หนี้โลกพุ่ง 235% ของ GDP!! วิกฤตหนี้กำลังบีบประเทศกำลังพัฒนาให้เลือกระหว่างจ่ายหนี้กับดูแลประชาชนจริงหรือไม่
เมื่อไม่นานมานี้ AIDS Healthcare Foundation หรือ AHF เสนอ 3 ทางออกปฏิรูปหนี้โลก ตั้งกลุ่มประเทศผู้กู้เพิ่มอำนาจต่อรองเปิดทางพักชำระหนี้เมื่อเกิดวิกฤตสาธารณสุขหรือภัยพิบัติ และเก็บเงินสมทบ 1% จากเศรษฐกิจ AI เพื่อนำมาสนับสนุนการบรรเทาหนี้และคุ้มครองทางสังคม คำถามคือ กติกาการเงินโลกที่เป็นอยู่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีงบประมาณเพียงพอสำหรับประชาชนจริงหรือ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า การแก้ปัญหาหนี้และความเหลื่อมล้ำไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องปรับวิธีคิดต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเลิกมองงบสุขภาพและการศึกษาเป็นเพียงรายจ่าย เพราะแท้จริงแล้วคือการลงทุนกับคนในระยะยาวขณะเดียวกัน เทคโนโลยีและ AI แม้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แต่ก็มีความเสี่ยงทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังการเรียกร้องความเป็นธรรมทางหนี้ เพราะอาจถูกรัฐบาลที่ขาดธรรมาภิบาลนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการถลุงงบประมาณโดยไร้ความรับผิดชอบ หรือก่อหนี้พ่วงการทุจริต แล้วจะทำอย่างไรให้การปฏิรูปหนี้ช่วยประชาชนได้จริง โดยไม่กลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
สำหรับประเทศไทย ภาระชำระหนี้สาธารณะอยู่ที่ 61.25% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 4.18 เท่าและสูงกว่างบสาธารณสุข 3.22 เท่า ตัวเลขนี้สะท้อนโจทย์สำคัญว่า เมื่อเงินจำนวนมากต้องถูกใช้ไปกับการชำระหนี้ รัฐจะเหลืองบประมาณมากเพียงใดสำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลกลุ่มเปราะบาง
ท้ายที่สุด รัฐจะทำอย่างไรให้การจัดการหนี้ไม่กลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ และยังคงลงทุนพัฒนาคนเพื่ออนาคตของประเทศได้
เพราะวินัยการคลังที่ดีต้องควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

