สัปดาห์นี้น่าจะเห็นภาพรวมในหลายมิติระดับโลก ทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยง และแนวทางรับมือร่วมกัน ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะ และการลดความยากจน จากเวทีการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เฉพาะประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จากประเมินไว้ขยายตัว 1.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นขยายตัว 1.9% ในเดือนตุลาคมนี้ อิงปัจจัยความเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวัง 2 ส่วนคือ ปัจจัยภายนอก ตั้งแต่อุปสรรคทางการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนตลาดการเงิน อาจกระทบการส่งออก ต้นทุนการผลิต และการลงทุน กับปัจจัยภายใน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs การลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ และผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันยังไม่มาก
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 น่าจะขยายตัวได้เกิน 2-2.3% เลย แต่เมื่อถามผู้ประกอบการหลากหลายแขนง ยังมองว่าการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยนั้นยังอยู่ระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ
ดังนั้น “เศรษฐกิจ พลัส” จากนี้ ควรทำอย่างไร!!
⦁แนะแก้ปมโครงสร้างที่สะสมมานาน
ผู้ผลิตและส่งออก นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) ให้ความเห็นถึงเป้าหมายเศรษฐกิจไทยเติบโต 2.0-2.2% ในปี 2569 และเกิน 2.4-2.5% ในปี 2570 นั้นว่า ส่วนตัวมองว่าเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่ประเด็นสำคัญคือประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาระยะสั้น ดังนั้น แม้จะมีเหตุการณ์น้ำท่วม ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการโยกงบประมาณไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ก็อาจไม่ได้เป็นตัวแปรชี้ขาดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ ประเด็นโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพระบบการศึกษา ประสิทธิภาพของระบบราชการ ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจติดอยู่ในระดับต่ำต่อไป
ในความเป็นจริง ประเทศไทยทราบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว และหลายประเด็นก็ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 แล้ว ดังนั้นสิ่งสำคัญในวันนี้ไม่ใช่การเขียนแผนใหม่ แต่คือการนำแผนที่มีอยู่ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และวัดผลได้ หากสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าอัตราการเติบโตระดับ 2-3% ต่อปี ยังเป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้
นายชลัมพลตอบคำถามหากยึดโจทย์ “เศรษฐกิจไทย พลัส” รัฐบาลควรดำเนินการอย่างไรนั้นว่า ส่วนตัวมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นในบางช่วงเวลา เพราะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าและเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์มักเป็นเพียงชั่วคราว หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราไปช่วยคนตกปลา เขาอาจมีอาหารกินในวันนั้น แต่สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือการสอนให้เขาตกปลาเป็น เพราะจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
ในระยะสั้น รัฐบาลควรช่วยลดภาระค่าครองชีพ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเร่งการลงทุนที่สามารถเกิดผลได้ทันที เพื่อรักษาการจ้างงานและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ส่วนระยะกลาง ควรมุ่งยกระดับทักษะแรงงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคการผลิต เพิ่มผลิตภาพของแรงงานและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มรายได้ของประเทศ และในระยะยาว ควรเร่งปฏิรูปการศึกษา ปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มจากความรู้และนวัตกรรม
“การกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถช่วยได้ในระยะสั้น แต่หากต้องการให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะนั่นคือรากฐานของการเติบโตที่แท้จริงในระยะยาว” นายชลัมพลกล่าว
⦁เทน้ำหนัก‘พลวัตใหม่เพื่ออนาคต’
ขณะที่ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 อยู่ที่ระดับ 2.0-2.2% ยังมีโอกาสมาก โดยประมาณการของ กกร. ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ประเมินว่า GDP ทั้งปี 2569 อาจขยายตัวได้ราว 2.1-2.5% นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2569 จนถึงเดือนกันยายน ยังมีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ยอดส่งออกเติบโตสูงขึ้น และเป็นแรงพยุง GDP ของไทยในช่วงที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ซึ่งมาตรการไทยช่วยไทยพลัสช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชนและรายได้ของร้านค้ารายย่อยในช่วงวิกฤต
ในส่วนน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร วัตถุดิบ การขนส่ง และสภาพคล่องของผู้ประกอบการ หากการฟื้นฟูล่าช้า ผลกระทบอาจส่งต่อไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกตรวจสอบตามปกติ สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากกว่าคือความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย อาจทำให้การลงทุน การอนุมัติโครงการ และการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า
การจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสิ่งจำเป็น และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้เร็วขึ้น แต่หากต้องโยกงบประมาณออกจากโครงการลงทุนที่มีความพร้อม ก็จำเป็นต้องประเมินด้วยว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจจากโครงการเหล่านั้นจะหายไปมากน้อยเพียงใด รัฐบาลจึงควรเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการรักษาการลงทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับปี 2570 ตั้งเป้าหมายการเติบโตกว่า 2.5% ยังมีความเป็นไปได้ แต่ต้องมีแรงส่งเพิ่มเติมจากการลงทุนใหม่ ผลิตภาพที่สูงขึ้น และรายได้ที่กระจายไปยังประชาชนในวงกว้าง การส่งออกในกลุ่มเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และ AI อาจช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง แต่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่และรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่การเติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน
นายวิศิษฐ์ระบุต่อว่า เห็นว่าไทยช่วยไทยพลัสมีประโยชน์ในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ทำให้การหมุนเวียนธุรกิจยังเป็นไปได้ในช่วงเวลาวิกฤต แต่ควรใช้เป็นมาตรการเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญวิกฤตหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ควรพึ่งพามาตรการลักษณะนี้เป็นเครื่องมือหลักอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อดำเนินการไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ผลกระตุ้นอาจลดลงขณะที่ภาระงบประมาณและความเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรใช้ไทยช่วยไทยพลัสควบคู่กับนโยบายอื่น โดยเฉพาะ Reinvent Thailand เพื่อเปลี่ยนแรงกระตุ้นระยะสั้นให้เป็นการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว การดำเนินการเช่นนี้จะช่วยสร้างความยั่งยืนมากกว่าการอัดฉีดกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว และจะช่วยให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างรายได้ในอนาคต
ในระยะสั้น ควรทำให้ประชาชนและร้านค้าเข้าถึงสิทธิได้สะดวก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ควบคู่กับการฟื้นฟูร้านค้า ตลาด และเส้นทางขนส่ง เพราะการเพิ่มกำลังซื้อจะเกิดผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการสามารถกลับมาเปิดกิจการและจำหน่ายสินค้าได้ รัฐควรช่วยเสริมสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียน และการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ส่วนในระยะกลาง ควรต่อยอดร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การบริหารต้นทุน และการเข้าถึงสินเชื่อโดยใช้ข้อมูลรายรับที่ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ควรเชื่อมโยงร้านค้ากับผู้ผลิต SMEs และเกษตรกรไทย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น พร้อมลดขั้นตอนการอนุญาตและเร่งการลงทุนในกิจการที่มีตลาดรองรับภาคเกษตรและอาหารสามารถเป็นโครงการนำร่องของ Reinvent Thailand ได้ โดยพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ เพิ่มผลิตภาพ และต่อยอดไปสู่อาหารอนาคตหรือส่วนผสมที่มีมูลค่าสูง ภาครัฐควรลงทุนในห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ขณะที่ภาคเอกชนลงทุนในสายการผลิต การพัฒนาสินค้า และการขยายตลาด รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้เพื่อลดการสูญเสีย
สำหรับในระยะยาว ประเทศไทยต้องลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ การป้องกันภัยพิบัติ พลังงานสะอาด การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนทักษะแรงงาน พร้อมสร้างกติกาที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ ทุกมาตรการควรมีเจ้าภาพและตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยไทยช่วยไทยพลัสควรวัดจากจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ การเข้าถึงสิทธิ และยอดขายที่เพิ่มขึ้นจริง ส่วน Reinvent Thailand ควรวัดจากผลิตภาพ เงินลงทุนใหม่ การจ้างงาน รายได้เกษตรกร และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย
“แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเลือกใช้มาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เป็นการใช้ไทยช่วยไทยพลัสเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และใช้ Reinvent Thailand เป็นกลไกสร้างการลงทุนใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต” นายวิศิษฐ์กล่าว
⦁นโยบายต้องแยบยลด้วยยุทธศาสตร์
ตัวแทนภาคเอสเอ็มอี นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยว่าด้วย GDP กับความท้าทายเติบโตรั้งท้ายอาเซียน เป้าหมายปี 2569 ขยายตัว 2.0-2.2% และปี 2570 ขยายตัวเกิน 2.5% ไม่ได้อยู่ที่การคำนวณอย่างมีข้อมูลที่ถูกต้องและการวิเคราะห์ปัจจัยบวกและลบของโลกและภูมิภาครวมทั้งประเทศไทยอย่างรอบด้าน แต่อยู่ที่การออกแบบนโยบายอันแยบยลด้วยยุทธศาสตร์และกลยุทธ์และมีขีดความสามารถในการลงมือทำอย่างมีผลิตภาพและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเพื่อพลิกโฉมหน้าการบริหารเศรษฐกิจประเทศไทย สิ่งสำคัญกับการสร้างดุลยภาพเศรษฐกิจไทยที่ต้องมุ่งเน้นเป้าหมายที่ชัดเจนในการเติบโต ขยายตัว สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ กับการวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ปรับ 3 โครงสร้าง คือ
1.โครงสร้างหนี้ครัวเรือน กับการลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน, การเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงิน, การสร้างค่านิยมบ่มเพาะวินัยทางการเงินบนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, สร้างกลไกเข้าถึงหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยให้ประชาชน, ผลักดันให้เกษตรกรและเอสเอ็มอีเข้าถึงหนี้เพื่อการประกอบอาชีพและธุรกิจ, พลเมืองรู้เท่าทันและเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีคุณภาพ, ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบและส่งเสริมการเข้าถึงใช้แหล่งทุนที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำก่อให้เกิดผลิตภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชน แรงงาน เกษตรกรและเอสเอ็มอีไทย
2.โครงสร้างหนี้สาธารณะ กับการบริหารเงินกู้ของรัฐที่มุ่งสร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปรับโครงสร้างพื้นฐานทางขนส่ง คมนาคม โลจิสติกส์, โครงสร้างพื้นฐานบริหารทรัพยากรน้ำ ระบบชลประทานและพลังงานสะอาด, โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม, โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาและพัฒนากำลังคนโดยโครงสร้างการลงทุนนั้นต้องก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมสูง คุ้มค่าการลงทุนและส่งเสริมให้ภาคเอกชนเติบโตควบคู่กันได้ทุกขนาดกิจการ
3.โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการผลิตในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริการที่ยกระดับผลิตภาพและคุณภาพมาตรฐานให้สูงแข่งขันได้, โครงสร้างการตลาดที่ลดการพึ่งพาต่างประเทศ เน้นการใช้วัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตและสินค้าบริการภายในประเทศทดแทน ลดการขาดดุลทางการค้า โครงสร้างปัจจัยการผลิตและการกระจายรายได้และโครงสร้างรัฐที่ต้องลดซ้ำซ้อนโครงสร้างรัฐ จัดแบ่งภารกิจให้ครอบคลุม ลดช่องว่าง ลดจำนวนมาตรการและโครงการที่เป้าหมายและตัวชี้วัดผลลัพธ์เดียวกันต่างหน่วยงานทำ บูรณาการงบประมาณให้เกิดผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมากและผลกระทบสูง อาจใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส ภาครัฐ” One Stop Services (OSS) เป็นศูนย์รวมมาตรการและช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน ข้อเสนอแนะ, โครงการรัฐเพื่อการให้บริการ Scale up และ Skill Up เกษตรกร แรงงานและเอสเอ็มอี
“ทั้ง 3 โครงสร้างต้องใช้ ‘พลังพลเมืองไทย 5 ส’ ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยความสุจริต (ไร้ทุจริต) เสมอภาค (ยุติธรรม) สิ่งแวดล้อม(ลดโลกร้อน) ส่วนร่วมประชาชน (ตอบโจทย์ความต้องการแท้จริง) และสร้างสรรค์ (อย่างมีนวัตกรรม) บนพื้นฐานของธรรมาภิบาล กล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงแม้จะกระทบต่ออิทธิพลกลุ่มทุนใหญ่ที่มีอำนาจของประเทศ รวมถึงการเร่งแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ประกาศและสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่ยาวิเศษรักษาสารพัดโรคเศรษฐกิจที่ป่วยเรื้อรังมาอย่างยาวนาน” นายแสงชัยกล่าว
โดยทุกเสียงข้างต้นตบท้ายว่า คาดหวังให้ประเทศไทยใช้เวที IMF-World Bank 2026 สร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงความร่วมมือและนำเสนอโอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยพ้นระดับต่ำกว่าศักยภาพ



