
หลายปีที่ผ่านมาเมื่อพูดถึง “AI แย่งงาน” ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือหุ่นยนต์ในสายพานโรงงาน แต่ Generative AI หรือ AI สร้างสรรค์ กำลังเปลี่ยนภาพนั้นไป เพราะแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงรอบนี้คือชนชั้นกลางที่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน และบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังหางานแรก
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าคนทำงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด 40.1 ล้านคน อยู่ในอาชีพที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก AI สร้างสรรค์ จากข้อมูลสำรวจภาวะการทำงานไตรมาส 4 ปี 2568 ร่วมกับกรอบประเมินอาชีพเสี่ยงของ Gmyrek และคณะ แห่ง ILO คำถามที่น่าสนใจคือ ใครจะได้ผู้ช่วย และใครจะถูกแทนที่
สองกลุ่ม สองชะตา: งานไหนถูกแทน งานไหนได้ผู้ช่วย
สศช.แบ่งแรงงาน 8.7 ล้านคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกราว 2.2 ล้านคน หรือ 5.4% ของแรงงานทั้งหมด เสี่ยงถูก AI ทดแทนงานบางส่วนหรือทั้งตำแหน่ง โดยเฉพาะงานซ้ำๆ ที่มีแบบแผนตายตัว ในจำนวนนี้เป็นแรงงานทักษะปานกลางถึง 1.9 ล้านคน กว่าครึ่งเป็นเสมียน เลขานุการ และงานสนับสนุนสำนักงาน รวมเสมียนถึง 7.5 แสนคน รองลงมาคืองานบริการลูกค้าและประชาสัมพันธ์ รวมพนักงานคอลเซ็นเตอร์ราว 3.1 แสนคน ส่วนอีก 3.3 แสนคนเป็นแรงงานทักษะสูง ได้แก่ นักการตลาด นักวิเคราะห์การเงินและที่ปรึกษาการลงทุน และนักพัฒนาซอฟต์แวร์
ที่น่าสนใจกว่าคือภาพของคนกลุ่มนี้ 55.8% จบปริญญาตรีขึ้นไป อายุเฉลี่ย 36.5 ปี รายได้เฉลี่ยเดือนละ 27,820 บาท และ 53% ทำงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล พูดง่ายๆ คือคนผ่อนคอนโดชานเมืองที่เคยเชื่อว่าใบปริญญาคือหลักประกัน ทักษะที่เคยเป็นจุดแข็งของพวกเขา ทั้งการคำนวณ การวิเคราะห์ตามกฎเกณฑ์ และการเขียนโปรแกรม กลับเป็นสิ่งที่ AI ทำได้เร็วกว่าและแม่นยำกว่า
กลุ่มที่สองใหญ่กว่า ราว 6.5 ล้านคน หรือ 16.3% ซึ่ง AI จะเป็นผู้ช่วยมากกว่าคู่แข่ง เพราะงานหลักยังต้องใช้การต่อรองและการอ่านใจลูกค้า เช่น พนักงานขาย เจ้าของร้านค้า และคนขับรถ คนกลุ่มนี้ 72.7% มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยเดือนละ 21,506 บาท อายุเฉลี่ย 42.3 ปี
แต่คำว่า “ผู้ช่วย” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยโดยอัตโนมัติ สศช.ระบุว่าโอกาสของบัณฑิตจบใหม่จะลดลง เพราะงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากคืองานซ้ำๆ และการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งองค์กรมีแนวโน้มยกให้ AI ทำ แล้วหันไปจ้างคนมีประสบการณ์ที่สั่งงาน AI ได้ทันที อีกปรากฏการณ์ที่ต้องจับตาคือ Downshifting หรือการ “ลดชั้น” ที่แรงงานทักษะสูงและปานกลางอาจต้องถอยลงไปทำงานต่ำกว่าวุฒิ เช่น ขับรถรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น
ลองนึกภาพพนักงานบัญชีเงินเดือนสองหมื่นแปดพันบาท ที่งานกระทบยอดซึ่งเคยใช้เวลาทั้งสัปดาห์ ระบบใหม่ทำเสร็จในไม่กี่นาที คำถามของเขาไม่ใช่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่คือเดือนหน้าบริษัทยังต้องการเขาอยู่หรือไม่
สัญญาณในตลาดแรงงานเริ่มชัดขึ้น ไตรมาส 2 ปี 2569 อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.95% หรือราว 4 แสนคน โดยจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนผู้ว่างงานระยะยาวตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น 11.3% หลังจากพุ่งถึง 27% ในไตรมาสแรก ตัวเลขยังต่ำ แต่ทิศทางน่ากังวล
หลักฐานจากโลก: ความเสี่ยงสองชั้นที่ไทยกำลังแบก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ใน Staff Discussion Note ฉบับเดือนมกราคม 2569 ระบุว่างานราว 40% ทั่วโลกสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI ตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะใหม่ในสหรัฐ และสหราชอาณาจักรเสนอค่าจ้างสูงกว่าราว 3% และอาจสูงถึง 15% ในสหราชอาณาจักร หากต้องการทักษะใหม่ตั้งแต่ 4 อย่างขึ้นไป
ที่น่าสนใจคือ IMF พบว่าตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะ AI ในตลาดแรงงานท้องถิ่นของสหรัฐ เสนอค่าจ้างสูงกว่า แต่ยังไม่เพิ่มการจ้างงานโดยรวม และในอาชีพที่สัมผัส AI สูงแต่เสริมกันได้น้อย การจ้างงานในพื้นที่ที่ต้องการทักษะ AI มากต่ำกว่าพื้นที่อื่นถึง 3.6% หลังผ่านไป 5 ปี IMF ยังชี้ว่าทักษะใหม่ทำให้ตลาดแรงงานแบ่งขั้วรุนแรงขึ้น เป็นประโยชน์ต่อคนทักษะสูงและทักษะต่ำ ขณะที่ชนชั้นกลางอาจหดตัว ซึ่งตรงกับภาพแรงงานทักษะปานกลาง 1.9 ล้านคนของไทย
รายงานเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่าสินค้าเกี่ยวกับ AI คิดเป็นกว่า 70% ของการเติบโตของการส่งออกไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ขณะที่การค้าส่วนที่เหลือ “อ่อนแอหรือติดลบ” พร้อมเตือนว่าหากการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกพลิกกลับ เสาหลักของการเติบโตจะหายไป ธนาคารโลกยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตเพียง 2.0% แม้ปรับเพิ่มจาก 1.3% ในเดือนเมษายน
นี่คือความย้อนแย้ง ไทยพึ่งการส่งออกสินค้าที่ป้อนกระแส AI ของโลก ขณะที่ AI ตัวเดียวกันกดดันงานออฟฟิศของคนไทยเอง เท่ากับเรารับความเสี่ยงสองชั้นพร้อมกัน
รายงาน Building Thailand’s Future Today ของกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่าตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะ AI ในไทยเติบโตเร็วตั้งแต่ปี 2565 แม้จากฐานต่ำ และกระจุกตัวในอาชีพทักษะสูงรายได้สูง โดยผู้เชี่ยวชาญไอซีทีครองสัดส่วน 42% พร้อมชี้ว่าอาชีพทักษะปานกลางที่ถูกทดแทนได้ เช่น พนักงานขาย มีสัดส่วนสูงในตลาดแรงงานไทย ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มที่ต่างจาก สศช.ที่จัดงานขายไว้ในกลุ่มที่ AI เป็นผู้ช่วย
การบ้านของไทย: เตรียมคนให้ทันก่อนงานจะเปลี่ยน
แล้วไทยต้องทำอะไร คำตอบไม่ใช่คำขวัญ “อัพสกิล รีสกิล” ประการแรก ความเร็วต้องสอดคล้องกับขนาดปัญหา แผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติตั้งเป้าผลิตบุคลากร AI 30,000 คนใน 3 ปี ซึ่งครอบคลุมทั้งนักวิจัย วิศวกรประยุกต์ และผู้ใช้ทั่วไปในวิชาชีพ แต่โจทย์ของเราคือแรงงาน 8.7 ล้านคน การฝึกต้องลงไปถึงเสมียน พนักงานคอลเซ็นเตอร์ และพนักงานบัญชีในบริษัทขนาดกลางและเล็ก ไม่ใช่เฉพาะคนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ
ประการที่สอง ต้องเปลี่ยนบทบาทคนทำงาน โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง จาก “ผู้ปฏิบัติ” เป็น “ผู้กำกับ AI” ที่ตรวจสอบผลลัพธ์และรู้ทันอคติของระบบ ตามที่ สศช.เสนอ ประการที่สาม ธนาคารโลกย้ำว่าต้องขยายระบบคุ้มครองทางสังคม เพิ่มการจ้างงานในระบบ และเปิดทางเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้คนที่ได้รับผลกระทบเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่ต้องลดชั้น และประการสุดท้าย ต้องมีกรอบกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานเมื่อ AI เข้ามามีส่วนในการจ้าง ประเมินผล และเลิกจ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ตัวเลข 8.7 ล้านคนโยนมาให้เรา ไม่ใช่ว่า AI จะแย่งงานคนไทยหรือไม่ แต่คือไทยจะเตรียมคนให้ทันก่อนที่งานเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า
ในจังหวะที่ทั้งโลกกำลังแข่งกันหาคำตอบเดียวกัน

