ผูกขาด ‘เอทานอลบริสุทธิ์-เกรดอุตฯ’ ศก.ไทยสูญเสียแสนล้าน

29.09.26 | 09:47 น.


ในขณะที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างชูนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) และประกาศหมุดหมายให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แต่ในความเป็นจริง กลับมี “ข้อตลกร้ายเชิงโครงสร้าง” ที่กีดกันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมายาวนานกว่าทศวรรษ นั่นคือการ “ล็อกสเปก-ผูกขาดตลาด” ในอุตสาหกรรมเอทานอล

ปัจจุบัน โรงงานผลิตเอทานอลสำหรับเชื้อเพลิงจำนวน 28 แห่งทั่วประเทศไทย กำลังเผชิญกับภาวะ “อุปทานส่วนเกิน” อย่างรุนแรง ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ยอดการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ในภาคการขนส่งกลับมีแนวโน้มชะลอตัวลงเรื่อยๆ ตามการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้า ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผู้ผลิตเอทานอลต้นน้ำต้องแบกรับภาระสต๊อกเอทานอลล้นคลัง และเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ต้องสุ่มเสี่ยงกับราคารับซื้อพืชผลที่ผันผวนและตกต่ำ

ในทางกลับกัน เรื่องที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยก็คือ ในขณะที่ผู้ผลิต 28 โรงงานมีกำลังการผลิตเอทานอลเหลือจนแทบไม่มีที่เก็บ แต่ภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าสูงของประเทศ กลับเผชิญภาวะ “ขาดแคลนเอทานอล”

Advertisement

ประตูที่ไม่ยอมเปิด สร้าง‘การผูกขาดตลาด’ และความเสียหายระดับแสนล้าน

ที่ผ่านมาประเทศไทยกำหนดเกณฑ์ทางกฎหมายให้โรงงานเอทานอล 28 แห่ง สามารถผลิตและขายเอทานอลเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้นคือ “ผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง” หากจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นในประเทศถือว่าผิดกฎหมาย!

ผลลัพธ์คือ ตลาดเอทานอลบริสุทธิ์และเกรดอุตสาหกรรมในประเทศไทย ถูกจำกัดให้อยู่ในสภาวะผูกขาด (Monopoly) โดยมีผู้ขายที่เป็นรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ์เพียง “รายเดียว” ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถผลิตเอทานอลบริสุทธิ์ได้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศ อีกทั้งประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนสูง ต้องขายในราคา 50-60 บาทต่อลิตร ในขณะที่โรงงานเอทานอลอื่นของไทยสามารถผลิตและขายได้เพียง 30-35 บาทต่อลิตรเท่านั้น

ความผิดปกติเชิงโครงสร้างนี้ สร้างความเสียหาย ปิดโอกาสการพัฒนาและขยายธุรกิจ ต่อ 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น

– อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ : ที่ต้องใช้เอทานอลเกรดบริสุทธิ์สูงในการสกัดและผลิตยา

– อุตสาหกรรมเครื่องสอบอ่าง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย (Personal Care): ที่ต้องการวัตถุดิบสะอาดและปลอดภัย

– อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ (Bio-Ethylene/Bio-PE): หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

– รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร สมุนไพร สารเคลือบ สิ่งทอ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

เมื่อผู้ขายรายเดียวผลิตไม่พอ จะเปิดเสรีเอทานอลก็ราคาแข่งขันไม่ได้กับโรงงานอื่นในประเทศ เอทานอลที่นำเข้าก็ต้องถูกบวกภาษีจนสุดท้ายก็ต้องขายราคาแพงพอๆ กับผู้ขายรายนี้ ผลกระทบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการปลายน้ำที่จำใจต้องใช้ “เอทานอลเกรดบริสุทธิ์และเกรดอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพงมาก” ทั้งๆ ที่ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมีมากถึง 80-100 ล้านลิตรต่อปี แต่เมื่อการผลิตและขายถูกผูกขาด ก็ต้องนำเข้าเอทานอลบริสุทธิ์และเกรดอุตสาหกรรมเพิ่มมากกว่า 60 ล้านลิตรต่อปี

นี่คือความย้อนแย้งขั้นสุด : ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกอ้อยและมันสำปะหลังระดับโลก มีโรงงานผลิตเอทานอลถึง 28 แห่งตั้งอยู่บนแผ่นดินตัวเอง แต่โรงงานไทยกลับถูกห้ามผลิตและขายให้คนไทย แล้วปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยส่งออกเงินตราต่างประเทศนับหมื่นนับแสนล้านบาทไปนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีราคาแพง! และตลกร้ายยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประเทศไทยต้องส่งออกสมุนไพรดิบมูลค่าต่ำออกไปให้ต่างชาติ แล้วต้องนำเข้าสมุนไพรชนิดเดียวกันที่เป็นสารสกัดแล้วกลับเข้ามาในราคาแพงลิบลิ่ว เพราะประเทศอื่นเขามีเอทานอลที่ใช้สกัดในราคาที่ถูกกว่า!!

กฎหมายแก้แล้ว แต่นโยบายกลับถูก‘แช่แข็ง’

ความไม่ถูกต้องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ภาครัฐไม่รับรู้ ที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างหนัก จนกระทั่งเกิดความหวังครั้งใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2568:

– 19 พฤศจิกายน 2568 : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ส.ล.ค.) ส่งร่างกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. … ให้ ส.อ.ท.พิจารณา ซึ่งเปิดทางให้ผู้ผลิตเอทานอลเชื้อเพลิงสามารถขายในอุตสาหกรรมอื่นได้ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

– 24 พฤศจิกายน 2568 : ส.อ.ท.มีหนังสือตอบกลับ เห็นชอบกับการปลดล็อกกฎหมาย และเสนอแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมรวมทั้งรายชื่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ

– 26 พฤศจิกายน 2568 : คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวง โดยมีมติให้รับความเห็นของ ส.อ.ท.ไปประกอบการพิจารณา และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง (กรมสรรพสามิต) รับไปดำเนินการ

– 2 ธันวาคม 2568 : กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ.2568 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ

ตามขั้นตอนแล้ว เรื่องควรจะจบและผู้ประกอบการควรจะได้เริ่มขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ทว่า… ตั้งแต่วันที่ประกาศราชกิจจานุเบกษา จนถึงปัจจุบัน กลับยังไม่มีการออก “ประกาศอธิบดีกรมสรรพสามิต” เพื่อกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมและหลักเกณฑ์การปฏิบัติจริงเลย!

การชะลอการออกประกาศอธิบดีเท่ากับเป็นการ “แช่แข็งและเพิกเฉย” ต่อมติ ครม. และทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นเพียงกระดาษไร้ความหมาย ผู้ผลิตเอทานอลทั้ง 28 แห่งยังคงถูกมัดมือชก ไม่สามารถผลิตและขายเอทานอลบริสุทธิ์หรือเกรดอุตสาหกรรมให้แก่อุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศได้

ทางออก : ปลดล็อก‘ประกาศอธิบดี’เร่งคืนลมหายใจให้เศรษฐกิจไทย

การเปิดเสรีอุตสาหกรรมเอทานอล ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็น “การทลายระบบผูกขาด” เพื่อสร้างโอกาสสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้

1.เร่งออกประกาศอธิบดีกรมสรรพสามิตทันที : กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้โรงงานเอทานอลเชื้อเพลิงทั้ง 28 แห่ง สามารถผลิตและขายเอทานอลเกรดบริสุทธิ์และเกรดอุตสาหกรรมได้อย่างเสรีและเป็นธรรม

2.สร้าง Ecosystem เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) : ปลดล็อกให้อุตสาหกรรม Bio-Ethylene เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และเคมีชีวภาพสามารถเติบโตในประเทศ ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำ กลางน้ำดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคสีเขียว

3.คุ้มครองและยกระดับเกษตรกรไทย : ทำให้ความต้องการใช้พืชผลทางการเกษตร (อ้อย/มันสำปะหลัง) มีเสถียรภาพจากการนำไปแปรรูปในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ต้องผูกติดอยู่กับปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ว่า นโยบาย “Net Zero” และการส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่วาทกรรมสวยหรูบนเวทีโลก แต่กล้าที่จะลงมือแก้ปัญหาทลายการผูกขาดในบ้านตัวเอง ด้วยการสลัดตรายางที่ล่าช้า และกดปุ่มเปิดเสรีเอทานอลไทยอย่างเป็นรูปธรรมเสียที