐที่มียอดรับสินบนเฉลี่ยสูงสุดต่อครั้งอันดับ 1 ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ เฉลี่ย 102,160 บาทต่อครั้ง อันดับ 2 กรมเจ้าท่า เฉลี่ย 100,000 บาทต่อครั้ง ส่วนอันดับอื่นๆ ที่พบความเสี่ยงสูงก็เป็นหน่วยงานที่คาดคะเนได้อยู่บ้าง อาทิ ตำรวจทางหลวง กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ใน 26 หน่วยงานที่ถูกสำรวจรวมด้วย
⦁รู้ปัญหาแต่ไม่เห็นทางแก้ไข
ปัญหาต่างๆ ที่มีมากมายในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีใครรู้ หรือไม่ยอมรับ เพียงแต่แนวทางการแก้ไขยังไม่แข็งแรงมากเพียงพออย่างที่ควรจะเป็น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2.3% และปี 2570 จะขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.8% เท่านั้น แม้มีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นและผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิต รวมถึงภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด
แต่เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเอสขนาดเล็กมากๆ มีความสามารถในการปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง รวมถึงยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจแบบขาดประสิทธิภาพเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจาก 3 ปัญหาหลัก ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ 2.ขาดการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากร เช่น แรงงาน และ 3.กฎเกณฑ์หรือกติกาทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำหรือไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ เศรษฐกิจจึงเติบโตช้าและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว โดยปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น สะท้อนจากการส่งออกไทยที่ฟื้นตัวช้าและสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งคะแนน PISA1 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม OECD มากจากปัญหาคุณภาพแรงงานและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
⦁เม็ดเงินคอร์รัปชั่นกว่า 5 แสนล้าน
ทิศทางเศรษฐกิจที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจมองไว้ทั้งปัจจุบันและในอนาคต ถือว่าเป็นภาพที่ดูไม่สดใสมากนัก สอดคล้องกับมุมมองของภาคเอกชนที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา โดย นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากปัญหาคอร์รัปชั่นในไทย มีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปีแบ่งเป็นการโกงงบประมาณหลวงที่มีทั้งเรื่องเงินทอน การเอาเปรียบรัฐ การเรียกรับสินบนจากประชาชน และการกัดกินกันเองในระบบราชการ เช่น การซื้อขายตำแหน่ง โดยหากวิเคราะห์ตัวเลขเม็ดเงินเทียบกับมูลค่าของจีดีพี คิดเป็น 2.5% ซึ่งเป็นเหตุผลที่เศรษฐกิจไทยเติบโตรั้งท้ายอาเซียน
ความจริงการวางกฎหมายจะต้องวางให้เป็นของแข็ง แต่พฤติกรรมมนุษย์โดยเฉพาะคนไทยค่อนข้างลื่นไหลคือ การเอาตัวรอดก่อน และมนุษย์จะเลือกทางที่คุ้มค่าที่สุดเสมอ ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการผูกขาด และการใช้ดุลพินิจของภาครัฐสูงมาก คือเจ้าหน้าที่มีอำนาจตัดสินใจเยอะเกินไป กติกาไม่ชัดเจน แต่ในทางกลับกัน ความรับผิดชอบหรือการตรวจสอบ จากประชาชนกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากสมการคอร์รัปชั่นในไทยถึงได้พุ่งสูงอย่างที่เห็น
⦁เปรียบกฎหมายเพียงค่าธรรมเนียม
ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่เยอะและหลากหลายมาก แต่การที่กฎหมายบัญญัติบทลงโทษหรือค่าปรับที่ต่ำเกินไป อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ What Money Can’t Buy ของ Michael J. Sandel นักปรัชญาการเมืองจาก Havard ชี้ให้เห็นว่า หากบทลงโทษหรือค่าปรับสำหรับการโกงต่ำเกินไป และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จะไม่ถูกมองว่าเป็นโทษทางสังคม แต่จะกลายเป็นเพียงค่าธรรมเนียม (Fee) ที่คนมีเงินยินดีจ่ายเพื่อแลกกับการทำผิดกติกา เพราะหากค่าปรับหรือบทลงโทษต่ำเกินไป การโกงจะถูกมองว่าเป็นเพียงค่าธรรมเนียมในการทำธุรกิจ เราจึงต้อง Redesign โครงสร้างแรงจูงใจใหม่ ให้ความโปร่งใสเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
นอกจากนี้ ยังได้เสนอกรอบแนวคิดสำหรับการจัดการคอร์รัปชั่น โดยยึดหลักธรรมาภิบาลร่วมกับการทำกิโยตีนกฎหมาย(Regulatory Guillotine) เพื่อตัดลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนอันเป็นต้นตอของการใช้ดุลพินิจที่เกินความจำเป็น โดยมีข้อสังเกตเชิงวิชาการจากงานวิจัย พบว่าควรมีการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือประเมินผลอย่าง ITA ให้สามารถสะท้อนสถานะความโปร่งใสในภาคปฏิบัติได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐสามารถลงทุนกับเครื่องมือป้องกันเชิงโครงสร้างได้ตรงจุดมากกว่าเพียงการรณรงค์ด้านคุณธรรมเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเข้ามาเป็นกลไกกลางในการกลั่นกรองข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของมนุษย์ได้ ภาครัฐควรดำเนินการเร็วที่สุด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงตามมาตรฐานสากล
⦁เวิลด์แบงก์กางปัญหาเชิงนโยบาย
จากข้อมูลของ ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประเมินภาพความเสียหายจากการบริหารจัดการที่ล่าช้าของส่วนการปกครองหรือรัฐบาล ทั้งในแง่การรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ยกตัวอย่างล่าสุดที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่สามารถมองความเสียหายเป็นเพียงมูลค่าของสินทรัพย์ที่เสียหายเท่านั้น เพราะวิธีคิดแบบนี้ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างนโยบาย เพราะจะทำให้งบประมาณรัฐไปกระจุกตัวอยู่กับการป้องกันพื้นที่ของคนรวยหรือเขตเศรษฐกิจที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง ส่งผลกระทบต่อคนจน โดยธนาคารโลกเสนอให้เปลี่ยนมาวัดความเสียหายในมิติของความกินดีอยู่ดีที่สูญเสียไป เนื่องจากเงิน 1 ดอลลาร์ที่สูญเสียไปของคนจน ส่งผลกระทบต่อชีวิตรุนแรงกว่าคนรวยมหาศาล น้ำท่วมเป็นตัวเร่งให้คนจนต้องสูญเสียเครื่องมือทำกิน และบีบให้ก้าวเข้าสู่วัฏจักรความยากจนข้ามรุ่น โดยเฉพาะเหตุการณ์ภัยพิบัติมักเป็นส่วนหลักที่ฉุดให้ประชากรโลกกลายเป็นคนจนรายใหม่สูงถึงปีละ 26 ล้านคน
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่แนะนำคือ รัฐบาลต้องลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและการเตือนภัยที่ระบุเป้าหมายเพื่อปกป้องคนจน ควบคู่กับการทำระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่นตามภัยพิบัติ อาทิ การโอนเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแบบทั่วถึง เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชนมากกว่าเดิม
ธนาคารโลกจัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีความเสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมในเขตเมืองสูงที่สุด โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์สูงมาก เม็ดเงินและความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมและภัยแล้งสลับกันแบบสุดขั้ว ผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างกรุงเทพฯ ถือเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งปัจจุบันภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นจากสภาวะโลกรวน กำลังซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมของไทย เช่น สังคมสูงวัย และการเติบโตของผลิตภาพที่หยุดชะงัก หากไม่มีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว
หวั่นไทยเผชิญวิกฤตหยุดชะงัก
ด้าน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย มักส่งผลให้เกิดวิกฤตการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรุนแรงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พลังงาน และระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพต่ำกว่า ทำให้ความสูญเสียจากอุทกภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมูลค่าความเสียหายทางตรงของทรัพย์สิน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดวงจรน้ำท่วม-น้ำแล้งสลับกันถี่ขึ้น
โดยมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ปรับตัว โดยเปลี่ยนวิธีคิดจากการสร้างสิ่งก่อสร้างคอนกรีตแบบเดิม ไปเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานบนฐานธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่ชายฝั่งเพื่อเป็นปราการซับน้ำ ซึ่งจะช่วยปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานและลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานภาคธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
จากภาพปัญหาและคำแนะนำที่ถูกฉายซ้ำทุกครั้งหลังเกิดเรื่องขึ้นแล้ว หวังว่าเราจะได้เห็นปรากฏการณ์วัวหายล้อมคอกน้อยลงสักที
และคงต้องรอชมงาน Zero Corruption : From Policy to Action จัดโดยคณะทํางาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ว่าจะฉายภาพ Zero Corruption จะเปลี่ยนวันนี้ เพื่ออนาคตประเทศไทย ได้อย่างไร



