ไทยเจ้าภาพโอลิมปิกการเงิน 2026 เสริมเป้าลงทุน30%ต่อจีดีพี

19.10.26 | 09:47 น.
ไทยเจ้าภาพโอลิมปิกการเงิน 2026 เสริมเป้าลงทุน30%ต่อจีดีพี

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีที่รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาหารือทิศทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะประกาศศักยภาพและเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าและการลงทุนระดับนานาชาติ

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปีที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ หลังเคยจัดมาแล้วในปี 2534 และไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมนี้ถึง 2 ครั้ง ร่วมกับตุรกีและญี่ปุ่น การกลับมาจัดงานอีกครั้งจึงเป็นทั้งการยืนยันความพร้อมของไทยในการรองรับการประชุมระดับโลก และโอกาสแสดงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง การท่องเที่ยว การบริการ ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ


ก่อนวันเริ่มงานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 15,000 คน ก่อนที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะระบุว่า ในช่วง 2 วันแรกของการประชุม มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมจากต่างประเทศเกือบ 20,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการจัดประชุม สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีต่อการเป็นเจ้าภาพของไทย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญหลังการประชุมไม่ใช่เพียงเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์จัดงาน แต่คือการเปลี่ยนความสนใจจากเวทีโลกให้เป็นการลงทุน การจ้างงาน และการยกระดับผลิตภาพของประเทศ โดยรัฐบาลเน้นย้ำการชูบทบาทไทยในฐานะ “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนและความแตกแยก

ขณะเดียวกัน การประชุมมีมากกว่า 520 กิจกรรม และมีการประชุมหารือทวิภาคีประมาณ 1,500 ครั้ง จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “Olympics of Finance” หรือมหกรรมโอลิมปิกด้านการเงิน เพราะรวบรวมผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารการเงินจากหลายประเทศไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน

Advertisement

สำหรับไทย การเป็นเจ้าภาพช่วยนำเสนอความพร้อมของกรุงเทพฯ ทั้งสถานที่ประชุม ระบบขนส่งสาธารณะ โรงแรม โรงพยาบาล และการบริการ อีกทั้งเปิดโอกาสให้นานาชาติได้สัมผัสศิลปวัฒนธรรม อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวของไทย ซึ่งอาจสร้างผลต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วม และทางอ้อมจากภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุน

เอกนิติชูบทบาท Trusted Connector

เอกนิติขึ้นบรรยายในเวที Bangkok Dialogue Notes เวทีที่สรุปภาพรวมของการจัดการประชุมว่า ผลลัพธ์สำคัญจากการประชุมมี 3 ด้าน ได้แก่ การได้รับการยอมรับในระดับสากลจากความสามารถในการเป็นเจ้าภาพ การมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกร่วมกับ IMF และธนาคารโลก และการแสดงบทบาทไทยในฐานะ “Trusted Connector” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความแตกแยกและความไม่แน่นอนสูง

จากการหารือในเวทีต่างๆ พบความเสี่ยงสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยและการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับไทย เอกนิติเน้นย้ำถึงการรักษาวินัยทางการคลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมของหลายประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมเสนอให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนจากราคาพลังงานมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง แทนการอุดหนุนแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน

ด้าน AI ความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกเป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนในกลุ่มโฟโตนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์สำหรับหน่วยควบคุมพลังงาน เซ็นเซอร์ และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) แต่ไทยต้องทำมากกว่าดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ โดยต้องถ่ายทอดความรู้ พัฒนาทักษะแรงงาน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยกับ SMEs ในท้องถิ่นเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ไทยยังนำเสนอการใช้ AI ขนาดเล็ก หรือ Small AI ผ่านแอพพลิเคชั่น “นกกระซิบ” เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และใช้ข้อมูลธุรกรรมเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ขณะเดียวกัน การประชุมยังนำไปสู่กรอบ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย IMF และหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำ เพื่อรับมือการหลอกลวงทางการเงินและสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

ต่อยอดเวทีโลก ตั้งเป้าลงทุนต่อ GDP 30%

เอกนิติระบุ ไทยจะต่อยอดความร่วมมือจากเวที IMF-WBG ไปสู่การประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค (APEC) ที่ฮ่องกง และการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2570 โดยจะนำคณะผู้แทนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมในนามทีมประเทศไทย

นอกจากนี้ ไทยร่วมกับ WEF ริเริ่มกิจกรรม “Road from Bangkok to Davos” เชิญผู้นำธุรกิจไทยพบปะนักลงทุนระดับโลก เพื่อสร้างความสนใจและเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินลงทุน โดยรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นในประเทศควบคู่กัน ผ่านการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง รวมถึงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และทุนมนุษย์

ขณะเดียวกัน รัฐบาลและภาคเอกชนจะกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน 3 ด้าน ได้แก่ เพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential Growth) ให้สูงกว่า 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันประมาณ 22% เป็น 30% และผลักดันให้ไทยติดอันดับ 20 อันดับแรกของโลกด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน

เอกนิติระบุอีกว่า การบริโภคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างรายได้ในอนาคต ขณะที่การลงทุนช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและขีดความสามารถในการเติบโต จึงต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน พร้อมติดตามผลให้เกิดขึ้นจริง

ในระดับภูมิภาค ไทยยังเตรียมผลักดันการค้าอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการค้าภายในภูมิภาคเพียง 22% เทียบกับสหภาพยุโรปที่มากกว่า 60% โดยเสนอให้ต่อยอดกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) ระหว่างประเทศ เพื่อให้ธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนสะดวกขึ้น และสนับสนุนการลงทุนข้ามประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค

หอค้าไทยชี้เม็ดเงินระยะสั้นต้องต่อยอดลงทุน

ด้าน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็นโอกาสแสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งการจัดประชุมระดับนานาชาติ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และการต่อยอดไปสู่การเติบโตในระยะยาว

หอการค้าไทยประเมิน ผู้เข้าร่วมประชุมประมาณเกือบ 19,000 คนเมื่อรวมครอบครัว ผู้ติดตาม และผู้เกี่ยวข้องอาจมากกว่า 30,000 คนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท โดยธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลระยะกลางและระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นการลงทุนจริงและการสร้างงานคุณภาพสูงได้มากน้อยเพียงใด

พจน์ยังระบุอีกว่า ไทยควรนำข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของธนาคารโลกมาขับเคลื่อน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 พร้อมยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเฉพาะธรรมาภิบาล ความโปร่งใส วินัยการเงินการคลัง และการปรับตัวตามกติกาเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ลดต้นทุนดำเนินธุรกิจ และเพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

สำหรับแนวทาง “Reinvent Thailand” ภาคเอกชนเสนอให้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่าน AI ระบบอัตโนมัติ AgTech และแนวทาง ESG/BCG พร้อมยกระดับผู้ประกอบการ MSME และทักษะแรงงาน สนับสนุนการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล AI และแหล่งเงินทุนสีเขียว รวมถึงสานต่อความร่วมมือรัฐ-เอกชน (PPP) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว นวัตกรรมทางการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

หอการค้าไทยยังสนับสนุนกรอบ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งมี 12 แนวทาง ครอบคลุมการป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกง การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในและต่างประเทศ โดยมองว่าสอดคล้องกับแนวทาง Zero Corruption ที่ภาคเอกชนผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการชูแนวคิดใช้ AI ให้ทั่วถึง

ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่า ไทยควรนำองค์ความรู้และข้อเสนอจากการประชุมไปต่อยอดเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะการใช้ AI อย่างทั่วถึง ทั้งการนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและบริการ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการกระจายประโยชน์ไปยังทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ SMEs เกษตรกร ไปจนถึงธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร และบริการสุขภาพ

สมชายเล่าว่า ไทยควรส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติมาสู่แรงงานไทยและผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อยกระดับทักษะและเพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง หากดำเนินการได้จริง จะช่วยให้ไทยใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและทั่วถึงมากขึ้น

การเป็นเจ้าภาพเวที IMF-WBG Annual Meetings 2026 สร้างโอกาสให้ไทยทั้งในแง่รายได้จากการจัดงาน การแสดงความพร้อมของประเทศ และการสร้างเครือข่ายกับผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนทั่วโลก ข้อมูลเตรียมงานยังชี้ถึงผลที่อาจต่อเนื่องหลังการประชุม ทั้งมาตรฐานบริการ โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสยกระดับกรุงเทพฯสู่การเป็นศูนย์กลางการประชุมและนิทรรศการ (MICE Hub) ของเอเชีย

แต่ผลสำเร็จที่สำคัญที่สุดต้องมากกว่าเม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงจัดงาน

“หากไทยสามารถต่อยอดความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนจริง พัฒนาทักษะแรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานโลกได้ ก็จะช่วยหนุนเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% และยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3%” สมชายทิ้งท้าย

จะเห็นว่า โจทย์หลังปิดฉากเวทีโลกจึงอยู่ที่การเปลี่ยนสถานะ “Trusted Connector” จากภาพลักษณ์ของประเทศ ให้เป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

ทั้งรายได้ การจ้างงาน และโอกาสเติบโตที่กระจายไปถึงประชาชนไทยในวงกว้าง