เอไอกับธุรกิจโทรคมนาคมไทย ใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและรอบคอบ

16.10.26 | 09:47 น.
เอไอกับธุรกิจโทรคมนาคมไทย ใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

นายปิยุช เจน ลีดเดอร์ด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย

นายหยาง จี้จือ ลีดเดอร์ด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม บริการ ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย ร่วมแสดงความเห็นถึงการใช้ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ กับโอกาสทองในธุรกิจโทรคมนาคมไทย ไว้ดังนี้


ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ ‘ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะนำ AI มาใช้หรือไม่’ แต่เป็น ‘พวกเขาจะนำ AI มาใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและรอบคอบ’ เพื่อลดภาระและความซับซ้อนของเครือข่าย

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือหลายสิบล้านครั้งในแต่ละวัน เป็นแรงขับเคลื่อนธุรกรรมทางธุรกิจ บริการสาธารณะ และการสื่อสารส่วนบุคคลทั่วประเทศ ด้วยจำนวนเลขหมายโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่มากกว่า 99.5 ล้านเลขหมาย ส่งผลให้ปริมาณการโทร การสอบถามข้อมูล และการติดต่อใช้บริการผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมไทยนั้นมหาศาล ขณะที่ความผิดพลาดที่ผู้ใช้ยอมรับได้มีอยู่อย่างจำกัด

การยกระดับประสบการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการให้บริการที่ดีขึ้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญทางธุรกิจที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องเร่งดำเนินการ รายงาน 2026 Technology, Media & Telecommunications Predictions ของดีลอยท์ระบุว่า ร้อยละ 77 ของผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ได้มีความผูกพันอย่างแท้จริงต่อผู้ให้บริการ มีเพียงร้อยละ 47 ที่ยังใช้บริการกับผู้ให้บริการรายเดิมนานเกิน 5 ปี โดยมีอัตราการเปลี่ยนผู้ให้บริการโดยเฉลี่ยร้อยละ 22 ต่อปี

Advertisement

แม้ AI อาจเป็นคำตอบสำคัญ แต่แรงกดดันทางธุรกิจยังคงมาพร้อมกับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ประเทศไทยกำลังยกระดับกรอบการกำกับดูแล AI ไปสู่กรอบการกำกับดูแลที่อิงตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Regulatory Framework) พร้อมทยอยออกกฎเกณฑ์ใหม่ตลอดปี 2569 ดังนั้นสำหรับองค์กรโทรคมนาคมที่ต้องยกระดับการให้บริการควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุน กฎเกณฑ์เหล่านี้จึงยิ่งเพิ่มความเร่งด่วนและความซับซ้อนในการดำเนินงาน

ผู้ให้บริการโทรคมนาคมไทยกับการก้าวสู่แนวหน้าด้าน AI

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการโทรคมนาคมในไทยมีรากฐานด้าน AI อยู่แล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการลงทุนในระบบจัดการโครงข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผู้ให้บริการหลายรายได้เริ่มพัฒนาโครงข่ายอัตโนมัติ (Autonomous Network) และนำ Generative AI และ Agentic AI มาช่วยคาดการณ์ความผิดปกติ เปลี่ยนเส้นทางข้อมูล และแก้ไขปัญหาโดยแทบไม่ต้องพึ่งพามนุษย์

นอกจากนี้ ประสบการณ์ของลูกค้าก็กำลังถูกปฏิวัติเช่นกัน โดย Virtual Agent ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้ในระดับสูง กำลังเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้แบบเรียลไทม์เพื่อส่งมอบบริการเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ รวมถึงยังมีการพัฒนาให้ผู้ช่วย AI เฉพาะทางรองรับบริบทเฉพาะของไทย

อีกสิ่งที่น่าจับตาคือ การผลักดัน Sovereign AI ของไทยซึ่งช่วยควบคุมด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้ยกระดับจากการเป็นผู้ให้บริการเชื่อมต่อ (Connectivity Provider) ไปเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับ Hyperscale ที่ดำเนินงานโดยคนไทยและตั้งอยู่ในประเทศไทย ควบคู่ไปกับโมเดล AI ภาษาไทย และระบบประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังพบได้ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมต่างเร่งลงทุนในเทคโนโลยี Generative AI การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วย AI การบริหารจัดการโครงข่ายอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign AI ส่งผลให้คำถามสำคัญสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมของไทยในวันนี้ไม่ใช่ “จะนำ AI มาใช้หรือไม่”อีกต่อไป แต่คือ “จะสามารถเปลี่ยนการทดลองและการนำร่องเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนได้รวดเร็วเพียงใด”

ช่องว่างในการนำไปปฏิบัติ

ก้าวต่อไปของ AI คือ Agentic AI หรือระบบอัตโนมัติที่สามารถวิเคราะห์เหตุผล ลงมือทำ และตัดสินใจแทนลูกค้า พนักงาน และองค์กรได้ โดยภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าตลาดโลกสำหรับ AI Agent แบบอัตโนมัติอาจมีมูลค่าสูงถึง 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเพิ่มเป็น 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะที่ดีลอยท์ประเมินว่าตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับองค์กรที่บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คุณค่าที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นขององค์กรที่ทดลองด้าน AI มากที่สุด แต่เป็นขององค์กรสามารถนำไปใช้งานจริงได้เร็วที่สุด

แม้ AI จะเปิดโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล แต่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI ยังคงมีอยู่ เนื่องจากในหลายกรณี มูลค่าประเมินและคำสัญญาของผู้ขายได้ล้ำหน้าคุณค่าที่ธุรกิจได้รับจริงในปัจจุบัน สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ความกังวลดังกล่าวถือเป็นรูปธรรม การทุ่มลงทุนในหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ศูนย์ข้อมูลและขีดความสามารถด้านโครงข่ายเร็วเกินไป อาจทำให้สินทรัพย์ราคาแพงถูกใช้งานไม่คุ้มค่า ในขณะที่การใช้โมเดลขนาดใหญ่โดยไม่มีการควบคุม สามารถเปลี่ยนต้นทุนการประมวลผลและการบริโภคโทเค็น (Token) ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ความท้าทายหลักในปัจจุบันไม่ใช่การขาดกิจกรรมด้าน AI ทั่วโลก ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจำนวนมากติดอยู่ในภาวะ ‘Pilot Purgatory’ หรือภาวะที่โครงการ AI จำนวนมากยังอยู่ในขั้นทดลอง โดยมีหลายโครงการ AI ที่มีศักยภาพ แต่ไม่สามารถขยายผลหรือสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีความหมายได้

สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในไทย ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่การลงทุนเกินตัว แต่เป็นการดำเนินงานจริง โดย AI ถูกจัดให้เป็นขีดความสามารถทางธุรกิจ (Business Capability) ไม่ใช่แค่งานวิจัยเทคโนโลยี ผู้ประกอบการชั้นนำมีการกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน วัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ และมีวินัยในการตัดสินใจว่า Use Case ใดควรไปต่อหรือควรตัดจบ

โอกาสทองในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

การจะคว้าชัยชนะในยุค AI ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) พาร์ตเนอร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เลิกใช้เครื่องมือที่กระจัดกระจาย แล้วรวมศูนย์ระบบนิเวศ 2) ออกแบบเพื่อใช้งานจริงตั้งแต่วันแรก หยุดทำโครงการนำร่องที่ไม่มีจุดสิ้นสุดหรือไร้กรอบเวลา และ 3) ให้อำนาจทีมสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบการบริหารต้นทุน ความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมายที่ชัดเจน

โอกาสทองในการลงมือดำเนินการมีเวลาเพียง 12-18เดือนข้างหน้าเท่านั้น ผู้ให้บริการที่สามารถผสานขีดความสามารถเหล่านี้ลงใน DNA การดำเนินงานได้สำเร็จ จะสร้างความได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ส่วนผู้ที่ชะลอการตัดสินใจจะเริ่มถูกทิ้งห่าง ไม่ใช่เพราะเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี แต่เพราะขาดวินัยองค์กรในการดึงศักยภาพเทคโนโลยีมาใช้

สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการลดต้นทุนหรือสร้างความประทับใจให้ลูกค้า แต่คือโอกาสครั้งสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ Agentic AI ของไทย และวางโครงสร้างพื้นฐานให้อนาคตดิจิทัลของชาติอย่างแท้จริง